หากมองเข้ามาที่ธุรกิจของไทยเบฟเวอเรจแล้วพบว่า กลุ่มบริษัทแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มสุรา 2. กลุ่มเบียร์ 3. กลุ่มธุรกิจที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และ 4. กลุ่มธุรกิจอาหาร แน่นอนว่า กลุ่มธุรกิจสุรา และเบียร์ ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ เพราะเป็น 2 ธุรกิจที่ทำรายได้จำนวนมากให้กับไทยเบฟ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการให้ InterBev Investment Limited (IBIL) ทำการแลกหุ้นอสังหาฯ กับทีซีซี แอสเซ็ทส์ จำกัด (TCC Assets Limited :TCCAL) และเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในเฟรเซอร์แอนด์นีฟ หรือ F&N ส่งผลให้เอฟแอนด์เอ็นเข้ามาเป็นบริษัทย่อยในเครือไทยเบฟ จากเดิมเป็นบริษัทร่วม
ถือเป็นอีกภาพสะท้อนให้เห็นถึงการให้น้ำหนักในการรุกตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มากขึ้นของผู้เล่นรายนี้ หลังจากที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความแข็งแกร่ง และก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นๆ ของเอเชียได้สำเร็จ
ผลพวงจากการแลกหุ้นอสังหาริมทรัพย์ระหว่างบริษัทย่อยของไทยเบฟกับ TCCAL และการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในเฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) นั้นจะทำให้ไทยเบฟ ได้ประโยชน์จากต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงจากขนาดการผลิตที่ใหญ่ขึ้น หรือ Economies of Scale ในหลายมิติ
ที่สำคัญยังเป็นสปริงบอร์ดชั้นดีในการรุกตลาดเครื่องดื่มย่านอาเซียน ซึ่งไทยเบฟเองมีการวางหมุดหมายสำคัญในการรุกออกเป็นทั้งตลาดหลักเชิงยุทธศาตร์คือไทย มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา ซึ่งมีครบทั้งฐานผลิต โครงข่ายการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า และตลาดเชิงกลยุทธ์อาจมีขนาดเล็กคือสิงคโปร์ ตลาดที่ต้องเข้าไปพัฒนาสร้างการเติบโตอย่างกัมพูชา และลาว รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย จะป้อนสินค้าฮาลาลเข้าไปเจาะกลุ่มเป้าหมาย และตลาดค้าขายที่ไทยเบฟเสิร์ฟสินค้าในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
ไทยเบฟมีการใช้งบลงทุน 9,500 ล้านบาท จากงบลงทุนทั้งเครือไทยเบฟอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจผ่านโครงการอริวัลเลย์ในประเทศมาเลเซีย 8,000 ล้านบาท และโรงงานผลิตเครื่องดื่มโออิชิ และนมทีพอทที่ประเทศกัมพูชา 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการเข้าไปสร้างการเติบโตในตลาดเกิดใหม่อย่างกัมพูชาที่ชาเขียวโออิชิครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ติดต่อกันมาหลายปี

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการรุกตลาดอย่างเข้มข้นในบ้านเรา ที่ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีมูลค่ารวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท ถ้ามองเข้ามาที่ในรายละเอียดของตลาดแล้วพบว่า น้ำอัดลม ยังคงครองสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 31% รองลงมาจะเป็นน้ำเปล่าบรรจุขวด ที่มีสัดส่วนประมาณ 22% และอันดับ 3 จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง 16% และทั้ง 3 ตลาดนี้ ไทยเบฟก็มีผลิตภัณฑ์อยู่ในตลาดครบแล้ว
ในตลาดน้ำอัดลมมีมูลค่าตลาดประมาณ 62,000 ล้านบาท ยังคงมีการเติบโตที่ดีในตัวเลข 2 หลัก ตามแรงเหวี่ยงของการแข่งขันที่ผู้เล่นหลักๆ ในตลาดนี้ ที่ต่างอัดงบเข้ามาทำตลาดเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต เช่นเดียวกับแบรนด์เอส โคล่า แบรนด์น้ำอัดลมของไทยเบฟเองก็มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กลายเป็นสินค้าอีกตัวของไทยเบฟที่มีการเติบโตค่อนข้างดี โดยมีตัวเลขเติบโตถึง 22% โดยมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 3 ในตลาดน้ำอัดลมของบ้านเรา รองจากโค้กและเป๊ปซี่
เช่นเดียวกับน้ำดื่มคริสตัลที่มีการเติบโตค่อนข้างดี โดยเติบโตเพิ่มขึ้น 11% ซึ่งจากข้อมูลจากนีลเส็นไอคิว ณ เดือนตุลาคม 2566 - กันยายน 2567 ตลาดน้ำดื่มมีมูลค่า 45,740 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.1% คริสตัลครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 เชิงมูลค่าด้วยส่วนแบ่งการตลาด 17.9% สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งช่องทาง Modern Trade เติบโต 7% จากการวางจำหน่ายสินค้าเข้าขายในช่องทาง Lotus’s และการตอบรับที่ดีของแคมเปญที่ผ่านมา อีกทั้งสามารถเพิ่มปริมาณการซื้อสินค้าจากผู้บริโภคมากขึ้นจากช่องทาง Traditional Trade ที่เติบโตสูงถึง 5% ท่ามกลางการแข่งขันราคาอย่างรุนแรงกับน้ำดื่มท้องถิ่นในช่องทางนี้

ขณะที่ในตลาดชาเขียว ซึ่งเป็นอีกสมรภูมิที่แบรนด์หลักในเครืออย่างโออิชิ มีการเติบโตค่อนข้างดี โดยบริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด รายงานว่ามีมูลค่าทางการตลาด 17,848 ล้านบาท (สิงหาคม 2566 - กรกฎาคม 2567) โออิชิ 15.5% มีการขยายตัวมากกว่าตลาด
ในแง่ของส่วนแบ่งตลาดนั้น โออิชิมีส่วนแบ่งตลาดในรอบล่าสุดอยู่ที่ 41.8% โดยมีผลิตภัณฑ์ทำตลาดอยู่ 5 กลุ่มหลักๆ คือกลุ่ม Regular Tea กลุ่ม Fruit Tea กลุ่ม Nata De Coco (วุ้นมะพร้าว) กลุ่ม Sparkling Tea อย่างชาคูลล์ซ่าและกลุ่ม Premium Tea
เมื่อมองเข้ามาที่ภาพรวมธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ในประเทศกลับมาเติบโต 2 หลักหลังจากโควิดแล้ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ รายได้ 14,822 ล้านบาท ขยายตัว 15.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น หลังจากที่ไทยเบฟได้รวมบริษัท F&N เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่ารายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีโอกาสแตะ 70,000 ล้านบาทภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
แน่นอนว่า การเติบโตไปสู่จุดหมายดังกล่าวจะตามมาด้วยการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้นผ่านในเรื่องของการจัดจำหน่ายที่ว่าไปแล้ว เครือไทยเบฟเองมีระบบการกระจายสินค้าที่ค่อนข้างแข็งแกร่งทั้งในเวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเชีย และไทย โดยเฉพาะไทย การผสานพลังกันของเสริมสุข และ TBL หรือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก จำกัด เข้ามาช่วยในการผลัก ดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางขายได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือสินค้าอย่างน้ำดื่มคริสตัล ที่สินค้าในกลุ่มนี้ หัวใจสำคัญนอกจากเรื่องแบรนด์แล้ว ยังอยู่ที่เรื่องของระบบการจัดจำหน่าย ซึ่งวันนี้เสริมสุขสามารถกระจายน้ำดื่มคริสตัลเข้าสู่นร้านค้าครอบคลุมกว่า 70% ของร้านค้าปลีกทั่วประเทศ และการกลับเข้ามาวางขายในโลตัส ถือเป็นอีกตัวช่วยยชั้นดีในการเพิ่มยอดขาย จนสามารถครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 ที่ห่างจากคู่แข่งได้ถึง 3% คริสตัล มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 17.2% เป็น 17.9% ส่วนเบอร์ 2 มีส่วนแบ่งตลาด 14.7% และที่ 3 มีส่วนแบ่งตลาด 9.2% (ข้อมูลจากนีลเส็นไอคิว)

นอกจากเรื่องของการกระจายสินค้าแล้ว การเติมพอร์ตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ตัวใหม่ๆ เข้ามาในตลาดก็เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายในอนาคต โดยนอกจากสินค้าเรือธง 3 แบรนด์หลัก คือน้ำดื่มคริสตัล ชาเขียวโออิชิ และเอสโคล่าแล้ว ในพอร์ตเครื่องดื่มของไทยเบฟยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่พร้อมจะถูกนำมาปั้น อย่างตัวซาสี่ ที่เป็นแบรนด์ของ F&N หรือเครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์ ที่วันนี้อาศัยเพียงแรงส่งจากการจัดจำหน่ายของเสริมสุขก็สามารถสร้างยอดขายได้ค่อน ข้างดี และในอนาคตน่าจะมีการเพิ่มน้ำหนักในการทำตลาดมากขึ้น
เช่นเดียวกับ 100 พลัส เครื่องดื่มสปอร์ตดริงค์ แบรนด์ของ F&N ที่เคยเข้ามาทำตลาดในบ้านเราแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร น่าจะถูกนำมาปัดฝุ่นเพื่อทำตลาดใหม่ เนื่องจากมีการมองกันว่า ตลาดเครื่องดื่มสปอร์ตดริงค์เป็นอีกตลาดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีมูลค่าตลาดกว่า 5,000 ล้านบาท และเป็นตลาดที่เติบโตมากขึ้นถึง 13% จากปีที่แล้ว โดยสปอนเซอร์ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งกว่า 90%
การกลับเข้ามาในตลาดครั้งใหม่น่าจะมีการกำจัดจุดอ่อนบางอย่าง ซึ่งในครั้งที่แล้ว 100 พลัส มีการวางตัวเองเป็นเครื่องดื่มอัดลมเพื่อสุขภาพแต่ล้มเหลว เพราะการดื่มเครื่องดื่มที่อัดคาร์บอเนตหลังออกกำลังกายไม่ได้รับความนิยมในบ้านเรา เพราะทำให้อืดท้อง ซึ่งการกลับเข้าตลาดครั้งใหม่ น่าจะมีการเพิ่มทางเลือกทั้งแบบอัดคาร์บอเนต และไม่อัดก๊าซหรือคาร์บอเนต
ทั้งหมดจะถูกร้อยประสานกัน เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวให้กับกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หลังจากที่ไทยเบฟสามารถสร้างความแข็งแกร่งในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเหล้า เบียร์ และในตลาดอาหารมาแล้ว...