ตามข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ออกมาให้เอาไว้ว่า ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของบ้านเราในปี 2568 นี้ จะมีมูลค่ารวมกันทุกเซกเมนต์ ประมาณ 2.29 แสนล้านบาท
แน่นอนว่า ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หันมาดูแลเรื่องของสุขภาพตัวเองมากขึ้นของคนไทย ทำให้ผู้เล่นในตลาดเครื่องดื่มต้องหันมาให้น้ำหนักกับการทำตลาดเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลหรือน้ำตาลน้อยมากขึ้น ตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือเราเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า เริ่มจะมีการเกิดขึ้นของเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็นการผสมผสานระหว่างเซกเมนต์มากขึ้น จนกลายเป็นการไม่มีเส้นแบ่ง หรือที่เรียกว่า Blur the Line ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นในตลาดค้าปลีกของบ้านเรามาแล้ว
การเข้าสู่การเป็นค้าปลีกที่เป็น Blur the Line ของตลาดค้าปลีกนั้น ภาพของมันจะไม่มีเส้นแบ่งกั้นระหว่างร้านค้าปลีกแต่ละเซกเมนต์อย่างชัดเจนเหมือนในอดีต
ทำให้เราได้เห็นการขยายหรือเพิ่มพื้นที่ขายของร้านค้าปลีกประเภทคอนวีเนียนสโตร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงเติมเต็มสินค้าในส่วนของอาหารสดบางส่วนที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีการย่อเล็กลง พร้อมกับขยายสาขาเข้ามาในชุมชน เพื่อแข่งกับคอนวีเนียนสโตร์
เช่นเดียวกับที่ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ปัจจุบันมีการลดขนาดพื้นที่ของสโตร์ลง พร้อมให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าประเภทอาหารสด เพื่อแข่งกับซูเปอร์มาร์เก็ตโดยตรง
หรืออย่างการนำร้านกาแฟเข้าไปเป็นในช็อปของแบรนด์ค้าปลีกสินค้าเสื้อผ้าหรือสินค้าไลฟ์สไตล์ อาทิ ร้านกาแฟของ MUJI เป็นต้น เหล่านี้ล้วนสะท้อนภาพของความเปลี่ยนแปลงในตลาดค้าปลีกบ้านเราได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่า คลื่น Digital Disruption ที่ถาโถมเข้ามามีส่วนในการส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมค้าปลีกบ้านเราตลอดหลายปีที่ผ่านมา สร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากมายให้กับตลาดค้าปลีกไทย 2 ในหลายเรื่องก็คือเกิดการคิดใหม่ - ทำใหม่ ในเรื่องการ Resizing ของ Physical Store และแนวคิดใหม่ที่เป็นเรื่องของการ Re-located หรือทำเลที่ตั้งของสาขา
ขณะที่ในตลาดเครื่องดื่มนั้น ตามมุมมองของ อนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เคยให้ไว้ในงานแถลงข่าวของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ภาพของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เริ่มมีการเบลอหรือไม่ชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน
ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้เล่นในตลาดนี้แต่ละแบรนด์มีการออกสินค้าใหม่ๆ ที่เป็นการผสมผสานเครื่องดื่มแต่ละเซกมนต์เข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดื่มหรือมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากแบรนด์เครื่องดื่มที่มอบให้ของคนรุ่นใหม่
ทำให้เราได้เห็นเครื่องดื่มที่เป็นชาพร้อมดื่มที่นอกจากจะมีการเพิ่มรสชาติของความเป็นน้ำผลไม้เข้าไปแล้ว ยังมีการเติมคาร์บอเนตให้เกิดความซ่า ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตค่อนข้างดีในตลาดชาพร้อมดื่มของบ้านเรา
ขณะเดียวกัน ก็เกิดเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริงค์ แนวใหม่ ที่เข้ามาตอบโจทย์คนเจน Z โดยเป็นเครื่องดื่มในรูปแบบใหม่ที่มีความอร่อย และอัดคาร์บอเนตเข้าไปเพื่อเพิ่มความซ่าให้กับเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตค่อนข้างดี
ตลาดเอนเนอร์จี้ ดริงค์ของบ้านเรา มีมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านบาท 90 -95% ยังคงเป็นเอนเนอร์จี้ ดริงค์ในตลาดแมส ขณะที่ตลาดพรีเมียมมีทิศทางการเติบโตที่ดี คือประมาณ 5 – 6% ด้วยภาพลักษณ์และรูปแบบของสินค้าที่แตกต่าง นั่นคือแม้จะเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานแต่ก็เป็นสินค้าที่น้ำตาล 0% และเป็นเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต เหมือนน้ำอัดลม แต่มีรสชาติที่อร่อย ทำให้สามารถขยายฐานเข้าไปเล่นกับกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นคนเจนซีได้ค่อนข้างดี
ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด มีการเปิดตัวเครื่องดื่มในรูปแบบที่ว่านี้ก็คือ ตัวลิปตัน ซ่า ซึ่งเป็นชาพร้อมดื่มที่มีการอัดคาร์บอเนต ทำให้ สามารถขยายฐานของแบรนด์เข้าไปในกลุ่มคนเจนซี

โดยนอกจากเรื่องของรสชาติที่อร่อย และช่วยในเรื่องของการเพิ่มความ สดชื่นแล้ว ยังมีเรื่องของการเล่นกับไลฟ์สไตล์ใส่ใจสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย เพราะชาตัวใหม่ที่ทออกมานั้น มีน้ำตาล 0% ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าในพอร์ตของชาลิปตันได้เป็นอย่างดี
“ลิปตัน ซ่า” มีการออกสินค้ามาทั้งหมด 3 รสชาติ คือลิปตัน เลมอน ซ่า ที่เป็นตัวเดิม และ 2 รสชาติใหม่ที่เพิ่ง เปิดตัวมาเมื่อเร็วๆ นี้ คือ ลิปตัน ซ่า ซัมเมอร์ ฟรุตส์ และลิปตัน ซ่า เบอร์รี เบิร์ส
ขณะเดียวกัน ก็มีการเข้าตลาดเอนเนอร์จี้ ดริ๊งก์ แนวใหม่ ด้วยการส่งแบรนด์ “สติงค์” เข้ามาทำตลาดเมื่อปีที่ผ่านมา โดย “สติงค์” ถือเป็นแบรนด์ที่มีทิศทางการเติบโตค่อนข้างดี
สินค้าตัวนี้จัดอยู่ในเซกเมนต์ของโมเดิร์น เอนเนอร์จี้ ดริงค์ หรือเอนเนอร์จี้ ดริงค์ที่เป็นพรีเมียม ซึ่งถือเป็นเอนเนอร์จี้ ดริงค์ รูปแบบใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์การดื่มของ คนรุ่นใหม่ ด้วยภาพลักษณ์และสินค้าที่แตกต่างจากเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริงค์ระดับแมสที่คนไทยคุ้นเคยมานาน
การเติบโตของเครื่องดื่มในรูปแบบของไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างเครื่องดื่มรูปแบบเดิมกับเครื่องดื่มน้ำอัดลมเข้าด้วยกัน แต่มีน้ำตาล 0% นี้ เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ตัวอย่างที่สะท้อนในเรื่องนี้ก็คือการแจ้งเกิดอย่างรวดเร็วของ สิงห์ เลม่อน โซดา จากค่ายสิงห์ ที่เข้ามาตลาดด้วยการเป็นเครื่องดื่มไฮบริด ที่ผสมผสานระหว่างโซดากับน้ำผลไม้เข้าด้วยกัน จนสามารถตอบโจทย์การดื่มได้ทั้งการเป็น “ซอฟต์ดริงค์” และการเป็นมิกเซอร์ให้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็น White Spirit

ล่าสุด แบรนด์ชเวปส์ของโค้กเองก็มีการส่งเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์พร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ชเวปส์ มิกซ์ เข้ามาทำตลาดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดื่มแอลกอฮอล์ต่ำๆ ของคนรุ่นใหม่
ประเด็นที่น่าสนใจคือการลงตลาดครั้งนี้ทางโคคา-โคล่าไม่ได้เลือกเอาแบรนด์ Coca-Cola ซึ่งเป็นแบรนด์ที่รู้จักเป็นอย่างดีในบ้านเราเป็นตัวกรุยทาง แต่กลับเลือกเอาแบรนด์ชเวปส์ ซึ่งอยู่ในตลาดมิกเซอร์มาเป็นตัวเปิดเกมด้วยการเปิดตัว ชเวปส์ มิกซ์ เครื่องดื่มค็อกเทลผสมแอลกอฮอล์รูปแบบกระป๋อง 2 รสชาติ ได้แก่ ชเวปส์ มิกซ์ วอดก้า ซิตรัส และชเวปส์ มิกซ์ วอดก้า โกลเด้น มะนาว
ชเวปส์ มิกซ์ เป็น ARTD ที่อยู่ในฝั่งของ White Spirit ที่ใช้ส่วนผสมของวอดก้าเป็นแอลกอฮอล์หลัก ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับพฤติกรรมคนไทยในกลุ่มที่บริโภคเครื่องดื่มประเภทนี้ คือเน้นรสชาติและความสดชื่น โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ไม่สูงมาก หรือดื่มเพื่อสังสรรค์ โดยโคคา-โคล่า ประเทศไทย มองว่า ช่วงเวลานี้เหมาะสมที่โคคา-โคล่าจะขยายพอร์ตโฟลิโอในประเทศไทย เพื่อเพิ่มความครบวงจรให้กับสินค้าของบริษัท และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่ม
ขณะเดียวกัน ก็น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่นิยมดื่มเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่เป็นการผสมผสานข้ามประเภทในรูปแบบของการเป็น “ไฮบริด”
จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความพยายามในการออกเครื่องดื่มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของคนเจน Z นั้น ส่วนหนึ่งจะอยู่บนพื้นฐานของการเป็นเครื่องดื่มที่เติมคาร์บอเนตหรืออัดความซ่าเข้าไป ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากจะได้ยอดขายจากตลาดเดิมของตัวเองแล้ว ยังเป็นการขยายฐานเข้ามาแชร์ตลาดเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมที่มีขนาดของตลาดค่อนข้างใหญ่กว่า 67,000 ล้านบาท ซึ่งภาพของความเป็นเครื่องดื่มอัดลมนี้ จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มความสดชื่น ยิ่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเจน Z ส่วนใหญ่จะค่อนข้างแอ็กทีฟ และใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่า ทำให้ยิ่งต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยเติมความสดชื่นให้กับตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นจึงมาจากการขับเคลื่อนของคนเจน Z ที่ถือเป็นฐานสำคัญของตลาดเครื่องดื่มในบ้านเรา...