ตลาดค้าปลีกโมเดิร์นเทรดที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตเหลือคู่แข่งขันในเซกเมนต์นี้อยู่เพียง 2 ราย คือโลตัสและบิ๊กซี ซึ่งทั้งคู่มียอดขายรวมกันเกือบ 4 แสนล้านบาทต่อปี โดยสงครามค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต วันนี้ไม่ใช่แค่แข่งกันขายของถูกอีกต่อไปแล้ว
เพราะนอกจากการแข่งกันเรื่องของการพัฒนาช่องทางขายให้เป็น Omni-channel ที่เชื่อมโยงระหว่างช่องทางขายออฟไลน์คือการขายผ่านสาขากับออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการ ช้อปในยุค New Smart Retail ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อการทำตลาดค้าปลีก ซึ่งการเข้ามาทดแทนของการขายผ่าน Omni-channel ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ขายและจำนวนสินค้ามากมายเหมือนในอดีต
เช่นเดียวกับที่ภาพของการเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตที่แข่งขันกันด้วยสงครามราคาเหมือนในอดีตกำลังจะหมดไป และถูกแทนที่ด้วยการทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่การเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ยกระดับการนำเสนอสินค้ามาให้ความสำคัญกับการทำสินค้าในกลุ่มอาหารสดมากขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในรูปแบบของคนเมืองรุ่นใหม่ของคนไทย

หากย้อนไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ที่เป็นยุคแรกๆ ของไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าปลีกเซกเมนต์นี้จะนำเสนอในเรื่องของราคาถูกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันคนจะสนใจหรือตื่นเต้นกับสินค้าราคาถูกน้อยลง แต่ต้องการของที่ถูกใจ ซึ่งดาต้าจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความต้องการ และทำให้สามารถเลือกนำเสนอสินค้าให้เหมาะหรือตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเคชันได้ ทำให้ต้องมีการปรับสโตร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจนอีกอย่างก็คือทั้งคู่ต่างมุ่งมาที่การให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารสด ด้วยการพัฒนาฟอร์แมตของสโตร์ให้ออกมาใกล้เคียงกับซูเปอร์มาร์เก็ต โดยโลตัสเองนอกจากจะมีการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหารเข้าไปแล้ว ยังมีการลดพื้นที่ในสโตร์ที่เคยเป็นฟอร์แมตไฮเปอร์มาร์เก็ตของตัวเองลง แล้วตัดแบ่งให้พันธมิตรเข้ามาเช่าพื้นที่ส่วนดังกล่าวแทน
เช่นเดียวกับบิ๊กซี ที่มีการเปิดตัว บิ๊กซี ฟู้ด เพลส ฟอร์แมตซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ใช้เจาะเข้ามาทำตลาดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา โดยนำเสนอสินค้าในกลุ่มฟู้ด โดยเฉพาะกลุ่มอาหารพร้อมทาน เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบแบบคนเมืองยุคใหม่
ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของการยกระดับพื้นที่ที่เป็นช้อปปิ้งมอลล์ของตัวเอง ด้วยการเพิ่มร้านค้าที่เป็นร้านอาหาร และบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบคนเมืองรุ่นใหม่เข้าไป

โดยผู้บริโภคเองก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช้อปปิ้งในร้านค้าปลีกที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ จากเดิมที่มีความถี่ในการมาที่สโตร์ขนาดใหญ่เดือนละ 2 – 3 ครั้ง ก็เหลือเพียงเดือนละครั้ง ประกอบกับมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยไม่ได้มองการมา ที่สโตร์เพื่อช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการร้านค้าปลีกที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองได้
การปรับกลยุทธ์ในการทำตลาด โดยพื้นที่ที่เป็นมอลล์หรือพื้นที่เช่าของตัวเองจะถูกให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังมานี้ ผู้เล่นอย่างโลตัสมีการปรับคอนเซ็ปต์ช้อปปิ้งมอลล์ของตัวเองใหม่ให้กลายเป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตในแบบสมาร์ตของชุมชนทุกวัน หรือ Everyday SMART Community Center
ขณะที่บิ๊กซีเองก็มีการปรับรูปแบบสาขาขนาดใหญ่ของตัวเองให้เป็น “บิ๊กซี เพลส” ที่ออกมาในรูปแบบใกล้เคียงกัน โดยมีการทยอยรีโนเวท สาขาขนาดใหญ่ อาทิ บิ๊กซี รัชดา บิ๊กซี ลำลูกกา และบิ๊กซี สมุทรปราการ ให้ออกมาในคอนเซ็ปต์ที่ว่านี้ด้วยการเติมเต็มพื้นที่ร้านค้ารูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง อาทิ ร้านอาหาร สถานบันกวดวิชา หรือพื้นที่ที่เป็น Co-working Space เป็นต้น
เช่นเดียวกับการขยายสาขาใหม่ๆ ก็จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในฟอร์แมตที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ที่พ่วงเอาพื้นที่ ช้อปปิ้งมอลล์เข้าไปด้วยเพื่อรับกับเทรนด์ดังกล่าว
ตัวอย่างของการขยายสาขาในรูปแบบที่ว่า สะท้อนออกมาผ่านการประกาศแผนขยายสาขาใหม่ๆ ของบิ๊กซี ที่ในช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา มีการลงทุนเปิดสาขาใหม่เพิ่มจำนวน 4 สาขา ประกอบด้วย บิ๊กซี ฟู้ดเพลส มหาทุน พลาซ่า, บิ๊กซี บางกอกมาร์เช่ ตั้งอยู่ภายในโครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok), บิ๊กซี ฟู้ดเพลส ดิ โอลด์ สยาม พลาซ่า และ บิ๊กซี ฟู้ดเพลส เดอะแจส รามอินทรา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือสาขาใหม่ๆ ที่เปิดมานั้น จะมาในฟอร์แมตที่เป็น “ฟู้ด สโตร์” ภายใต้ชื่อบิ๊กซี ฟู้ด เพลสซึ่งเป็นฟอร์แมตซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้ในการเจาะตลาดเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ โดยการขยับเข้ามาเปิดสาขาในใจกลางเมืองนั้น บิ๊กซี ต้องการผลักดันให้ตัวเองเข้าไปเป็น “เดสติเนชัน” ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศ จึงเลือกที่จะขยับเวลามาเปิดให้ บริการเร็วขึ้น โดยเปิดตั้งแต่ 06.00 น. และ 07.00 น. ซึ่งจะแตกต่างจากสาขาส่วนใหญ่ที่เปิดให้บริการ 08.00 น.
ที่น่าจับตามองก็คือในครั้งนี้ บิ๊กซีมีการขยับภาพของตัวเองขึ้นมาเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมมากขึ้น โดยเฉพาะสาขาในโครงการ “วัน แบงค็อก” มาในคอนเซ็ปต์ "บิ๊กซี บางกอกมาร์เช่" (BIG C Bangkok Marche) วางให้เป็นศูนย์กลางเลือกซื้อสินค้าและแหล่งอาหารระดับพรีเมียม โดยมีการเปิดโซนเดลิก้า (Delica) โซนอาหารเช้า จำหน่ายอาหารเช้าและอาหารพร้อมทาน กำหนดราคาเริ่มต้น 99 บาท, โซนกริลบาร์ (Grilled Bar) จำหน่ายเมนูซีฟู้ดและสเต๊ก พร้อมมีเมนูไฮไลต์ปลากระพงทอดน้ำปลา ราคา 199 บาท และโซนไวน์เซลลาร์ (Wine Cellar) รวมเครื่องดื่มจากนานาประเทศ เป็นต้น

เช่นเดียวกับสาขาอาคารมหาทุนพลาซ่า เพลินจิต ที่ถือเป็นสาขาที่เปิดในย่านกลางเมืองที่แวดล้อมไปด้วยสำนักงานจำนวนมาก การนำเสนอสินค้าในสโตร์นั้นส่วนหนึ่งจะมีการจัดทำโซนอาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) และ Grilled Bar พร้อมขยายการเปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 - 24.00 น.
การขยับเกมรุกในครั้งนี้ เป็นการมองเห็นเทรนด์ของการนำเสนอสินค้า ที่มุ่งมาที่ 4 เรื่องหลักๆ ไล่ตั้งแต่ สินค้าที่เป็น พรีเมียม โปรดักต์ จะได้รับความนิยมมากขึ้น ตามเทรนด์การเติบโตของชนชั้นกลางที่ต้องการสินค้า เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง ซึ่งเป็นการยกระดับการใช้สินค้า ทำให้ภาพของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่แค่เพียงการนำเสนอสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่าคุ้มราคา และช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของพวกเขา
การนำเสนอสินค้าในกลุ่มฟู้ดนั้นจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคมีรายได้มากขึ้น ทำให้พฤติกรรมค่านิยมต่างๆ เริ่มเปลี่ยน รวมทั้งปัจจัยจากการที่คนชั้นกลางขยายตัวมาก ทำให้มีการยกระดับพฤติกรรมการซื้อของตัวเองไปหาสินค้าที่มีภาพลักษณ์หรือคุณภาพดีขึ้นนั่นเอง
เช่นเดียวกับสินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิกส์ และสินค้าที่เป็นอาหารสด ก็มีเทรนด์การเติบโตที่ดีตามการขยาย ตัวของความเป็นสังคมเมืองของบ้านเรา ทำให้บิ๊กซีหันมาให้น้ำหนักกับการทำตลาดของสินค้าในกลุ่มนี้ค่อนข้างมากโดยเฉพาะอาหารสดที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
สำหรับแผนของบิ๊กซีในปี 2568 เตรียมเปิดสาขาใหม่จำนวน 3 สาขา จากปัจจุบัน บิ๊กซีมีสาขารวม 1,800 สาขา ในประเทศไทย รวมถึงมีสาขาในต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยสาขาในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ต จะมีอยู่ 2 ฟอร์แมตหลักๆ คือบิ๊กซี มาร์เก็ต ที่เป็นฟอร์แมตเดิม ส่วนใหญ่เป็นสาขาในต่างจังหวัด มีสาขารวมกันประมาณ 35 และบิ๊กซี ฟู้ด เพลส ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกใช้เจาะเข้ามาทำตลาดกับคนเมือง เปิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก มีสาขาประมาณ 19 สาขา