แม้ว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2024 จะทำยอดขายได้เพียง 570,000 คัน ลดลง 26% เมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำสุดในรอบ 15 ปี แต่สำหรับผลการดำเนินงานของ MGC-ASIA ในปี 2024 บริษัทฯ สามารถทำรายได้รวมสูงถึง 20,334 ล้านบาท มีกำไรสุทธิตลาดรถยนต์ 145.60 ล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ1,631 ล้านบาทโดยไตรมาส 4/2567 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) โดยกลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์มีอัตราส่วนลดลงเพียง 10% เป็นผลมาจากรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการเติบโตอย่างมีนัย ทั้งแบรนด์ XPENG และ ZEEKR ที่ได้การตอบรับเป็นอย่างดี
ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ธุรกิจของบริษัทในปี 2024 ยังคงเติบโตอย่างแข่งแกร่ง ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทได้รับความไว้วางใจจากพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม และถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมาตลาดรถจะชะลอตัวลง เพราะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และการที่สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ แต่เป็นจังหวะที่ดีที่บริษัทได้ยอดขายรถไฟฟ้าพรีเมียมจีนมาช่วย
“เราเตรียมการมา 2 ปีแล้วว่า ธุรกิจยานยนตในประเทศไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เรามองเห็นว่าเศรษฐกิจของจีนเริ่มไม่ดี สิ่งที่ตามมาคือซัพพลายสินค้าในประเทศจะล้นไปที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งรถไฟฟ้าก็เป็นส่วนหนึ่ง การเข้ามาของรถจีนทำให้ค่ายรถยนต์หลายแห่งได้รับผลกระทบเยอะ แต่เราโขคดีที่มีภาคไฟแนนซ์ และมีธุรกิจประกันรถยนต์ด้วย”
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MGC-ASIA ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้เป็นปีที่ MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 ของการดำเนินธุรกิจ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรและความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในการเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร

โดยในปีนี้ บริษัท วางกลยุทธ์การขับเคลื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต 4 กลุ่มธุรกิจสู่ความยั่งยืนผ่าน 3Ps ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักสู่ความสำเร็จ
1. PEOPLE : มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถสูงมีทัศนคติที่มุ่งเน้นการให้บริการ และส่งเสริมศักยภาพองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
2. PROCESS : พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยมุ่งปรับขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ ให้เหมาะสมลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ทัดเทียมสากล
3. PROFIT : ขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งสร้างผลกำไรให้บริษัทฯ ผ่านการจำหน่ายยานยนต์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงบริการต่างๆ แบบครบวงจร ผสานกับบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีตัวถัง และบริการดูแลรถยนต์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถเช่ามีแผนนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับฟลีตรถเช่า ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าใน ฟลีตรถเช่าระยะยาว รองรับการเติบโตของลูกค้าองค์กร นำไปสู่การสร้างผลกำไรสูงสุด ท่ามกลางระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางยุทธศาสตร์การเติบโต ผ่าน 3กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.STRATEGIC GROWTH OBJECTIVES : โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับแผนการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความประทับใจกับกลุ่มลูกค้าในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ
2. BUSINESS ECOSYSTEM SEGMENTS : สร้างแบรนด์ร่วม (Co-Branding) สู่การพัฒนา เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงแผนการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก โดยบริษัทจะร่วมกับ XPENG และ ZEEKR ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน เพื่อขยายตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
3. SUSTAINABILITY AND INNOVATION : ก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการลดปริมาณปล่อยคาร์บอนเพื่อต่อยอดสู่พลังงานหมุนเวียน

สำหรับปี 2025 ทาง MGC-ASIA ตั้งเป้าหมายในการเพิ่มความได้เปรียบสูงสุดให้ธุรกิจในกลุ่มการเงิน, ประกันภัยและยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต สอดรับกับ
กลยุทธ์การขับเคลื่อนใน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่
1. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail) : บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดรถพรีเมียม เพื่อครองอันดับ 1 โดยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมพัฒนา MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์ม Loyalty Program ที่มอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ โดยใช้ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
และปรับแต่งให้ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
2. กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) : ปีนี้ บริษัทเตรียมขยายสาขา MMS Car Service & Tire ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) เพิ่มอีก 6 สาขา จากเดิม 22 สาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อขยายการให้บริการซ่อมสีและตัวถังยานยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) และเพิ่มบริการให้ครอบคลุมในหลากหลายพื้นที่ เพื่อสร้างอัตราการกลับมาใช้บริการของลูกค้าให้สูงขึ้น
3. กลุ่มธุรกิจให้บริการรถเช่าและพนักงานขับทั้งระยะสั้น ระยะยาว (Car Rental and Driver Services) : กลุ่มบริษัทวางแผนในการดำเนินธุรกิจให้ครอบคลุมการเดินทางให้ครบวงจรทุกมิติ และปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การให้บริการตามการเติบโตของการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มที่ให้บริการลูกค้าองค์กรมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ “MGC-ASIA Ecosystem” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้ทุกกลุ่มธุรกิจ
4. กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) : สำหรับธุรกิจบริการทางการเงินอย่างครบวงจร บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่ง MGC-ASIA ร่วมทุนกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในปีนี้จะมุ่งเน้นการเติบโตจากการให้สินเชื่อ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิต โดยการนำเสนอการแก้ปัญหาในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า เพื่อสร้างผลกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัย ชั้นแนวหน้า กลุ่มบริษัทวางแผนกลยุทธ์ในปีนี้ที่จะขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการ รักษาการเป็นโบรกเกอร์ระดับชั้นนำ
เป้าหมายของ MGC-ASIA ในปีนี้ ทางบริษัทตั้งรายได้เติบโตไว้ที่ประมาณ 10% โดยคาดว่าสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% ของยอดขายรวมเป็น 25-30% ของยอดขายรวม
