MK Restaurants ภายใต้เครือ MK GROUP เปิดเกมรุกครั้งใหญ่ รีเฟรชแบรนด์รับปี 2568 ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่สร้างไวรัลสะเทือนทั้งวงการอาหารและโซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำโดยทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่นำแนวคิดมาปรับใช้กับแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 39 ปี
ช่วงแคมเปญที่ผ่านมาจะเห็นว่า MK Restaurants สร้างปรากฏการณ์ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างและโดดเด่น ตั้งแต่การเปลี่ยนป้ายร้านเป็น “MongKol Restaurants” ใน 4 สาขา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 39 ปี กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย พร้อมด้วยแคมเปญ “หมี่หยกยืนยาว 99 ซม.” ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายเติบโตถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ MK ยังขยายช่องทางจำหน่ายไปสู่ธุรกิจค้าปลีก เปิดตัว “ชุดบะหมี่หยก ลูกชิ้นรวมมิตร” ในราคา 69 บาท ผ่าน 7-Eleven สร้างโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านไวรัลคอนเทนต์ “น้ำจิ้มสุกี้” ที่สร้างกระแสบนโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม
ไม่หยุดเพียงเท่านั้น MK Restaurants เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่กับแคมเปญ “หมู มาราธอน” ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า GEN Y และ GEN Z ด้วยข้อเสนอสุดคุ้ม กินหมูไม่อั้น 90 นาที เมื่อสั่งชุดหมูเริ่มต้น 385 บาท ต่อโต๊ะ บวกเพิ่มเพียง 159 บาทต่อคน ก็สามารถอิ่มอร่อยกับ 4 เมนูหมูสุดฮิต ได้แก่ หมูนุ่ม, หมูนุ่มโรยงา, สันคอหมูสไลซ์ และ คุโรบูตะสเปเชียลสไลซ์ ได้แบบไม่อั้น
แคมเปญนี้สร้างกระแสฮือฮาจนเกิดภาพคนต่อคิวแน่นร้านอีกครั้ง ยืนยันว่า MK สามารถสร้าง Engagement กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาสัมผัสประสบการณ์สุกี้ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น
การรีเฟรชแบรนด์ของ MK ในครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าธุรกิจอาหารนอกจากความอร่อยแล้ว จะต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและสามารถสร้าง Engagement ได้อย่างแข็งแกร่ง และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ MK Restaurants ก็เป็นได้

แต่อย่างไรก็ตาม ศึกในตลาดสุกี้ ไม่ได้มีเพียง MK Restaurants เท่านั้น สุกี้ตี๋น้อย ที่เข้ามาทำตลาดเมื่อปี 2562 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง
เบื้องหลังความสำเร็จของสุกี้ตี๋น้อย ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องราคาเข้าถึงได้ แต่เป็นเพราะการมองธุรกิจแบบ Outside-In ที่ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มองว่าลูกค้าต้องการอะไรและจะทำอย่างไรให้พวกเขารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สุกี้ตี๋น้อยโดดเด่น คือช่วงเวลาการให้บริการที่แตกต่างจากคู่แข่ง สุกี้ตี๋น้อยเลือกเปิดตั้งแต่ 12.00 - 05.00 น. โดยอาศัยจุดแข็งของร้าน Stand Alone ที่สามารถกำหนดเวลาเปิด-ปิดได้เอง แตกต่างจากร้านในห้างที่มีข้อจำกัดด้านเวลา นอกจากนี้สุกี้ตี๋น้อยเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่เลิกงานดึก เช่น พนักงานห้างที่มักเลิกงาน 4 ทุ่ม ทำให้ไม่มีร้านอาหารเปิดให้ทาน สุกี้ตี๋น้อยจึงเข้ามาแก้ Pain Point นี้ ด้วยการเปิดให้บริการจนถึงตี 5 กลายเป็นร้านสุกี้ที่รองรับลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุด
อย่างที่รู้กันว่าเมื่อปี 2565 บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ประกาศเข้าลงทุนในสุกี้ตี๋น้อย โดยเข้าถือหุ้น 30% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท จากเดิมที่มีเพียง 42 สาขา ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็น 80 สาขาภายในไม่กี่ปี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด
ล่าสุดมีผู้เล่นน้องใหม่ที่กำลังมาแรง ลัคกี้ สุกี้ (Lucky Suki) ที่ใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็สามารถทำยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท และกำลังเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งที่น่าจับตาในตลาดบุฟเฟ่ต์สุกี้
ลัคกี้ สุกี้ มาจากความเชื่อที่ว่า เมื่อลูกค้าทานอาหารแล้วได้รับประสบการณ์ที่ดี ก็เหมือนกับได้รับความโชคดีกลับบ้านไปด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์
ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 10:30 น. - 02:00 น. เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ไม่สะดวกทานบุฟเฟ่ต์ตอนกลางวัน รวมถึงกลุ่มคนที่เลิกงานดึก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Pain Point ที่แบรนด์เล็งเห็นและนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญ
ผู้บริหารของลัคกี้ สุกี้ เชื่อว่า ธุรกิจร้านสุกี้บุฟเฟต์ ถ้าไม่ทำแบบพรีเมียมก็ควรทำแบบแมสไปเลย เลยเลือกตั้งราคาแมส ที่หัวละ 219 บาท เพราะมองว่าเป็นราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย
หลังจากเปิดสาขาแรก ลัคกี้ สุกี้ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าแบบปากต่อปาก ทำให้การขยายสาขาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อควบคุมคุณภาพ
การขยายสาขาของร้านลัคกี้ สุกี้ ในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2565 ทั้งหมด 2 สาขา
ปี 2566 ทั้งหมด 6 สาขา
ปี 2567 ทั้งหมด 15 สาขา
สรุปศึกสุกี้สามก๊ก ครั้งนี้
MK คือเจ้าตลาดเดิมที่แข็งแกร่ง (จ๊กก๊ก) แต่ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่รุกหนักด้วยกลยุทธ์ราคาและบุฟเฟต์แบบแมส (วุยก๊กและง่อก๊ก) ทำให้ตลาดสุกี้ในไทยกลายเป็นสงครามที่ดุเดือด อนาคตของตลาดสุกี้จะพลิกไปในทิศทางใด? MK จะสามารถรักษาบัลลังก์เจ้าตลาดไว้ได้หรือไม่? ศึกครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญ และที่แน่นอนที่สุดคือ ผู้บริโภคอย่างเราจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม