ความน่าสนใจของการเปิดสาขาในรูปแบบแฟลกชิพ สโตร์ ของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ร้านค้าปลีปลีกสินค้าตกแต่งและ ซ่อมแซมบ้านสัญชาติมาเลเชีย ที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ในช่วงที่ผ่านมานั้น น่าจะอยู่ที่การพบจุดลงตัวของการขยายสาขา ในรูปแบบนี้ ที่มองไปถึงการขยายเข้าไปเปิดในศูนย์การค้าหรือช้อปปิ้ง มอลล์ที่เป็น A-class Malls เพราะนี่จะเป็นการรุกเข้า ไปเปิดในศูนย์การค้าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การช้อปของเจ้าของบ้านที่เป็นคนรุ่นใหม่ ถือเป็นการเติมเต็มการรุกตลาดให้กับ ผู้เล่นรายนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น
สาขาที่เปิดในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์จะมาภายใต้ธีม “Feel the Difference” สะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจและ ความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การช้อปที่แตกต่างและพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยพื้นที่กว่า 1,280 ตารางเมตร แฟลกชิพ สโตร์ แห่งใหม่นี้มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ให้กับครอบครัวชาวไทย ด้วยการออกแบบภายในที่ทันสมัย สะท้อน ไลฟ์สไตล์คนเมือง พร้อมเคาน์เตอร์ชำระเงินอัตโนมัติด้วยตัวเอง และโซนกิจกรรมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดู มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ผ่านสินค้าที่หลากหลายประมาณ 15,000 รายการ ครอบคลุม 6 หมวดหมู่สินค้าหลัก ในราคาถูกคุ้มเสมอ (Always Low Prices)
นอกจากสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว แฟลกชิพ สโตร์แห่งนี้ยังมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมขนาด 150 ตารางเมตร เพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมกิจกรรม DIY เวิร์กชอป อีเวนต์ตามเทศกาล และงานฝีมือที่จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2568 ที่จะเปลี่ยนการ ช้อปปิ้งธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่น่าประทับใจ โดยในอนาคต มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ประเทศไทย เตรียม ขยายสาขาร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. รูปแบบใหม่ที่คล้ายแฟลกชิฟสโตร์ไปยังศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ (A-class Malls) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยผสมผสานการเข้าถึงง่ายเข้ากับราคาที่คุ้มค่า “เป้าหมายของเราคือ การนำแนวคิดใหม่ของแฟลกชิปสโตร์ไปสู่ศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ

แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จาก ประเทศมาเลเซีย บอกว่า แฟลกชิพ สโตร์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติบโตของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเรา ในการมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า โดยทุกรายละเอียดภายในร้านแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้าง สรรค์นวัตกรรม คุณค่า และความพึงพอใจของลูกค้า
“นอกจากสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว แฟลกชิพ สโตร์แห่งนี้ยังมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมขนาด 150 ตารางเมตร เพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมกิจกรรม DIY เวิร์กชอป อีเวนต์ตามเทศกาล และงานฝีมือที่จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2568 ที่จะเปลี่ยนการช้อปปิ้งธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่น่าประทับใจ”
แอนดี้ ชิน บอกอีกว่า บริษัทแม่ของมิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. ยังคงมองประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากไทยยังมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจได้อีกมาก เพราะเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างดีและรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เหมือนเมื่อแรกเริ่มที่ขยายธุรกิจเข้ามาในไทยปี 2559 เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดสาขาแรกที่ซีคอน บางแค และไทยยังเป็น ประเทศแรกที่มาเลเซียมั่นใจในการขยายออกนอกประเทศครั้งแรกด้วย

ปัจจุบัน มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. มีแล้วใน 13 ประเทศ คือมาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, อินเดีย, บังกลาเทศ, สเปน, ตุรกี, บรูไน, โปแลนด์ รวมมากกว่า 4,000 สาขา ซึ่งไทยมีจำนวนสาขาเทียบเป็น สัดส่วน 20% ของสาขาทั้งหมดทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย ไม่ได้กังวลเรื่องกำลังซื้อหรือภาวะเศรษฐกิจในไทยมากนัก เนื่องจากเป็นแค่ช่วง ระยะเวลา แต่มองในระยะยาวว่าตลาดไทยยังมีความมั่นคงอย่างมาก มีกำลังซื้อที่ดี อีกทั้งสินค้าที่จำหน่ายก็เป็นสินค้าที่ จำเป็นในครัวเรือนอยู่แล้ว เป็นสินค้าที่ซื้อง่ายเป็นสินค้าดีไอวาย (Do it yourself) และราคาต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ประมาณ 25%
“เรายังสามารถเปิดร้านได้อีกมากในไทย เมื่อดูจากจำนวนร้านที่เรามีอยู่ตอนนี้ 900 สาขา ที่เปิดมาแล้ว 8 ปี และปีหน้าจะเป็น 1,100 สาขา เฉลี่ยแล้วร้านของเรารองรับประชากรไทยได้ประมาณ 70,000 คนต่อสาขา จาก จำนวนประชากรทั้งประเทศกว่า 70 ล้านคน ขณะที่มาเลเซียต้นตำรับมีสาขา 1,400 สาขา แต่มีประชากรน้อยกว่า เรา มีประมาณ 30-40 ล้านคนเท่านั้นเอง”
ในปี 2568 นี้ คาดว่าจะเปิดสาขาครบทั่วประเทศไทย ซึ่งยังมีอีก 3 จังหวัดที่ยังไม่มีในขณะนี้ แต่เตรียมเปิดใน ไตรมาสแรกปีหน้า คือแม่ฮ่องสอน 2 สาขา, พังงา 1 สาขา และยะลา 1 สาขา นอกจากนั้นจะเน้นขยายทั้งในศูนย์การค้า และ สแตนด์อโลน ใช้พื้นที่โดยเฉลี่ย 700 ตารางเมตรต่อสาขา
โดยมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. วางแผนการลงทุนในปี 2568 ใช้งบลงทุนรวม 2,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่ประมาณ 200 สาขา ซึ่งขณะนี้มี 900 สาขาแล้ว และคาดว่าภายในช่วงก่อนสิ้นปีนี้จะเปิดอีกประมาณ 20-25 สาขา และคาดว่าสิ้นปีหน้า จะมีสาขาในไทยรวม 1,100 สาขา โดยปีนี้เปิดสาขาใหม่รวม 163 สาขา ส่วนปีที่แล้วเปิดใหม่รวม 188 สาขา
การมีจำนวนสาขาอยู่ในมือจำนวนมากนั้นจะตามมาด้วยวอลุ่มการขายที่เหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งนั่นถือแต้มต่อสำคัญที่ ถูกนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์หลักในการทำตลาดด้วยการใช้เรื่องของการขายสินค้าราคาถูก คุ้มค่า หรือ Always Low Prices
เมื่อรวมเข้ากับการมีจำนวนสินค้าที่หลากหลาย ทั้งเครื่องมือช่าง สินค้าตกแต่ง และของใช้ภายในบ้านกว่า 15,000 รายการในร้าน ทำให้กลายเป็นอีกแต้มต่อในการทำตลาดของผู้เล่นรายนี้ จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้สำเร็จด้วย จำนวนสาขาที่มีอยู่ในมือมากกว่าผู้เล่นรายอื่นๆ

นอกจากจำนวนสาขาที่มากกว่าแล้ว การมีฟอร์แมตของสาขาที่หลากหลาย ทั้งการเปิดในช้อปปิ้ง มอลล์ สาขา สแตนด์อะโลน สาขาในรูปแบบเอ็กซ์เพรสที่อยู่ในย่านชุมชน อาทิ ในตลาด และสาขาออนไลน์ ที่ทั้งการเข้าไปเปิดบน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อย่างช้อปปี้ และในรูปแบบของแบรนด์ดอทคอม ทำให้กลายเป็นอีกจุดแข็งที่สามารถเข้าถึงโอกาสใน การซื้อสินค้าที่ค่อนข้างหลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ขณะที่จุดแข็งอีกอย่างของมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ก็คือการมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างหลากหลาย ทำให้ในบางสาขาที่อยู่ ใกล้กันมีการแย่งแชร์กันเองไม่มากนัก
ขณะที่การบริหารจัดการในเรื่องตัวสินค้าของมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. อยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก เนื่องจากเรามีจำนวนสาขา อยู่ในมือค่อนข้างมาก ทำให้มีวอลุ่มการขายเยอะ จึงสามารถใช้กลยุทธ์การขายสินค้าในราคาถูกได้ โดยสินค้าที่มีการเติบโต มากสุด คือกลุ่มเฮ้าส์โฮลด์และฮาร์ดแวร์ สัดส่วนมากกว่า 50%
สำหรับที่ผ่านมาการใช้จ่ายของลูกค้ามีประมาณ160 บาท หรือประมาณ 4 ชิ้น ต่อใบเสร็จ โดยกลุ่มสินค้าที่จำหน่าย มีสัดส่วน ดังนี้ ของใช้ในครัวเรือนทั่วไป 36%, เครื่องมือซ่อมแซมบ้าน 17%, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า 9%, เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา 9%, ของเล่น 6%, และอื่นๆ เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จิวเวลรี่ อุปกรณ์รถยนต์ อาหาร เครื่องดื่ม รวมกัน 23% โดยช่วงครึ่งปีแรกปีนี้มีรายได้แล้วประมาณ 7,500 ล้านบาท