GSK ในฐานะบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก ไม่เพียงมุ่งเน้นในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในแง่ของสุขภาพ การป้องกันโรค ลดการสูญเสียชีวิต และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาแต่ยังแสวงหาแนวทางความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปช่วยผู้ป่วย ล่าสุดเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระดับโลก RespiVerse ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ที่กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมากกว่า 220 ท่านจาก 17 ประเทศร่วมเสนอโซลูชันในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ

นพ.กูร์ เลวี ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ด้านโรคระบบทางเดินหายใจ GSK กล่าวว่า โรคระบบทางเดินหายใจเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก RespiVerse จึงมีความหมายทั้งสำหรับแพทย์และผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการเปิดจักรวาลของโรคระบบทางเดินหายใจให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้มาพบปะกันในการพัฒนาโปรแกรมระดับโลกที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการทางคลินิก และการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจแบบใหม่สำหรับผู้ป่วยทั่วโลกได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม
การประชุม RespiVerse นับได้ว่าเป็นการนำวิทยากรระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง พร้อมผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และภูมิภาคอื่นๆ มาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมุ่งผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ มารับมือกับความท้าทายทางคลินิกเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ โดยจะพัฒนาเนื้อหาเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นความรู้และแนวปฏิบัติทางวิชาชีพ มุ่งเน้นไปที่การจัดการกับโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง Chronic Obstructive Pulmonary Disease (COPD) และ ไวรัสอาร์เอสวี Respiratory Syncytial Virus (RSV)
ส่วนหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมให้ความรู้ในงานนี้ ได้แก่ นพ.เล คัค บ๋าว รองหัวหน้าแผนกโรคปอดโรงพยาบาลเกียดินห์ ประเทศเวียดนาม รศ.นพ.ฟาริซ นูร์วิทยา หัวหน้าภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคเนื้อเยื่อปอดอักเสบ ภาควิชาโรคปอดและเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจ มหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด โรงพยาบาลเพอร์ซาอาบาตัน และโรงพยาบาลบุนดา กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และผศ.พญ.ไพลิน รัตนวัฒน์กุล สาขาวิชาโรคระบบการหายใจ และภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และรองผู้อำนวยการศูนย์บริการทางการแพทย์ชั้นเลิศ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (ศูนย์การแพทย์) และผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคเนื้อเยื่อปอดอักเสบ (ILD) และโรคปอดหายาก
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ทุกท่านชี้ให้เห็นถึงสาเหตุและความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจดังกล่าวว่า โรคหอบหืด มักพบในคนไข้อายุต่ำกว่า 45 ปี ในขณะที่ COPD ส่วนใหญ่พบในคนไข้อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าประชากร 250 ล้านคน ป่วยด้วยโรคนี้ โดยปี 2019 มีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ 3.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 356 คนต่อชั่วโมง ทำให้ COPD เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5
สำหรับผู้ป่วยโรค COPD จะมีอาการไอ มีเสมหะ ร่วมกับหายใจลำบาก เนื่องจากปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ ปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบมาจากการสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศ ทั้งควันและฝุ่น PM 2.5 นอกจากนี้ยังมาจากการรักษาไม่ถูกต้อง การติดเชื้อไวรัส และอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานลดลง การตอบสนองต่อการติดเชื้อแย่ลง จนทำให้เกิดอาการอักเสบรุนแรง
อีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขผู้ป่วย COPD มีจำนวนมากยังมาจากโรคนี้มีกลุ่มอาการกว้างมาก ไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้คนไข้กว่า 80% คิดไปเองว่าเป็นอาการปกติไม่รุนแรงจึงไม่ไปพบแพทย์ หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดถูกต้องจากแพทย์ หรือบางครั้งแพทย์ขาดความตระหนักรู้ในการใช้เครื่องมือวัดอาการอุดกั้นของปอดเพื่อวินิจฉัย

แต่ถึงแม้ว่าโรคหอบหืด และ COPD จะเป็นระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน มีความแตกต่างกันตรงที่ในโรคหอบหืด หากรักษาอย่างถูกต้องผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผิดกับ COPD หากเป็นแล้วนั่นหมายถึงความเสียหายของปอดได้เกิดขึ้นจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติและต้องรักษาด้วยการใช้ยาตลอดชีวิต หากมีอาการกำเริบซ้ำๆ ก็จะยิ่งทำให้ปอดถูกทำลายเพิ่มขึ้น และมีอาการแย่ลง อย่างไรก็ดี หากผู้ป่วยหอบหืด และ COPD มีอาการกำเริบอย่างรุนแรงก็เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ ในขณะที่ไวรัส RSV ไม่ใช่เรื่องไกลตัว พบได้บ่อยและอันตรายยิ่งกว่าไข้หวัดใหญ่ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาอาการโดยตรง พบมากในเด็กเล็กช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่ช่วงหลังมานี้พบในผู้ใหญ่มากขึ้น อาจเป็นเพราะสัมผัสใกล้ชิดกับบุตรหลาน

อย่างไรก็ดี จริงอยู่ที่ร่างกายสามารถจัดการกับไวรัสได้แต่ไม่ใช่กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด และ COPD ขณะที่ไวรัสบางชนิดอย่าง RSV ก็ยังไม่มียารักษา นพ.อาร์นาส เบอร์ซานสกิส รองประธานและหัวหน้าฝ่ายการแพทย์ด้านวัคซีนระดับภูมิภาค ของ GSK ชี้ว่า การป้องกันจึงมีความจำเป็นเพื่อป้องกันประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามบริบทโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรค COPD โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ
สำหรับการป้องกันไวรัสมี 2 แบบ คือป้องกันการรับเชื้อโดยการล้างมือและใส่หน้ากากอนามัย กับป้องกันตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อด้วยการฉีดวัคซีน โดยตามแนวทางการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจในระดับโลกแนะนำให้ผู้ป่วยหอบหืด และ COPD ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนปอดบวม และวัคซีน RSV รวมถึงวัคซีนงูสวัด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่สามารถลดความรุนแรงของการติดเชื้อ และลดอัตราการเสียชีวิตได้ถือได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่า