ภายใต้แผนกลยุทธ์ 9 ปีของกลุ่มดุสิตธานีที่เริ่มต้นในปี 2559 และจะครบวาระในปี 2568 กลายเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังของการปรับโครงสร้างองค์กรเชิงกลยุทธ์ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ภัยโรคระบาด และความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มดุสิตธานีไม่ได้เพียงแค่รอดพ้นจากวิกฤต COVID-19 แต่ยังเดินหน้าอย่างมั่นคงภายใต้แผนกลยุทธ์ 3 ช่วง ได้แก่ “วางรากฐาน – เติบโต – ทะยาน” สู่ยุคใหม่ที่แข็งแรง ครบเครื่อง และหลากหลายทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น
เมื่อย้อนกลับไปในปี 2559 ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้าต่อเนื่องและยังไม่มีใครคาดการณ์ถึงการมาของโรคระบาดครั้งใหญ่
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT มองเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ที่ในเวลานั้นกว่า 90% มาจากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก และส่วนใหญ่ยังเป็นรายได้จากโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง ซึ่งนับว่าเป็นโครงสร้างที่เสี่ยงและไม่ยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยสายตาเชิงกลยุทธ์และการตั้งคำถามสำคัญว่า “เราพึ่งพารายได้จากขาเดียวมากเกินไปหรือไม่” ดุสิตธานีจึงเริ่มต้นวางรากฐานใหม่ด้วยแนวคิดการ “กระจายน้ำหนัก” ทั้งในแง่ของรายได้ แบรนด์ และการลงทุน
การวางแผนเชิงโครงสร้างระยะยาวตลอด 9 ปี แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

เริ่มจากการสร้างฐานองค์กร ทั้งในด้านคน กระบวนการ เทคโนโลยี ทัศนคติ และแบรนด์ ถือเป็นหัวใจของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ดุสิตธานีไม่ได้มุ่งเน้นแค่การลงทุนในทรัพย์สินใหม่ๆ เท่านั้น แต่เลือกลงทุนใน “ศักยภาพของตัวเอง” เพื่อให้พร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน จนสามารถขยายขอบเขตธุรกิจจากโรงแรมไปสู่การบริหารโรงแรมให้ผู้อื่นแบบ Asset-light ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ถัดมา ช่วงปี 2562-2565 จะต้องเผชิญกับวิกฤต COVID-19 ที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่กลุ่มดุสิตธานีก็ยังคงรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนกับการบริหารความเสี่ยงด้วยการขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อรักษาสภาพคล่อง และเดินหน้าโครงการหลักอย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โดยไม่ลดทอนคุณภาพ นับเป็นความกล้าหาญเชิงบริหารที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรที่พร้อมจะ “อดทนเพื่ออนาคต”
สุดท้าย เข้าสู่ช่วง Unlock Value ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา จึงเปรียบเสมือนการเก็บเกี่ยวผลจากการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2568 ที่กลุ่มดุสิตธานีจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการที่พักอาศัย Dusit Residences และ Dusit Parkside ซึ่งมียอดขายแล้วกว่า 90% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ที่เปิดให้บริการปลายปี 2567 จะเริ่มสร้างรายได้เต็มปีในปีนี้เป็นปีแรก พร้อมกับการเติบโตของธุรกิจอาหารและการเตรียมนำ Dusit Foods เข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของกลุ่มในอนาคต
แม้รายงานทางการเงินในปี 2567 จะยังแสดงผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 237 ล้านบาท แต่หากมองให้ลึกลงไป ธุรกิจยังมีกำไรจากการดำเนินงานอย่างแข็งแรง หากไม่รวมภาระดอกเบี้ยจ่ายจากหุ้นกู้และเงินกู้ที่ออกในช่วง COVID-19 “เรากำลังแบกภาระจากอดีตเพื่อก้าวข้ามไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน” นี่คือคำอธิบายที่ชัดเจนจาก CEO ผู้ไม่เพียงเป็นผู้บริหาร แต่ยังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
“เราเคยนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีขาเดียว คือรายได้จากโรงแรมที่เราถือครองเอง พอขานั้นหัก เราก็ล้มทั้งองค์กร เราจึงต้องสร้างขาเพิ่ม… และสร้างแบบที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง”
คือคำกล่าวที่สรุปความคิดเบื้องหลังกลยุทธ์นี้ได้อย่างทรงพลัง ไม่ใช่แค่การมองเห็นปัญหา แต่คือการกล้าปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ระดับทัศนคติจนถึงโมเดลธุรกิจใหม่
ในช่วงโค้งสุดท้ายของแผน 9 ปี ดุสิตธานีไม่ได้เป็นเพียงบริษัทโรงแรมอีกต่อไป แต่คือองค์กรที่มีเครื่องยนต์หลายตัวขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ อาหาร และการศึกษา โดยตั้งเป้าเติบโตรวมจากธุรกิจหลักทั้งหมดไว้ว่าในปี 2568 จะโตจากปีก่อนหน้าที่ระดับ 20-25% คิดเป็นจำนวนกว่า 9,000 ล้านบาท ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากโรงแรม อาหาร อสังหาริมทรัพย์ และการศึกษา มากไปน้อยตามลำดับ
โดยคาดว่ากลุ่มโรงแรมจะโตจากปีก่อนหน้า 20%-25% กลุ่มอาหารจะโตจากปีก่อนหน้า 10%-15% กลุ่มการศึกษา 10%-12% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตมากกว่า 100% จากการรับรู้รายได้ที่รออยู่ข้างหน้า

กลุ่มดุสิตธานีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จในโลกธุรกิจปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่ใครวิ่งเร็วกว่า แต่คือใครรู้จักวางรากฐานได้ลึกกว่าและมีความกล้าในการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางพายุ เพื่อจะสามารถเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ได้อย่างมั่นคงเมื่อฟ้ากลับมาสว่างอีกครั้ง
“วิกฤตเป็นเพียงบททดสอบว่าเราสร้างองค์กรไว้แข็งแรงแค่ไหน หากวางรากฐานดี ต่อให้พายุแรงแค่ไหน...ต้นไม้ก็ไม่ล้ม” ศุภจี CEO กลุ่มดุสิตธานี กล่าว
ดุสิตธานีในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ชื่อของโรงแรม แต่เป็นภาพสะท้อนของความกล้า วิสัยทัศน์ และความอดทน ที่พร้อมจะเดินหน้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยโมเดลธุรกิจที่สมดุลและยั่งยืนมากกว่าที่เคย