BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
5,691
VIEWS

“แบรนด์มีเวลาไม่ถึง 3 วินาทีที่จะให้คนหยุดดู 3 วินาทีมันไม่ง่ายเลย” วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย ผู้อำนวยการจัดงาน ADFEST

มี.ค. 18, 2568 S.Vutikorn
ADFEST เป็นเวทีประกวดผลงานโฆษณาระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยวินิจ สุรพงษ์ชัย นายกสมาคมโฆษณาเอเชียแปซิฟิก และประธานคณะกรรมการจัดงาน ADFEST ก่อนจะ หมุนเวียนไปจัดที่เกาะภูเก็ต และย้ายมาปักหลักที่พัทยาในเวลาต่อมา

จนถึงปัจจุบัน ADFEST ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วถึง 28 ปี โดยมีเข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย ซึ่งเป็น บุตรสาวของวินิจ เป็นผู้อำนวยการจัดงาน ADFEST

แม้จะเป็นสายเลือด แต่วิลาวัณย์ก็เริ่มงานกับ ADFEST เหมือนคนทั่วไป คือเข้ามาช่วย งานในฐานะ MC หรือผู้ประกาศรางวัล ก่อนจะลาออกจากงานโปรดักชันเฮ้าส์ที่ทำประจำมาทำงานแบบฟูลไทม์ ในที่สุด

BrandAge มีโอกาสได้สนทนากับ เข็ม-วิลาวัณย์ เพื่ออัพเดทความเคลื่อนไหวในแวดวงการประกวด โฆษณาในยุคที่ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิมอย่างมหาศาลว่าบริบทของเวทีประกวด ต้องปรับ ตัวอย่างไร

วิลาวัณย์ เล่าย้อนความให้ฟังว่าเหตุผลที่ช่วงแรกไม่ยอมมาทํางาน ADFEST แบบเต็มตัว เพราะ ตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่กับบริษัทโปรดักชันเฮ้าส์ 

"ตอนแรกก็ไม่อยากทํากับพ่อ เพราะไม่อยากให้คนรู้สึกว่าเราเป็นเด็กเส้นเข้ามา ตอนแรกตั้งใจว่า จะไม่ได้ทํา แต่พอเริ่มทําจากงาน MC ก็ซึมซับความตั้งใจของพ่อมาเรื่อยๆ แล้วมันเป็นอะไรที่เราควรจะ ภูมิใจจริงๆ ที่เขาทําให้ ADFEST มาถึงตรงนี้ได้ พอได้เข้ามาสัมผัสงานมากขึ้นก็รู้สึกว่าเขาทํามาจนเป็น แบบนี้ อย่างทีมงานเกือบครึ่งก็อยู่มาก่อนเข็มอีก คือทุกเชื่อในสิ่งที่พ่อทํา เพราะฉะนั้นเราก็เชื่อว่า ADFEST เป็นอะไรที่มีคุณค่ากับกับวงการนี้จริงๆ ก็เลยมาทำเต็มตัว”

ถ้านับปีที่วิลาวัณย์เข้ามาช่วยงาน ADFEST ก็นานพอสมควรแล้ว ทีมงานอยากให้วิลาวัณย์ เล่าถึงพัฒนาการของ ADFEST ในสายตาตัวเอง

วิลาวัณย์ เล่าว่า ยุคแรกๆ พ่อจะเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าตอนจัดที่เชียงใหม่ มีคนมาร่วมงานราวๆ 150 คน ประเภทงานที่ส่งก็มีแค่ 3 หมวด คือ ทีวี, สิ่งพิมพ์ และวิทยุ งานก็จัดแบบเล็กๆ ทําแบบบ้านๆ กันเอง การตัดสินยังใช้ วิธีจดคะแนนลงกระดาษ

“จาก 3 ประเภทผลงาน งาน ADFEST 2025 ในปีนี้มีประกวดผลงานถึง 22 Category อย่างปีนี้ เราก็เพิ่ม Creative Strategy เพราะว่าเป็น Category ที่เน้นเรื่องกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ ซึ่งปีแรกก็มีเอเจนซี่ ส่งเข้ามา 100 กว่าชิ้นงาน”
วันที่เข้ามาดูเต็มตัว มีอะไรที่ต้องปรับปรุง อะไรที่ต้องรักษา และอะไรที่ต้องสร้างใหม่ ทีมงานยิงคำถาม

วิลาวัณย์ กล่าวว่าสิ่งที่ปรับปรุงคือ กระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนสิ่งที่พยายาม รักษาไว้ คือความภูมิใจกับความเป็น Local เพราะ ADFEST เป็นงานที่แบบเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่ โตที่นี่ เพราะจริงๆ ในภูมิภาคนี้มีงาน Award น้อย

“จุดเริ่มต้นของ ADFEST จริงๆ มาจากคุณวินิจไปเป็นกรรมการงานคานส์กลับมา แล้วรู้สึกว่างาน มีความเป็นฝรั่งเยอะ เนื่องจากยุคนั้นสูตรการทำโฆษณาเป็นสูตรที่มาจากฝรั่ง ทำให้คิดถึงอัตลักษณ์ความมี เสน่ห์ของงาน Local ที่ภูมิใจ

เราต้องสร้าง Sense เราอยากให้คนมางานแล้วรู้สึกว่าที่นี่เป็นเป็นที่ของเขา เป็นที่ที่มาแล้วอบอุ่น คือเราอยากสร้าง Community ที่แบบมาแล้วเขารู้สึกอบอุ่น เจอคนหน้าเดิมๆ และได้ความรู้ และไดั Human Connection กลับไป งาน ADFEST มีคนมามากที่สุดคือ 17 ครั้ง แล้วเวลาเราขอคําปรึกษา หรือ เวลาเราคุยกับเขา เขาจะคุยกับเราเหมือนเพื่อน เขาไม่ได้มองเราเป็น Business ก็เลยทําให้เห็นว่าปี 2023 ที่เรากลับมาจัดใหม่เป็นปีที่รู้สึกว่าคนที่เขามา เขากอดเรานานกว่าเดิม เขาดีใจ เขาขอบคุณที่เรากลับมา ทำให้วงการมีพื้นที่ตรงนี้ ส่วนคนที่มาใหม่เราก็อยากให้เขารู้สึกว่า เรายินดีต้อนรับ ที่นี่เป็นที่ของเขาได้ เหมือนกัน”


วิลาวัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ADFEST เป็นเหมือน Creative Learning Hub ที่การประกวดคือส่วนหนึ่ง ของงาน แต่มุมมองในฐานะคนจัดงานก็มองว่าการประกวดผลงานโฆษณา ผลลัพธ์ที่ได้จากจากการแข่งขัน คือการ ยกระดับวงการ

“มันเหมือนเราวิ่งแข่งกับคนที่วิ่งช้ากว่าเรา เราก็จะวิ่งอยู่ Pace หนึ่ง แต่ถ้าเราแข่งกับคนที่เร็วกว่า เราจะมีแรงผลักดันตัวเองให้เราเก่งขึ้น ดีขึ้น ซึ่งเวทีการประกวดไม่ว่าจะของ ADFEST หรือของที่ไหนก็ตาม มันคือการที่เราได้เรียนรู้จากจากคนที่อื่น ไม่ว่าการใช้เทคโนโลยี การก้าวข้ามไอเดีย ก้าวข้ามขอบเขตของ ตัวเอง

อีกส่วนที่เราเป็นศูนย์เรียนรู้ก็คือเรื่องสัมมนา Speaker ที่เชิญมาตอนนี้ Content ก็ต้องหลากหลาย ขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งโฆษณา, เทคโนโลยี, AI มีเรื่องความยั่งยืน หรือแม้กระทั่งเรื่องเกม พวกนี้เป็นคอนเทนต์ที่ เราต้องอัพเดท เพื่อที่จะให้คนมาเห็นว่ามันทําได้จริง”


ผู้อำนวยการจัดงาน ADFEST กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของผลงานที่ส่งเข้าประกวด ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศ ที่ส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุด รองลงมาคือไทยและเกาหลี

"Winner ส่วนใหญ่ กลุ่มฟิล์มไทยยังนํา ถ้าเป็นพวก Tech ตอนนี้ญี่ปุ่นนํา ถ้าเป็นพวก Brand Experience ก็ญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย แต่ละประเทศเขาแข่งกันแยกแต่ละจุด เข็มคิดว่าเพราะสื่อและผู้บริโภค ที่ทําให้มันเปลี่ยน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน เดี๋ยวนี้เราจะไม่ค่อยเห็นสิ่งที่เรียกว่าโฆษณา เข็มรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคําว่าโฆษณามันกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว ตอนนี้ต้องเรียกว่า Brand Communication มากกว่า กลาย เป็นว่าแบรนด์ต้องหาโซลูชันที่สามารถเข้าหาผู้บริโภค เข้าใจผู้บริโภค คือตอนนี้อํานาจต่อรองอย่างที่ ผู้บริโภคเกือบหมดเลย

แล้วแบรนด์คือคนที่ต้องประนีประนอมให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคให้ได้ แบรนด์ต้องปรับตัว เยอะมาก เพื่อที่จะให้เข้ากับพฤติกรรม เข้ากับสิ่งที่เขาเสพ แบรนด์ต้องไปหา Creative Solution ว่าตอนนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร แล้วพฤติกรรมของเขายุคนี้เปลี่ยนแปลงมาก แบรนด์ถึงต้องไป Collaborate เพื่อที่จะเข้าถึงผู้บริโภค ต้องไปร่วมกับเกมเพราะผู้บริโภคเล่นเกม คุณต้องเข้าไป Crossover กับ Subculture พวกนี้เยอะมาก เพราะว่าผู้บริโภคไม่มาหาคุณอีกต่อไปแล้ว เขาอยู่ในที่ของเขา แล้วทํา อย่างไรแบรนด์ถึงจะไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเขาได้ เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคไม่ได้เชื่อแบรนด์ ผู้บริโภคเชื่อ Influencer เชื่อรีวิว เชื่อเพื่อน แบรนด์ต้องไปเชื่อมกับกลุ่มนี้  ผ่านคอนเทนต์พวกนี้ ผ่านช่องทางเหล่านี้ เพื่อที่จะไปถึงผู้บริโภค งานมันก็เลยยากขึ้นแต่ก็สนุกขึ้น เพราะมันไม่ใช่แบบ One Size Fits All แต่มันคือ Customized”


ผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ทีมงานตั้งคำถาม

กับเรื่องนี้วิลาวัณย์ มีความคิดเห็นว่า ผลงานที่น่าจะเห็นน้อยลงเรื่อยๆ  คือพวก Traditional Media เช่น วิทยุ หรือสิ่งพิมพ์

“งาน Print เมื่อก่อนคือถ้าเราดู Gallery เราจัดยาวไปถึงหน้า Hall ตอนนี้งาน Print น้อยลง โปสเตอร์ น้อยลง แต่ถามว่ายังต้องมีหมวดเหล่านี้ไหม ก็ยังต้องมีเพราะมันยังมีช่องทางสื่อสารที่สร้าง Creative Solution ได้อยู่ อย่างปีที่แล้วก็มีงาน Print ปริ้นเป็นหนังสือพิมพ์ของ Annahar Newspaper ที่ได้รางวัล Grande ซึ่งตัว งานก็เป็นสิ่งที่ทั่วไปแต่ไอเดียใหญ่มาก สามารถสร้าง Value Connection สร้าง Emotional Connection ที่ สะท้อนคุณค่าของผู้บริโภคเยอะมากๆ แต่ก่อนเราจะไม่ค่อยเห็นงานพวกนี้ เราอาจจะเห็นพวก CSR หรือ Corporate Image ไปปลูกต้นไม้อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้ Message มันใหญ่ขึ้น เพราะผู้บริโภคแคร์เรื่องการ เมืองมากขึ้น แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แคร์เรื่อง Equality มากขึ้นจนแบรนด์มองข้ามประเด็นพวกนี้ไม่ได้ เราจะเริ่มเห็นไอเดียแบบนี้มากขึ้น

อย่างผลงาน Annahar Newspaper นี่ถามว่าในบริบทสังคมของของเลบานอน ไม่ได้ง่ายเลยอะที่เขา ทํางานออกมา เขาส่ง Press Lotus และได้ Grande เลย เพราะว่างานมันใช้สื่อที่ Simple ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ หวือหวา ไม่ได้ต้องสแกน QR ไม่มีการผสมผสานอะไรเลย แต่แค่หยิบประเด็นเรื่องการเมืองของการที่ไม่มี Freedom of Speech ของสื่อที่ต้องปิดไป มานำเสนอด้วยวิธีที่ Simple แล้วมันเชื่อมโยงกับธุรกิจของเขา ในการเป็นหนังสือพิมพ์ คือมันตอบทุกโจทย์เลย คนที่คิดว่างานพิมพ์ตายแล้วเจอแคมเปญนี้เข้าไป แมสเสจ ที่ส่งมัน Big Idea มากๆ มันสะท้อนสังคม มันสะท้อนปัญหา โดยที่ไม่ได้แพงอะไรเลย”


ส่วนที่ใครหลายคนเข้าใจว่า พองานออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น มีชิ้นงานยิบย่อยขึ้น ทำให้ Big Idea ลดลง วิลาวัณย์ ก็กล่าวว่าไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพราะถ้าดูจากชิ้นงานที่ส่งมาจะเห็น Big Idea ในอีกวิธีหนึ่งที่ เชื่อมโยงกับคนมากขึ้น เป็น Big Idea ที่โฟกัสไปที่ประสบการณ์มากกว่าฟังก์ชัน เนื่องจากปัจจุบันคนไม่ได้มีลอยัลตี้กับ แบรนด์ในลักษณะเดิม ไม่ได้มองแค่แบรนด์นี้คือ Product หรือ Service คืออะไร แต่มองลึกไปถึงว่าแบรนด์นี้ Stand for Something หรือว่าผู้บริโภคจะได้ประสบการณ์อะไร

“ไอเดียมันสามารถทั้งใหญ่และแพง หรือใหญ่และถูก แต่หัวใจคือเข็มรู้สึกว่าการใช้เทคโนโลยีที่ หวือหวามันช่วยอํานวยความสะดวก แต่ว่าถ้าพูดถึงงานที่เราทำอาจจะไม่ใช่งานที่หวือหวาซะทีเดียว งานที่ เราจําคืองานที่ทําให้เราแบบดูแล้วต้องสูดหายใจลึกๆ อันนั้นคือ Big Idea ที่ Connect กับคน สําหรับเข็มมัน ใหญ่กว่าเดิม”

ทีมงานอยากให้วิลาวัณย์ ลองเปรียบเทียบงาน ADFEST กับเวทีใหญ่ของโลกอย่างคานส์ ว่าอะไรที่คานส์ มีแต่ ADFEST ไม่มี

วิลาวัณย์ กล่าวว่าสิ่งที่แตกต่างเลยคือเวที คานส์ให้ความสำคัญกับฝั่ง Client พอๆ กับเรื่องงานครีเอทีฟ ส่วนเวที ADFEST จะเน้นหนักที่งานครีเอทีฟมากกว่าฝั่งลูกค้า กับอีกส่วนที่แตกต่างคือบรรยากาศของงาน

“ถึงเราอยากจะเจาะตลาดฝั่งลูกค้ามากขึ้น แต่เราก็ยังอยากเน้นหนักทางครีเอทีฟอยู่ดี เราไม่ได้อยาก เป็นงานประชุมสัมมนาที่เป็นแบบคนมาแล้วใส่สูท คือเรารู้สึกว่า DNA ของ ADFEST ยังต้องเป็น Creativity หรือการที่เราจะเข้าฝั่ง Client เข้ามา เราก็อยากให้เป็น Client ที่มีงานครีเอทีฟแบบกล้าที่จะเป็น Brave Brand เพราะจริงๆ ตอนนี้ก็มี Brave Brand เยอะขึ้น ถ้าเป็นของเมืองนอกที่คนนึกถึงง่ายๆ ก็ Burger King มันก็มี เยอะขึ้น

งานคานส์เข็มไปครั้งสุดท้ายน่าจะ 5-6 ปีแล้ว มันคือสเกลที่ใหญ่มาก ใหญ่จนเรารู้สึกว่ามันขาดบาง อย่างไป คานส์จัดอะไรทุกอย่างเป๊ะมาก Professional มาก แต่คือในความเป็น ADFEST เราก็มีความ Professional ในแบบ Local เราอยากให้คนมาเดินงานแล้วไม่ใหญ่จนคนที่มาแล้วรู้สึกเล็ก ที่เข็มรู้สึกจากคานส์ คือสําหรับคนที่ไม่เคยไป คือมันใหญ่จนแบบไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ใหญ่แบบมันทําตัวไม่ถูก มันเป็นที่ที่เรา ไปแล้วเรารู้สึกเล็กมากๆ เลยกลายเป็นว่าต้องหาคนเกาะไปด้วยกันเพราะมันเยอะจนไม่รู้จะไปไหน

งาน ADFEST คนที่มาเขาบอกง่ายดีเพราะว่ามันอยู่ในตึกเดียวที่พัทยา ถ้าสมมติเราจัดที่กรุงเทพฯ แย่แน่ๆ เพราะว่าคนก็จะหนีออกไปกินข้าว ออกไปนัดประชุม ออกไปช้อปปิ้ง แต่ที่งพัทยาจะไปไหน เธอก็ต้องอยู่ในนี้ เธอก็ต้องวนเดี๋ยวก็ต้องวนเจอกัน พอเจอหน้าซ้ำๆ เดี๋ยวเขาก็เริ่มคุยกัน คือมันแบบมันอยู่ใน Scale ที่ดี

เข็มก็ยังอยากให้ตัวเลขกลับขึ้นไปก่อน COVID-19 แต่บางคนที่มาปี 2023 ตอนงานเล็กๆ บางคนดัน ชอบ แต่เราไม่ไหว ถ้าจัดไปลองเทอมเราก็ไม่รอด แต่ว่ามันมีคนที่ชอบสไตล์แบบนั้น เข็มคิดว่าเรากลับไปที่ ตัวเลข 1,000 ต้นๆ มันกําลังกําลังอบอุ่น”


ทีมงานตั้งข้อสงสัยว่าช่วง COVID-19 งานประชุมสัมมนาไม่สามารถจัดได้ คนต้องหาความรู้จากอินเทอร์เน็ต ต้องสัมมนาออนไลน์แทน หลัง COVID-19 กลุ่มนี้ไม่กลับมางานมากน้อยเพียงใด เพราะว่าสามารถหาข้อมูลจากที่อื่นได้ และมีวิธีที่จะดึงคนกลุ่มนี้กลับมาอย่างไร

วิลาวัณย์ อธิบายว่า ADFEST ต้องไฮไลต์ที่ Experience มากขึ้น ตัวอย่าง เช่น การดู TED Talk การดูแบบ ออนไลน์ กับการดูหน้าเวทีจะได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน หรือจะเป็นการประชุมออนไลน์ที่แม้ว่าจะมีความสะดวก แต่ก็มีข้อจำกัด ส่วนงานสัมมนา สิ่งที่ผู้ฟังจะไปนั่งฟัง ประสบการณ์ที่ได้ก็ไม่ใช่มีแค่ความรู้จาก Speaker หรือ Panel สอนเรา

“อย่าง Workshop เรามีแบบที่เป็น Networking อย่างปีมีจัด Workshop Production 2 งาน ประเด็นคือ คือเพื่อที่ให้คน Production เขามาเจอกันแล้วมาต่อยอดกัน มาเรียนรู้กัน ซึ่งเข็มว่าอย่างไร Experience ก็แทน กันไม่ได้ เหมือนเวลาเราประชุมออนไลน์ อะถามว่าประชุมอย่างไรก็ไม่เหมือนนั่งคุยกัน แล้ว Productivity, Experience หรือ Engagement ไม่เหมือนกัน ยังไงก็ไม่เหมือน”
งาน ADFEST ปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 20-22 มีนาคม ที่ The Pattaya Exhibition And Convention Hall (PEACH) Royal Cliff Hotels ภายใต้ธีมงาน COLLiDE ADFEST 2025 โดยมีประเภทประกวดผลงาน 22 ประเภท

วิลาวัณย์ อธิบายว่า ถ้าแปลตรงตัว Collide คือการปะทะ การพุ่งชนที่อาจจะฟังดูรุนแรง แต่ว่าจริงๆ แล้ว หลักของการปะทะคือการรวมตัวของ 2 สิ่งหรือมากกว่า 2 สิ่ง ที่นําไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือน 2 สิ่งแรก เพราะฉะนั้นทีมงาน มองในด้านของการผสมผสาน หรือการการหลอมรวมความคิด เพื่อมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่

“Collide เป็นเหมือนกับการ Collaborate และการ Co-create อย่างที่กล่าวไปว่าอุตสาหกรรมโฆษณา ปัจจุบันมัน Crossover เยอะมาก คือคุณอาจจะ Collaborate ระหว่าง Creative กับ Engineer หรือกับนักดนตรี เกมเมอร์ หรือ Influencer มันคือการที่เราเอา Specialty ต่างๆ มารวมกันมาปะทะกัน แล้วบางทีเราอาจจะได้ อะไรที่เรานึกไม่ถึงเลยก็ได้”

กลับมาที่แวดวงโฆษณา วิลาวัณย์ กล่าวว่า ความท้าทายของคนโฆษณาในยุคนี้อยู่ที่การตามการเปลี่ยน แปลงให้ทันซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก

“ความท้าทาย คือ Speed ของการเปลี่ยนแปลงนี่แหละที่ยากมาก สําหรับการที่แบรนด์จะเบรกให้คน หยุดดู แบรนด์มีเวลาไม่ถึง 3 วินาทีจะให้เขาหยุดนะ แล้ว 3 วินาทีมันไม่ง่ายเลย

3 เหตุผลหลัก คือเทคโนโลยีมันไปเร็ว พฤติกรรมคนเปลี่ยนเร็ว แล้วคนก็สมาธิสั้นมาก อาทิตย์นี้เกาะ ไปกับกระแสหนึ่ง อาทิตย์หน้าเปลี่ยนแล้ว คือ Interest ของคน Switch เร็วมาก ก็เลยรู้สึกว่ามันยากขึ้นที่จะดึง ความสนใจของผู้บริโภค มันยากขึ้นแต่ว่ามันก็ท้าทายขึ้น ครีเอทีฟต้องพยายามมองแบบตั้งคําถามว่า มีวิธีไหน อีกไหม ซึ่งทำให้ต้องตื่นตัวตลอดเวลา”


เมื่อเทรนด์สื่อสารการตลาดมาแบบนี้ ทีมงานอยากรู้ว่าทุกวันนี้วงการโฆษณายังเซ็กซี่อยู่หรือไม่ ?

“ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่เวลาคุณบอกว่า ทำงานอะไรแล้ว แบบตอบว่าเป็นครีเอทีฟ เป็น Director เป็นอะไรแบบนี้ ความเก๋ หรือความว้าวมันอาจจะไม่ได้เท่าเดิม เข็มคิดว่ามันแล้วแต่มุมมองด้วย ตอนนี้เกือบ ทุกคนอยากเป็น Content Creator มันเป็นความต้องการของรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้อยาก ทํางานประจําแล้วด้วยซ้ำ อยากจะทำฟรีแลนซ์ ถ้าถามว่าดีมานด์ของวงการนี้ของเด็กรุ่นใหม่ เชื่อว่ามัน น้อยลงแน่นอน แต่สาย Creative เองตอนนี้มันกว้างขึ้น คุณจะไปเป็นศิลปิน คุณจะไปเป็น Content Creator หรือทำสายงาน Specialty มันไม่ได้จํากัดว่ามันจะต้องมาเป็น Creative แต่ก็เกี่ยวข้องกับโฆษณาได้”
วิลาวัณย์ ตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับคนที่ทำงาน Creative ปัจจุบัน สิ่งที่จะละเลยไม่ได้ก็คือการให้ความ สำคัญกับเรื่อง Data เพราะ Data สามารถเข้ามาเสริมประสิทธิภาพของ Creative ได้เป็นอย่างดี

“ถ้าเราพูดถึงงาน Creative ที่ไดนามิก Data จําเป็นแน่นอน อย่างตอนนี้แต่ละ Generation พฤติกรรม ของแต่ละ Gen มันต่างกันเยอะมากแล้ว ไม่ต้องเป็น Gen แบบพ่อเข็มกับ Gen ปัจจุบัน เอาแค่ Gen เข็มเทียบ ลงไป 2 Gen สื่อที่เราใช้ก็ไม่เหมือนกัน เข็มที่เป็น Gen X กับ เด็ก Gen Z นี่เสพคนละสื่อกันเลย

ในความ Fragment ของ Behavior ของผู้บริโภคตอนนี้ Data จําเป็นมาก เพื่อที่จะรู้ว่าแบรนด์ควรทํา อย่างไรให้ถูกที่ ทําอย่างไรให้ถูกเวลา แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้ามันถูกที่ถูกเวลา แต่ไม่ถูกวิธีก็ไม่มีประโยชน์ เพราะ ฉะนั้น Creativity มันก็เลยจะเข้ามาเสริมตรงนี้ คือถูกวิธี ถูก Message เพราะอย่างที่บอกไปว่า 3 วินาทีนั้น ถ้าคุณไปถึงเขาในจังหวะนั้น เขาไม่เบรกดูนะ ถ้าไม่เอา Creativity เข้ามาเสริม ไม่มีเนื้องานที่มีความคิดสร้าง สรรค์ เขาก็จะไม่หยุด และ 3 วินาทีนั้นก็จะผ่านไป สิ่งที่ Data มันทําได้คือทําให้มันผ่านตา แต่ถ้าไม่โดนเขาก็ ไม่หยุดก็ไม่มีประโยชน์

Data ช่วยในส่วนของ Who What Where When ในขณะที่ Creativity มันจะมาเสริม What กับ How เพราะฉะนั้นงานที่จะสร้าง Engage ได้จริงๆ มันต้องมีทั้งครบ ทั้ง Who What Where When Why How กลาย เป็นว่า 2 สิ่งนี้มันเสริมคนละส่วนกัน แต่มันต้องใช้ทั้งคู่”


ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานขอให้วิลาวัณย์ ฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่อยากจะเป็นนักโฆษณา

“สําหรับรุ่นใหม่ งานโฆษณาอาจจะไม่ได้เซ็กซี่เหมือนเมื่อก่อน แต่ในขณะเดียวกันมันมี Potential เยอะขึ้นมันมีช่องว่างในความหลากหลาย ในความยากมันท้าทายขึ้น มันมีช่องให้เรียนรู้เยอะมาก แล้วการที่ คุณจะสื่อสาร คุณต้องเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น มันทําให้ถ้าอยากเป็น Creative ที่ดี คุณจะต้องเรียนรู้ Insight ของเพื่อนร่วมสังคม gเรียนรู้บริบทเขาแล้วก็เปิดใจ

สื่อสารการตลาดยุคใหม่มันไม่ใช่โฆษณาแบบเดิม มันอาจจะไม่ได้เซ็กซี่ในลักษณะนั้น แต่ถ้าเข้ามาจะ รู้สึกว่ามัน Powerful ขึ้น คุณต้องพยายามเรียนรู้จากจากประเด็นรอบ ตัวประเด็นทางสังคม แล้วก็อยากให้ มองว่าจริงๆ แล้ว โฆษณาถ้าใช้ถูกวิธีมันเป็นวงการที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ มันเป็น Positive Change ได้ ไม่ใช่แค่วงการโฆษณาอย่างเดียว”


เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

“แบรนด์มีเวลาไม่ถึง 3 วินาทีที่จะให้คนหยุดดู 3 วินาทีมันไม่ง่ายเลย” วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย ผู้อำนวยการจัดงาน ADFEST

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact