ในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ร้านพันธุ์ไทย สามารถทำยอดขายกาแฟเฉลี่ยต่อวันต่อสาขาออกมาได้ถึง 200 แก้ว ซึ่งเป็นตัวที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีประมาณกว่า 100 แก้วต่อวัน ส่วนในปีนี้ พันธุ์ไทย ตั้งเป้าที่จะทำตัวเลขยอดขายเฉลี่ยต่อแก้วขยับเพิ่มขึ้นไปเป็น 300 แก้ว ต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
ยิ่งเมื่อมองมาที่การเติบโตของยอดขายที่มาจากสาขาเดิมแล้ว จะพบว่า มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 35% นั่นก็หมายถึงว่า นอกจาก การดึงให้ลูกค้าประจำเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าที่ถือบัตรแมกซ์การ์ด ที่มีอยู่ 7 แสนราย และแมกซ์ การ์ด พลัส ที่มีอยู่ราว 5 แสนราย ที่พันธุ์ไทยบอกว่า ลูกค้าในกลุ่มนี้ มีการเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยเดือนละ 6 ครั้ง

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด บอกกับเราว่า สิ่งที่ตามมาจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ก็คือ พันธุ์ไทยสามารถขยายฐานของแบรนด์เข้าไปหากลุ่มลูกค้าที่เป็น Gen Z ได้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ไม่มากนัก แต่ปัจจุบันฐานของคนเจนซี มีตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10% ในช่วงเวลาไม่ถึงปี
เธอบอกว่า การสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่เป็นเมนู D.I.Y. ที่ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มของตัวเองได้ และนำมาถ่ายรูปลงในโซเชียล มีเดีย สามารถตอบโจทย์พวกเขาในการมาร้านกาแฟได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถช่วยเพิ่มแรงดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาหาแบรนด์เรา
ขณะเดียวกัน การใช้พรีเซ็นเตอร์อย่าง “พี่จอง – คัลแลน” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชาวเกาหลี ก็มีส่วนเข้ามาช่วยขยายฐานเข้าหาคนเจนใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ลูกค้าหลักของพันธุ์ไทย ยังคงเป็นคนเจนเอ็กซ์ และเจนวาย ที่เป็นฐานใหญ่สุดเฉลี่ยประมาณ 65 - 70%

หากจะวิเคราะห์ 5 ข้อสำคัญที่จะทำให้กาแฟพันธุ์ไทยเป็นที่น่าสนใจในช่วงนี้ น่าจะออกมาได้ประมาณนี้
1. จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การเข้าถึงลูกค้าเพิ่มขึ้นทั้งในแนวกว้างและลึก โดย กาแฟพันธุ์ไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ที่ผ่านมา พันธุ์ไทยมีรายได้ 2,575 ล้านบาท เติบโตขึ้น 97.4 % เมื่อเทียบกับปี 2566 และยังปิดปีด้วยการมีจำนวนสาขาถึง 1,347 สาขาทั่วประเทศ มากขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 52%
ขณะที่ในปีนี้ พันธุ์ไทย มีเป้าหมายในการขยายสาขาเพิ่มขึ้นในปีนี้อีก 600 สาขา มีตัวเลขการเปิดเฉลี่ยประมาณ 50 สาขาต่อเดือน ซึ่งเป็นการเปิดสาขาใหม่แบบก้าวกระโดด เพราะตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น ภายในปี 2571 หรืออีกไม่ถึง 3 ปีเต็มถัดจากนี้ไป พันธุ์ไทย ต้องการมีสาขาในระดับ 5,000 สาขา เพื่อที่จะไล่บี้และเบียดแซงหน้าอเมซอน เพื่อขึ้นเป็นผู้นำตลาด
2. โมเดลสาขาในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย อย่างในปีนี้ มีการเปิดสาขาที่เป็นแฟล็กชิฟไปแล้ว 1 แห่ง ที่ปั๊ม PT นครชัยศรี นครปฐม ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 200 ตารางเมตร จากสาขาในรูปแบบปกติที่มีพื้นที่ประมาณ 30 – 40 ตารางเมตร สาขาที่เปิดนี้ มีรูปแบบการให้บริการแบบไดร์ฟทรู ซึ่งเป็นบริการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน และพันธุ์ไทยมีแผนจะเปิดสาขาแฟล็กชิฟ เพิ่มอีก 1 สาขาในปีนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสาขาที่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย ที่หลังจากเปิดสาขาที่รังสิตไปและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในปีนี้จะมีการเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา ซึ่งผู้บริหารของพันธุ์ไทย บอกว่า เป็นรูปแบบสาขาที่ช่วยเพิ่มแรงส่งให้กันและกันได้เป็นอย่างดี เพราะลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ ก็สามารถซื้อกาแฟกลับบ้านได้ โดยเป็นการตอบโจทย์ Journey ในการมาร้านกาแฟที่สามารถใช้บริการมากกว่าการดื่มกาแฟ ซึ่งเป็นรูปแบบการขยายสาขาของแบรนด์ร้านกาแฟหลายๆ แบรนด์ในบ้านเรา
3. การเลือกใช้กลยุทธ์ Strategic Location ที่เป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการขยายสาขาของกาแฟพันธุ์ไทย ที่ต้องการให้การดื่มกาแฟเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทุกช่วงเวลา ซึ่งกลยุทธ์นี้รวมถึงการเลือกทำเลที่ตั้งในสถานที่สำคัญ เช่น แหล่งชุมชน พื้นที่การค้า อาคารสำนักงาน และโรงพยาบาล เพิ่มโอกาสการเข้าถึง ให้กาแฟพันธุ์ไทยเป็นตัวเลือกแรกๆ ของลูกค้าในการดื่มกาแฟ

4. การเพิ่มเมนูใหม่ๆ เพื่อสร้าง WoW ให้กับการทำตลาด ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยประมาณ 4 เมนู ต่อปี โดยจะตอกย้ำแบรนด์ไอเดีย #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ไม่หยุดสร้างสรรค์ และเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และทำภายใต้คอนเซ็ปต์ Creative Thai Taste นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย โดยผสมผสานระหว่าง Functional กับ Emotional Benefits ตามสไตล์พันธุ์ไทย ซึ่งเน้นการสร้างสีสันความสนุก
ไม่ว่าจะเป็นการนำเมนูขนมหวานมาสร้างสรรค์เป็นเมนูเครื่องดื่ม อย่างเมนูขนมครกยกล้อ หรือล่าสุดกับกับคอลเลป กับกระทิงแดง เปิดตัว แคมเปญ ‘ดีดศาสตร์’ ที่มาพร้อม 4 เมนูเด็ด ไล่ตั้งแต่ ช้างยกกําลังทิง(Espresso Energy Boost with Kratingdaeng) – เมนูดีดขั้นสุดแบบเต็มแมกซ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘Espresso Martini’ กับเอสเพรสโซดับเบิ้ลช็อต ยกกำลังทะลุปรอทกับกระทิงแดงครึ่งขวด ได้รสเปรี้ยวนิดๆ ของมะนาว เติมเต็มพลังงานให้ตื่นเต็มตาได้ทั้งวัน
ทิงซ่าโดดกําแพง (Lime Soda with Kratingdaeng) - ความซาบซ่าสุดคลาสสิคสไตล์ ‘Highball’ ที่ผสานกระทิงแดงครึ่งขวดเข้ากับสปาร์คกลิ้งโซดา และมะนาวสด ได้ฟีลสดชื่น บูสท์เอนเนอร์จียามบ่าย
กำลังช้างสาว (Lychee Yogurt Smoothie Plus Collagen with Kratingdaeng) – เครื่องดื่มผสมคอลลาเจน สำหรับสาวๆ สายบิวตี้ ความลงตัวของโยเกิร์ตเนียนนุ่มและความหอมหวานอมเปรี้ยวรสลิ้นจี่ เพิ่มพลังด้วยช็อตกระทิงแดง ปั่นกับเจลลีสตรอว์เบอร์รี ปลุกความเฟรช อ่านหนังสือดึกได้สบาย และ ช้างกระทืบงาน (Apple Yogurt Smoothie Plus Vitamin B12 with Kratingdaeng) –โยเกิร์ตสมูทตี้ สีสวย หอมกลิ่นแอปเปิ้ล เพิ่มช็อตกระทิงแดง ที่มีทั้งวิตามิน B6 และ B12 เพิ่มเทกเจอร์ด้วยเจลลีสตรอว์เบอร์รีหนุบหนับ ทั้งอร่อย ทั้งสดชื่น พร้อมลุยงานได้ทั้งวัน

5. สร้าง Brand Awareness ตัดภาพความเป็น "กาแฟในปั๊ม" ภาพลักษณ์ของกาแฟพันธุ์ไทยที่เคยเป็นที่รู้จักในฐานะ “กาแฟในปั๊ม” เป็นสิ่งที่แบรนด์พยายามปรับปรุง ที่จะไม่จำกัดอยู่เพียงการเป็น "กาแฟในปั๊ม" อีกต่อไป ซึ่งกลยุทธ์ของกาแฟพันธุ์ไทย คือจะขยายสาขาให้กับแฟรนไช์หรือผู้ที่สนใจทำร้านกาแฟนอกปั๊มมากกว่า ยกเว้นว่าเจ้าของปั๊มจะเป็นคนขอแฟรนไชส์เอง สัดส่วนของสาขาตอนนี้ เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในปั๊ม 60% และนอกปั๊ม 40%
การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์อย่าง “พี่จอง คัลแลน” คืออีกภาพสะท้อนในการทำในเรื่องนี้ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ที่ถูกใช้ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยช่วยยกระดับแบรนด์ได้ค่อนข้างดี
เป้าหมายของพันธุ์ไทยในปีนี้ นอกจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น 600 สาขาแล้ว ยังมองถึงการเพิ่มยอดขายเป็น 5,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวหนึ่งของตัวเลขที่ทำได้ในปีที่ผ่านมา ซึ่ง “สุขวสา” บอกว่า น่าจะบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยากนัก.....