GSK ถือเป็นบริษัทด้านชีวเภสัช (Biopharma) ที่มีจุดมุ่งหมาย อย่างมุ่งมั่นในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผนวกกับเทคโนโลยี และความสามารถของบุคลากร เพื่อให้ก้าวนำการป้องกันโรคภัยต่างๆ กระทั่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการค้นคว้าและวิจัยยาและวัคซีนนวัตกรรมระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการคิดค้นยาและวัคซีนที่มีคุณภาพ ดังนั้น GSK จึงมีศักยภาพในการตอบรับ BCG Model ได้ทันทีหลังจากรัฐบาลประกาศที่จะนำมาขับเคลื่อนประเทศนับจากนี้ไป
คุณวิริยะ จงไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งสัญญาณไปยังภาครัฐให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจสุขภาพเชิงป้องกันในฐานะธุรกิจที่จะสร้าง New S-curve ให้ประเทศไทยในอนาคต สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลกหลังต้องเผชิญกับโรคระบาดโควิด ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลตัวเองให้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ประกอบกับประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ดังนั้นการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันย่อมดีกว่ารักษา เพราะนอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตดีแล้วยังลดงบประมาณให้กับภาครัฐ ลดภาระบุคลากร และลดการใช้ทรัพยากร

“เมื่อสุขภาพเชิงป้องกันเป็น Global Trend ทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่นั้นได้ อาจจะไม่ต้องทำทุกอย่าง แต่ทำบางอย่างที่สำคัญที่อยู่ใน Global Value Chain ซึ่ง GSK ได้มีการร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยในการสร้างบุคลากรและสร้างงานไว้รองรับ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนโมเดล BCG ของ GSK คือการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้มีการเติบโต เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต รวมทั้งสนับสนุนการผลิตในประเทศ นอกจากลดการนำเข้าแล้วยังสามารถส่งออกนำรายได้เข้าประเทศด้วย”
ที่ผ่านมา GSK มุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการคิดค้นยา เพื่อให้ได้ยาหรือวัคซีนนวัตกรรมที่มีคุณภาพ และเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คน โดยเทคโนโลยีของ GSK ที่ได้รับการพูดถึงในวงการเป็นอย่างมากก็คือเทคโนโลยีสารเสริมฤทธิ์ (Adjuvant Technology) ในการผลิตวัคซีน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ใส่ลงในวัคซีนบางชนิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันมีความแข็งแรงและออกฤทธิ์นานกว่าเดิม เพื่อ ให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ดีกว่าการใช้วัคซีนเพียงอย่างเดียว ซึ่งการใช้สารเสริมฤทธิ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค เพราะช่วยลดปริมาณของแอนติเจนที่ต้องผสมลงในวัคซีน ช่วยให้ผลิตวัคซีนได้เพิ่มขึ้น และทำให้สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีสารเสริมฤทธิ์นี้เคยถูกนำมาใช้ในการจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่จนเป็นผลสำเร็จมาแล้ว
นอกจากนี้ GSK ได้พัฒนาวัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันวัณโรค M72/AS01E ระยะ IIb และได้มอบสิทธิ์การผลิตวัคซีนดังกล่าว ให้แก่สถาบันวิจัยทางการแพทย์บิลล์และเมลินดา เกตส์ ในการพัฒนาต่อยอดวัคซีน เพื่อนำไปใช้ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำที่มีภาระโรควัณโรคในระดับสูง (วัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันวัณโรค M72/AS01E ประกอบด้วย โปรตีนผสม (Recombinant Fusion Protein) ที่สกัดมาจากแอนติเจนของเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis 2 ชนิด ได้แก่ Mtb32A และ Mtb39A ผสมกับระบบสารเสริมฤทธิ์ AS01)
“แม้ว่า GSK จะเป็นบริษัทข้ามชาติ แต่เรามีหัวใจความเป็นไทย ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจในไทย 58 ปี พิสูจน์แล้วว่าเราให้ความสำคัญในการผลิตยารักษาโรคหายากและโรคเขตร้อนอย่างโรคเท้าช้าง โรคมาลาเรีย เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงยาที่ดี ยกตัวอย่าง GSK พัฒนาวัคซีนสำหรับโรคมาลาเรียตัวแรกของโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้อนุมัติใช้ในการป้องกันโรคมาลาเรียที่ติดจากเชื้อ “พลาสโมเดียม ฟัลชิปารัม” (Plasmodium Falciparum) ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราและในภูมิภาคที่มีการระบาดระดับปานกลางถึงสูง โดยกำหนดให้เริ่มต้นฉีดเด็กอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป”

วันนี้เทคโนโลยี GSK ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำ AI มาสร้างจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมยา โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนา AI เพื่อนำมาเสริมในกระบวนการคิดค้นยาใหม่ และเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกแล้วหลายชนิด
คุณวิริยะ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยามีความคุ้นชินกับความล้มเหลวตลอดเวลา เพราะการทุ่มงบประมาณเพื่อวิจัยในแต่ละครั้งไม่มีใครรู้เลยว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน เมื่อไร แต่ไม่ลงทุนก็ไม่ได้เพราะจะไม่มีทางที่ยาตัวใหม่จะเกิดขึ้น ซึ่งการคิดค้นยาแบบเดิมต้องใช้เวลานาน มีความซับซ้อน ความสำเร็จต่ำและค่าใช้จ่ายสูง โดยมีการประมาณการกันว่า ค่าใช้จ่ายในการคิดค้นยาที่เข้าสู่ท้องตลาดได้ 1 ตัวโดยเฉลี่ย 10 ปีใช้งบประมาณสูงถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราความสำเร็จ 1 ต่อ 10,000 ตัว จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในการคิดค้นยาใหม่ได้อย่างจริงจัง ดังนั้น การนำ AI มาช่วยในกระบวนการคิดค้นยา จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ระยะเวลาในการคิดค้นยาสั้นลง ลดค่าใช้จ่ายในการวิจัยด้านยาเมื่อเทียบกับการคิดค้นยาแบบเดิม
“ AI มีบทบาทในการร่นระยะเวลาการวิจัย และช่วยให้เรามองหาความน่าจะเป็นได้เร็วขึ้น เพราะ AI จะเกิดการเรียนรู้ว่าโมโลกุลหรือดีเอ็นเอตัวไหนที่มีโอกาสก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง ถ้าเราคิดค้นยาและวัคซีนได้เร็วขึ้นเท่าไรย่อมส่งผลให้คนไทยเข้าถึงการดูแลและรักษาได้เร็วเท่านั้น ปัจจุบัน GSK ใช้เทคโนโลยี AI ในการคิดค้นยานวัตกรรมรักษาโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ โดยปี 2563 ใช้งบประมาณ 10 ล้านปอนด์ก่อตั้งศูนย์วิจัย AI Hub ที่ลอนดอน เพื่อการคิดค้นยาโรคมะเร็ง และศูนย์ Biotech ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น”

อีกแรงขับเคลื่อน BCG ที่ GSK กำลังจะมุ่งไปข้างหน้าคือ Green Medicine เพราะไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่ปกป้องและรักษาสุขภาพของผู้คน GSK ยังต้องการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการปกป้องและฟื้นฟูสุขภาพของโลก โดยประกาศความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทด้วยเป้าหมายการใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ภายในปี 2025 และปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ในทุกการดำเนินงานภายในปี 2030
ทั้งนี้ GSK ได้กำหนดกลยุทธ์ปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนโลกสีเขียวตั้งแต่ห้องปฏิบัติ การ ซัพพลายเออร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรม ไปจนถึงผู้ป่วยเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านสิ่งแวดล้อมและการปกป้องสุขภาพของโลกและผู้คน โดยคาร์บอนฟุตพรินต์ประมาณ 92% มาจากซัพพลายเออร์และจากผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ จึงดำเนินการครอบคลุมทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งรวมถึงการสร้างโปรแกรมการมีส่วนร่วมกับซัพพลายเออร์และผู้ป่วย
ดังนั้น ภายใต้โปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนของ GSK ทุกด้านของห่วงโซ่อุปทานจะดำเนินนโยบายด้านคาร์บอน พลังงาน ความร้อน การขนส่ง น้ำ ของเสีย การจัดหาวัสดุที่ยั่งยืนและการไม่ตัดไม้ทำลายป่า ซัพพลายเออร์จะ ต้องเปิดเผยกระบวนการทำงานและกำหนดเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา การคำนึงถึงผลกระทบการใช้น้ำ การลดของเสีย 10% รวมทั้งซัพพลายเออร์ด้านการขนส่งจะต้องมีโซลูชั่นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ GSK ได้ลงทุนจำนวน 50 ล้านปอนด์ในด้านพลังงานหมุนเวียนของโรงงานผลิตของ GSK ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เพื่อการผลิตไฟฟ้าทดแทนจากพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งลงทุนในโครงการพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยประหยัด CO2 ได้ประมาณ 10,000 ตัน/ปี
สำหรับผู้ป่วยที่อาจมีส่วนสร้างผลกระทบต่อสภาพอากาศจากการใช้ผลิตภัณฑ์บางตัว ปัจจุบัน GSK กำลังพัฒนาเครื่องพ่นยาหอบหืดแบบใหม่ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการ R&D เพื่อค้นหาพลังงานทาง เลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเครื่องพ่นยา ปัจจุบันได้เริ่มการทดลองทางคลินิกเบื้องต้นแล้ว และหากประสบความ สำเร็จ คาดว่าจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องพ่นยานี้ได้อย่างน้อย 90%
และนี่คือหมุดหมายที่ GSK กำลังเดินไปข้างหน้าตามแนวทาง Ahead Together for Future Healthcare ก้าวนำ 1 ก้าวเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้คนในโลกอนาคต