ถ้าจะถามว่า เครื่องดื่มที่เป็นแบรนด์ “เรือธง” ของบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว คำตอบ ที่ออกมาอย่างแน่นอนก็คือ “เป๊ปซี่” ทั้งนี้ก็เพราะว่าตลาดเครื่องดื่มของบ้านเรา น้ำอัดลมถือเป็น Category ที่ใหญ่สุด โดยจาก ข้อมูลของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) บอกว่า น้ำอัดลมเป็นประเภทของเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ที่มีสัดส่วนสูง ถึง 38% ของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของบ้านเรา
ยิ่งเมื่อมองเข้ามาที่ตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 67,000 ล้านบาท แม้ในปีที่ผ่านมา จะมีตัวเลขเติบโตไม่มากนักเฉลี่ยแค่ 2 – 3% แต่การเติบโตของตลาดน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลกลับมีตัวเลขสูงถึง 16.1% โดยตลาดน้ำอัดลมประเภทโคล่า ยังคงเป็นตลาด ใหญ่สุดที่มีสัดส่วนถึง 72% ของตลาดรวม ขณะที่แบรนด์เป๊ปซี่เองก็มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 39.1% ของตลาดน้ำอัดลมประเภท โคล่าในบ้านเรา
นั่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัดส่วนรายได้ของซันโทรี่ เป๊ปซี่ โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) มาจากแบรนด์เป๊ปซี่ถึง 75% ของยอดขายทั้งหมด
ทำให้ซันโทรี่ เป๊ปซี่ โค ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้กับทั้งในแง่ของแบรนด์และยอดขายของเป๊ปซี่ โดยกลยุทธ์การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเป๊ปซี่นั้นจะมีตั้งแต่เรื่องของ Brand Equity ที่เป๊ปซี่ยังต่อเนื่องในการผลักดันแบรนด์ ให้เข้าไปเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนรุ่นใหม่ที่เป็น Gen Z การสร้างความตื่นเต้นให้กับแบรนด์ผ่านการออกสินค้าใหม่ๆ อย่าง ล่าสุดเป๊ปซี่ มีการเปิดตัวเป๊ปซี่ อุเมะ” (Pepsi Ume) เครื่องดื่มเป๊ปซี่ กลิ่นบ๊วย ซึ่งเป็นอีกสีสันใหม่ของตลาดน้ำดำในบ้านเรา เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น เป๊ปซี่ยังคงเดินหน้าในการสร้าง Consumer Engagement ผ่านโซเชียลมีเดีย และการทำแบรนด์ แอ็กทิเวชั่น โดย อนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บอกกับเราว่า ความสำเร็จของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เกิดจากการเน้นทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และไม่ หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับพวกเขา ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยน แปลงไปอย่างมาก ทั้งความใส่ใจเรื่องสุขภาพที่มีมากขึ้น การใช้จ่ายเงินเพื่อแลกกับการได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่และ ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคา
“โดยภาพรวมแล้วตลาดเครื่องดื่มยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มใน กลุ่มน้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาล ทั้งในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มให้พลังงาน โดยเราเดินเกมรุกตลาด เครื่องดื่มน้ำอัดลม ปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ใกล้ชิดกับกลุ่ม Gen Z มากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมแกร่งเพิ่ม ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มชาและกาแฟพร้อมดื่มพรีเมียม ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมถึงขยายการเติบโต ในกลุ่มเครื่องดื่มให้พลังงาน ผ่านแคมเปญการตลาด 360 องศา ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ”

ว่าไปแล้ว เป๊ปซี่ ถือเป็นแบรนด์เรือธงในพอร์ตเครื่องดื่มของซันโทรี่ เป๊ปซี่ โคฯ ที่ทำสัดส่วนยอดขายให้กับบริษัทได้ถึง 75% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะตลาดน้ำอัดลม ถือเป็น Category ที่ใหญ่สุดของตลาดเครื่องดื่มไม่มี แอลกอฮอล์ในบ้านเรา เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มซอฟต์ดริงค์ ประเภทแรกๆ ที่คนไทยรู้จัก และเข้ามาทำตลาดในบ้านเรามากกว่า 50 ปี
ขณะที่ตลาดนี้ยังเป็นตลาดที่มีการขับเคี่ยวกันของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่างโค้กและเป๊ปซี่มาอย่างยาวนาน โดยนอกจาก การใส่งบการตลาดเข้ามาช่วยสร้างสีสันให้กับตลาดแล้ว ยังมีเรื่องของระบบการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถ ขยายฐานการดื่มได้ค่อนข้างจะครอบคลุมตลาดเครื่องดื่มในบ้านเรา
อนวัช บอกกับเราอีกว่า นอกจากการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับแบรนด์เป๊ปซี่แล้ว ซันโทรี่ เป๊ปซี่ โคฯ ยังให้ความ สำคัญกับการสร้างการเติบโตของสินค้าน้ำอัดลมในกลุ่มน้ำสี และเลมอนไลน์ ที่มีแบรนด์มิรินด้า และ 7 Up อยู่ในตลาด โดยในเร็วๆ นี้ จะมีการรีแบรนด์ใหม่ทั้ง 2 แบรนด์ เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มคน Gen Z มากขึ้น โดยจะมี การสร้างความตื่นเต้นให้กับแบรนด์ผ่านการออกสินค้าใหม่ๆ อย่างมิรินด้า Blue Berry Orange และ 7 Up Lemon Soda Pineapple Peach และ Strawberry Lemon ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการขยายไลน์ของผลิตภัณฑ์ให้เข้าความต้องการในการ ดื่มที่หลากหลายมากขึ้นของลูกค้า
ส่วนแบรนด์ที่ถูกมองว่า น่าจะเข้ามาเป็น “สตาร์” ในพอร์ต ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีนั้น อนวัช มองว่า เครื่องดื่ม เอนเนอร์จี้ ดริงค์ อย่าง “สติงค์” ถือเป็นแบรนด์ที่มีทิศทางการเติบโตค่อนข้างดี โดยสินค้าตัวนี้จัดอยู่ในเซกเมนต์ของโมเดิร์น เอนเนอร์จี้ ดริงค์ หรือเอนเนอร์จี้ ดริงค์ที่เป็นพรีเมียม ซึ่งถือเป็นเอนเนอร์จี้ ดริงค์ รูปแบบใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์การดื่มของ คนรุ่นใหม่ ด้วยภาพลักษณ์และสินค้าที่แตกต่างจากเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริงค์ระดับแมสที่คนไทยคุ้นเคยมานาน
ตลาดเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ของบ้านเรา มีมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านบาท 90 -95% ยังคงเป็นเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ในตลาดแมส ขณะที่ตลาดพรีเมียมมีทิศทางการเติบโตที่ดี คือประมาณ 5 – 6% ด้วยภาพลักษณ์และรูปแบบของสินค้าที่ แตกต่าง นั่นคือแม้จะเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานแต่ก็เป็นสินค้าที่น้ำตาล 0% และเป็นเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต เหมือนน้ำอัดลม แต่มีรสชาติที่อร่อย ทำให้สามารถขยายฐานเข้าไปเล่นกับกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นคน Gen Z ได้ค่อนข้างดี
แม้จะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา แต่การมีจุดขายที่ค่อนข้างจะ Unique และมีรสชาติที่อร่อย ประกอบการกับเลือก การสื่อสารแบรนด์ที่แตกต่าง เน้นมาที่การสร้างไวรัลในโลกออนไลน์ ทำให้สติงค์มีการเติบโตค่อนข้างเร็ว จนสามารถทำส่วน แบ่งตลาดได้ 11 – 12% ในช่วงที่ผ่านมา ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของตลาด รองจากเรดบูลที่ทำตลาดมายาวนานกว่ามาก

ขณะที่อีกแบรนด์ที่ อนวัช มองว่า จะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ในพอร์ตเครื่องดื่มของบริษัทก็คือแบรนด์ลิปตัน ที่มีการ รีแบรนด์ไปเมื่อช่วงก่อนหน้านั้น และมีการออกสินค้าใหม่คือ “ลิปตัน ซ่า” ซึ่งเป็นชาพร้อมดื่มที่มีการอัดคาร์บอเนต ทำให้ สามารถขยายฐานของแบรนด์เข้าไปในกลุ่มคน Gen Z โดยนอกจากเรื่องของรสชาติที่อร่อย และช่วยในเรื่องของการเพิ่มความ สดชื่นแล้ว ยังมีเรื่องของการเล่นกับไลฟ์สไตล์ใส่ใจสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย เพราะชาตัวใหม่ที่ทออกมานั้น มีน้ำตาล 0% ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าในพอร์ตของชาลิปตันได้เป็นอย่างดี
“ลิปตัน ซ่า” มีการออกสินค้ามาทั้งหมด 3 รสชาติ คือลิปตัน เลมอน ซ่า ที่เป็นตัวเดิม และ 2 รสชาติใหม่ที่เพิ่ง เปิดตัวมาเมื่อเร็วๆ นี้ คือ ลิปตัน ซ่า ซัมเมอร์ ฟรุตส์ และลิปตัน ซ่า เบอร์รี เบิร์ส
ทั้ง 2 แบรนด์ถือเป็นสตาร์ที่ถูกปั้นขึ้นมาเล่นกับเทรนด์การดื่มเครื่องดื่มใหม่ๆ ของคนไทย แน่นอนว่า แม้น้ำอัดลม จะยังคงเป็นตลาดใหญ่สุด แต่ในอนาคตมีการมองกันว่า เทรนด์การดื่มน้ำอัดลมของคนไทยจะลดลง นั่นจึงทำให้เป๊ปซี่เอง มีการสร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับตลาด รวมถึงการออกสินค้าที่น้ำตาลน้อยกว่า 6 กรัม หรือตัวน้ำตาล 0% ในรสชาติใหม่ๆ เพื่อยังคง ทำให้คนไทยมีการดื่มน้ำอัดลมอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การปั้นเครื่องดื่มใหม่ๆ ขึ้นมาก็เป็นอีกตัวช่วยในการบาลานซ์พอร์ต และสร้างการเติบโตได้แบบไม่สะดุด โดยมี การมองกันว่า แม้เป๊ปซี่จะยังคงเป็นแบรนด์ที่ทำยอดขายให้กับซันโทรี่ เป๊ปซี่ โคฯ ได้มากที่สุด แต่สัดส่วนน่าจะลดจาก 75% ในปัจจุบัน มาอยู่ที่ประมาณ 70% ในอนาคต
การสร้างสตาร์ดวงใหม่ๆ ขึ้นมาจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดี....