ตลาดไก่ทอดในประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญของธุรกิจอาหารประเภท Quick Service Restaurant (QSR) ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี เติบโตเฉลี่ยปีละ 8% สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่นิยมอาหารสะดวกรวดเร็วและคุ้นเคยกับการบริโภคไก่ทอดมาอย่างยาวนาน
แม้ตลาดไก่ทอดจะดูเหมือนเป็นโอกาสทองสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ แต่การเข้าสู่ตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง KFC ที่มีสาขากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
KFC ไม่เพียงแค่มีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ยังปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยการนำเสนอหลายฟอร์แมต เพิ่ม Occation base เช่น การรับประทานในร้าน บริการเดลิเวอรี่ และการซื้อกลับบ้าน (Takeaway) การวางกลยุทธ์ที่หลากหลายและการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งทำให้ KFC สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในทุกโอกาส
แล้ว Pelicana แบรนด์ไก่ทอดเกาหลี จะทำอย่างไรให้เข้ามาในตลาดนี้ได้
Pelicana ก่อตั้งขึ้นในปี 1982 ซึ่งถือเป็นแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีเจ้าแรกๆ ของประเทศ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีจำนวนสาขา 1,245 สาขาในเกาหลี และมีสาขารวมทั่วโลกกว่า 3,000 สาขา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย และจีน เป็นต้น การเข้ามาทำตลาดในไทย มีบริษัท เพลิคาน่า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทยเพียงผู้เดียว

Pelicana กำลังมองหาช่องทางเข้าสู่ตลาดไก่ทอดในไทย จำเป็นต้องอาศัย 5 กลยุทธ์ที่แตกต่าง เพื่อแย่งชิงพื้นที่ในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขันนี้
กลยุทธ์ที่ 1 สร้างจุดเด่นที่แตกต่างด้วย Quality และ Variety
Pelicana เน้นจุดขายที่แตกต่างด้วยการนำเสนอไก่ทอดคุณภาพสูง หมักนานถึง 24 ชั่วโมง ทอดทีละจาน และเปลี่ยนน้ำมันใหม่ทุกวัน เพื่อรักษาความสดใหม่และรสชาติที่ดีของไก่ทอด นอกจากนี้ยังมีซอสสูตรพิเศษที่หลากหลายถึง 10 รสชาติ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เช่น ซอสซิกเนเจอร์, ซอสน้ำผึ้ง, ซอสสโมกกี้ฮ็อต, ซอสกังจอง, ซอสเผ็ด, ซอสสโมกกี้มาโย, ซอสเผ็ดมาโย ซอสกระเทียม, ซอสถั่วเหลือง และโรยผงชีส ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลาย
อรรถวุฒิ นิธิกอบกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เพลิคาน่า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ร้านไก่ทอด Pelicana เป็น 1 ในร้านไก่ทอดร้านแรกๆ ของประเทศเกาหลีที่เปิดบริการมากกว่า 40 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็น King of Chicken ของเกาหลี จุดเด่น คือ ทอดไก่ทีละจาน คุณภาพอาหารระดับพรีเมียม รสชาติเหมือนที่เกาหลี ในราคาที่คุ้มค่า เริ่มต้นที่ 99 บาท”

กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนาเมนูเฉพาะสำหรับตลาดไทย
Pelicana ตระหนักดีว่าพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้คิดค้นเมนูพิเศษเฉพาะในไทย เช่น “ข้าวมันไก่ทอดเกาหลี” เครื่องเคียงเป็นผักคลุกน้ำมันงา pelicana ของเกาหลี มีความแข็งแรงเรื่อง R&D ที่พร้อมจะซัพพอร์ตในเรื่องเมนูของไทย
Pelicana มองเห็นโอกาสในความหลากหลายของพฤติกรรมการบริโภคในไทย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความโดดเด่นในเรื่องการผสมผสานวัฒนธรรมการกินระหว่างอาหารท้องถิ่นและอาหารนานาชาติ ด้วยเหตุนี้แบรนด์จึงพัฒนาเมนูข้าวมันไก่ โดยการนำไก่ทอดสไตล์เกาหลีมาเสิร์ฟคู่กับข้าวมันหอมมะลิ พร้อมด้วยเครื่องเคียงอย่างผักคลุกน้ำมันงา คงไว้ซึ่งกลิ่นอายของอาหารเกาหลีอีกด้วย
Pelicana เชื่อว่าอาหารที่อร่อยจะพูดแทนแบรนด์ได้ดีที่สุด อรรถวุฒิ เผยว่า หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ Pelicana สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทยได้คือ ความแข็งแกร่งด้านทีม R&D (Research & Development หรือ R&D) ที่พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพียงแค่ปรับรสชาติอาหารให้เข้ากับความนิยมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและกระบวนการปรุงอาหารอีกด้วย

กลยุทธ์ที่ 3 การเจาะกลุ่มเป้าหมาย Gen Z และ Gen Y
Pelicana ตั้งเป้าหมายเจาะเจาะลูกค้ากลุ่ม Gen Z และ Gen Y เป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการลองสิ่งใหม่ๆ และมีความสนใจในวัฒนธรรมเกาหลี เช่น K-Pop และซีรีส์เกาหลี การเลือกเปิดสาขาแรกที่สยามสเคป เพราะเป็นแหล่งรวมตัวของนักเรียนและนักศึกษา ทำเลใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยโรงเรียนกวดวิชาและมหาวิทยาลัย
กลยุทธ์ที่ 4 การขยายสาขา
Pelicana วางแผนการขยายสาขาในไทยอย่างระมัดระวัง โดยตั้งเป้าเปิด 5 สาขาในปีแรก และเพิ่มเป็น 10 สาขาในปีที่สอง พร้อมขยายเป็น 20 สาขาภายในสามปี เน้นทำเลที่มีศักยภาพ เช่น ห้างเกรดเอ หรือพื้นที่แนวเรียบด่วน ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมือง และรองรับตลาดเดลิเวอรีที่กำลังเติบโต ทั้งนี้บริษัทได้วางงบลงทุนต่อสาขาไว้ที่ 10 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีแรกเอาไว้ 100 ล้านบาท และตั้งเป้าจะมีรายได้ 500 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้านส่วนแบ่งตลาด Pelicana วางเป้าหมายจะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 2.5% ของตลาดไก่ทอด QSR ที่มีมูลค่าตลาด 30,000 ล้านบาทต่อปี
กลยุทธ์ที่ 5 Word of Mouth
Pelicana มุ่งสร้างกระแสผ่าน Word of Mouth อาศัยความนิยมของวัฒนธรรมเกาหลีเป็นตัวผลักดัน พร้อมทั้งสร้างมาสคอต “ARI” เพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่สดใสและเป็นกันเองของแบรนด์ สร้างบทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการแจกถุงสินค้าขนาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คน ช่วยเพิ่มการรับรู้และสร้างความผูกพันกับแบรนด์ได้ในระยะยาว

อทิต ปัญทเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด (CMO) บริษัท เพลิคาน่า ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์การตลาดที่ไม่เน้นการโฆษณาหรือการซื้อสื่อแบบหว่านอีกต่อไป แต่กลับมุ่งเน้นการตลาดแบบดั้งเดิมที่เน้นสร้างคุณค่าผ่านสินค้าและประสบการณ์ตรงของผู้บริโภค
“วันนี้ผมไม่เชื่อว่าการซื้อมีเดียแบบหว่านจะสามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างได้ เราจึงกลับมาทำการตลาดแบบดั้งเดิม Word of Mouth เราเชื่อว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือการให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าจริง เราอยากให้สินค้าเป็นตัวเล่าเรื่องมากกว่า”
Pelicana ไม่ได้มองแค่การแข่งขันในปัจจุบัน แต่ยังวางรากฐานเพื่อสร้างแบรนด์ให้คนไทยรู้จักและจดจำในระยะยาว พร้อมส่งมอบประสบการณ์ “ไก่ทอดเกาหลีต้นตำรับ” ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของผู้บริโภคไทยในอนาคต