ถ้าดูแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ตของบริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเซ็นกรุ๊ปแล้วจะพบว่า ร้านอาหารในเครือทั้ง 10 แบรนด์ ที่ประกอบด้วยแบรนด์อาหารญี่ปุ่น 6 แบรนด์ คือ Zen, AKA, On the Table, Din's, TETSU, Sushi Cyu & Carnival และแบรนด์อาหารไทย 4 แบรนด์ คือ เขียง, ตำมั่ว, ลาวญวน, De Tummour จะครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค ที่มองหาอาหารที่มีคุณภาพและความคุ้มค่าจากร้านอาหารระดับ Premium ไปถึงร้านอาหารแนว Casual Dining
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือการเลือกโมเดลในการขยายสาขาผ่านรูปแบบทั้งที่เป็นการลงทุนเอง และการขายแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจ โดยในส่วนหลังนี้กลายเป็นโมเดลสำคัญในการรุกขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ โดยจะเลือกขยายเข้าไปยังประเทศที่มีโอกาสเติบโตจากพื้นฐานของคนในพื้นที่ที่รู้จักและนิยมบริโภคอาหารไทย รวมถึงเป็นประเทศที่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ไม่ยากโดยเฉพาะในมุมของการมีระยะห่างจากบ้านเราไม่มากนัก เพื่อความคล่องตัวในการซัพพอร์ตพาร์ตเนอร์ที่ซื้อแฟรนไชส์
ขณะเดียวกัน การมีเครือข่ายร้านอาหารอยู่ในมือจำนวนมากทั้งจากการลงทุนเองและการขายแฟรนไชส์ กลายเป็นอีกตัวช่วยในการทำให้ธุรกิจในเครืออีกส่วนหนึ่งคือธุรกิจผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้า ให้สามารถเติบโตได้จากยอดการซัพพลายวัตถุดิบอีกทางหนึ่งด้วย

ในปีที่ผ่านมา เซ็น กรุ๊ปสามารถปิดตัวเลขรายได้ที่ระดับ 4,000 ล้านต้นๆ ซึ่งแน่นอนว่า ธุรกิจหลักยังคงเป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 70% ขณะที่ธุรกิจที่เป็นขาที่ 2 คือ แฟรนไชส์นั้น แม้จะเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้ไม่มากนัก แต่ก็มีมาร์จิ้นหรือตัวเลขกำไรค่อนข้างดี จากค่าบริหารจัดการ ส่วนธุรกิจที่ถือเป็นสตาร์ของพอร์ตบริษัทก็คือธุรกิจผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ที่ทำสัดส่วนรายได้กว่า 20% นั้นก็มีทิศทางการเติบโตค่อนข้างดี โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาทำรายได้รวม 734 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 34 %
ต้องบอกว่า การแบ่งพอร์ตธุรกิจออกมาเป็น 3 ขาดังกล่าว ทำให้สามารถบาลานซ์การเติบโตได้ค่อนข้างดี โดยแต่ละส่วนสามารถเลือกเจาะเข้าไปสร้างการเติบโตผ่านการหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้ อย่างกรณีของธุรกิจร้านอาหารที่เป็น Core Business นั้นจะเติบโตได้ทั้งจากการเติบโตของสาขาเดิม และการเติบโตจากการลงทุนเปิดสาขาใหม่ ซึ่งในปีนี้ เซ็น กรุ๊ปมีการใส่งบลงทุนเข้าไป 100 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ 8 สาขา และรีโนเวทสาขาเดิมอีก 10 สาขา เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้บริการของลูกค้าในแต่ละโลเกชั่น รวมถึงส่งมอบประสบการณ์ผ่านการยกระดับการดีไซน์ร้านให้ดูทันสมัยมากขึ้น
อย่างการเปิดสาขาที่เป็นแฟลกชิฟ สโตร์ ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งจะเป็นอีกการนำเสนอภาพลักษณ์ของแบรนด์ Zen ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของปลาในสไตล์ญี่ปุ่น หรือการรีโนเวทร้าน AKA สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็เป็นอีกการยกระดับการดีไซน์ร้าน AKA ที่วางตำแหน่งให้เป็นแบรนด์ร้านอาหารที่เป็นสวรรค์ของคนรักปิ้งย่าง เพื่อให้สามารถเข้าถึงวัยรุ่นและคน Gen Z ได้มากขึ้น
นอกจากการลงทุนขยายสาขา และการรีโนเวทร้านใหม่แล้ว ในปีนี้ ยังเป็นปีที่เซ็น กรุ๊ปจะให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบรนด์ในพอร์ตให้มีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น โดยแบรนด์ที่ทำยอดขายได้เป็นอันดับต้นๆ คือ Zen จะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นคุณภาพสูง รูปแบบ A La Cart และ Buffet ผู้นำด้านเมนูปลาคุณภาพเยี่ยม คัดสรรจากแหล่งที่มีมาตรฐาน ปรุงอาหารญี่ปุ่นถูกปากคนไทย เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่และกลุ่มเพื่อนฝูง คนวัยทำงาน
ส่วนอีกแบรนด์คือ AKAร้านอาหารปิ้ง-ย่างสไตล์ญี่ปุ่น Yakiniku Buffet คัดสรรเนื้อคุณภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์ปิ้ง-ย่างที่สนุกสนานให้กลุ่มลูกค้านักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ วัยทำงาน และ On the Table : ร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ Japanese with a Twist ปรุงอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ที่เน้นเจาะกลุ่มครอบครัว คนวัยทำงานที่ชอบHang-Out กับกลุ่มเพื่อนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยแบรนด์หลังนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Pasta Master ที่สะท้อนภาพของการเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเส้นพาสต้า

ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บอกกับเราถึงแผนการรุกของธุรกิจในเครือแต่ละตัวว่า ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารจะสร้างการเติบโตของสาขาที่มีอยู่ในมืออยู่แล้วให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นในด้านคุณภาพอาหาร บริการ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในทุกตลาด
ส่วนธุรกิจแฟรนไชส์นั้น จะมีการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์เพิ่มอีก 24 สาขา เป็นในประเทศ 12 สาขา และต่างประเทศ 12 สาขา หลังจากปีที่แล้วรายได้หลักมาจากการขายวัตถุดิบให้กับแฟรนไชส์ ซึ่งปีนี้จะเน้นขยายสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศเต็มกำลัง จากปีก่อนที่เปิดแฟรนไชส์ร้านอาหาร เขียง 2 สาขาแรก ในประเทศลาว ได้แก่ เขียง ศิวิลัย และ เขียง โพนสีนวน ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำตลาดอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมีการรุกเข้าไปเปิดสาขาในประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเชีย ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่คนในประเทศนิยมบริโภคอาหารไทย โดยฟิลิปปินส์ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเปิดให้ครบ 5 สาขา ขณะที่มาเลเชียจะมี 1 สาขา ในขณะเดียวกัน จะมีการปรับโมเดลรูปแบบการให้บริการในร้านเขียงที่เป็นสาขาแฟรนไชส์ ให้มีรูปแบบการให้บริการในร้านมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นการ Delivery เพียงอย่างเดียว
ขณะที่ธุรกิจผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย จะมีบริษัทในเครือที่เข้าไปร่วมทุนคือเซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรุงรสของบริษัทย่อยเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับการจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องปรุงรสก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น และคิง มารีน ฟู้ดส์ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลและเนื้อแช่แข็งของบริษัทย่อย ธุรกิจอาหารทะเลและเนื้อแช่แข็ง รวมถึงวัตถุดิบในการปรุงอาหาร มีการจัดหาสินค้าใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้าเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจหลักของเซ็นกรุ๊ป มีสัดส่วนกว่า 70% ของธุรกิจทั้งหมด ปัจจุบันมีร้านอาหารในเครือ 10 แบรนด์ รวมกว่า 317 สาขา ซึ่งมีทั้งสาขาที่ลงทุนเอง 177 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 140 สาขา ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
โดยการขยายแฟรนไชส์นั้น เซ็นกรุ๊ปจะมุ่งเน้นการเติบโตในรูปแบบแฟรนไชส์ในต่างประเทศ มีภูมิภาคเอเชียเป็นเป้าหมายแรก โดยในปี 2567 มีการเปิดร้าน “เขียง” ที่ประเทศ ญี่ปุ่น, ลาว และมาเลเซีย และในไตรมาสแรก ของปี 2568 มีเปิดเพิ่มที่ลาว 1 สาขา และฟิลิปปินส์ 1 สาขา พร้อมแผนเปิดสาขาเพิ่มที่ ฟิลิปปินส์ ลาว และมาเลเซียอย่างต่อเนื่องอีกหลายสาขา นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดสาขา On The Table และ ลาวญวน ที่ประเทศลาว ในไตรมาส 2 อีกด้วย
อีกทั้งยังขยายช่องทางการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ในประเทศไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่ขายอาหารในร้านอาหารเท่านั้น แต่เป็นการขายผ่านช่องทางขายปลีก โดยร่วมมือกับ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จํากัด (มหาชน)นำร่องที่แมคโคร และโลตัสทุกสาขา ด้วยการส่งน้ำปลาร้าสูตรเด็ด แบรนด์”ตำมั่ว” เข้าไปขายคู่กับชุดผักส้มตำพร้อมปรุง มี 2 ผลิตภัณฑ์ คือ “ชุดผักส้มตำปลาร้า” และ “ชุดผักส้มตำไทย” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าได้รับประทานตำมั่วทุกที่ ทุกเวลา เจาะเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างและครอบคลุมมากที่สุด
“ปีนี้ธุรกิจจะโฟกัสที่การทำรายได้และสร้างผลกำไรในสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบัน การปรับโมเดลธุรกิจให้กระชับ ทันสมัย พร้อมทั้งการขยายสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันให้แบรนด์ในเครือมีฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น สร้างความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตให้กับตลาดหลักในกลุ่มประเทศในเอเชีย อาทิ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ลาว คาดว่าในปี 2568 นี้ จะสามารถต่อยอดให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตได้ตามเป้าหมาย”ศิรุวัฒน์ กล่าวสรุปทิ้งท้าย