แม้เรื่องของการดำเนินกลยุทธ์ Collaboration Marketing จะยังเป็นที่นิยมในโลกการตลาดของบ้านเรา แต่สิ่งที่น่าจับตามองก็คือการทำ Collaboration ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่แค่การสร้างกระแสสั้นๆ อีกต่อไป แต่ต้องนำไปสู่การเสริมข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนซึ่งการทำ Collaboration Marketing ต้องคำนึงถึงตั้งแต่
.
- ต้องมีการวิเคราะห์จุดอ่อน – จุดแข็งของกันและกันเป็นอย่างดีว่า จะทำการ Collab ที่มีวัตถุประสงค์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายช่องทางขายเพิ่มขึ้น การขยายฐานของแบรนด์ไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการเข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นการมองไปถึงการเพิ่มยอดขายอย่างเป็นรูปธรรม
- ที่สำคัญสุดต้องมองมากกว่าแค่การสร้างสีสันชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการทำที่ต้องมองไปถึงการต่อยอดการดำเนินกลยุทธ์นี้ว่าจะมีออกมาต่อเนื่องอย่างไรบ้าง
- เช่นเดียวกับเรื่องของการเลือกพันธมิตร ที่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากขยาย Brand Exposure การขยายฐานลูกค้า หรือแม้กระทั่งการรักษา Momentum ของแบรนด์
- ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกันระหว่างแบรนด์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือแบรนด์ที่อยู่คนละอุตสาหกรรม การทำ Collaboration Marketing จะต้องเป็นการส่งมอบหรือสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่งก็คือเราได้เห็นการจับมือร่วมกันของแบรนด์ระดับโลกกับแบรนด์สัญชาติไทยมากขึ้น เพราะนั่นจะเป็นอีกเป้าหมายของการทำ Hyper - localization ที่แบรนด์ระดับโกลบอลเอง ต้องทำความเข้าใจ ความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่น เพื่อเข้าไปสร้างคุณค่าร่วมด้วยกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือจะทำให้ผู้บริโภครักและผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น
กรณีล่าสุดที่สะท้อนในเรื่องนี้ก็คือการที่แบรนด์แฟชั่นจากเยอรมนีอย่าง MCM ที่เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใหม่ “Global Brand with Local Soul” ผ่านการประกาศเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “MCM × Butterbear” Thailand Limited Edition อย่างเป็นทางการ
กลยุทธ์นี้ถือเป็นการร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างแบรนด์แฟชั่นระดับโลกกับแบรนด์คาแร็กเตอร์ไทยครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ MCM ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ของแบรนด์ในการเชื่อมโยง Soft Power ท้องถิ่นเข้ากับ DNA ของแบรนด์ระดับโลกได้อย่างแยบยล
โดยการเลือกประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นนั้น ไม่เพียงแต่เพราะการเติบโตของกลุ่มผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น แต่ยังเพราะ MCM มองเห็นศักยภาพของไทยในฐานะตลาดที่มีพลังสร้างสรรค์สูง มีรากฐานวัฒนธรรมเข้มแข็ง และสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำแฟชั่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ MCM ได้จับมือกับ Butterbear คาแร็กเตอร์ยอดนิยมของไทย ที่มีจุดยืนชัดเจนในฐานะ Soft Power ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ร่วมถ่ายทอดผลงานการออกแบบที่สะท้อนถึงความน่ารัก อบอุ่น เป็นมิตร เข้าถึงง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพอันประณีตแบบเฉพาะตัวของ MCM

สลิล สุญาณเศรษฐกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพี แกลม กล่าวว่า “เราไม่ได้มองว่า Butterbear เป็นแค่คาแร็กเตอร์จากประเทศไทย แต่ Butterbear คือแบรนด์ที่มีพลังในการเล่าเรื่องที่อบอุ่น อ่อนโยน เป็นมิตรและเข้าถึงหัวใจของผู้คนได้จำนวนมาก เป็นตัวแทนของความสร้างสรรค์ในแง่ Soft Power
“การร่วมงานกับแบรนด์ท้องถิ่นจากประเทศไทยที่มีรากฐานวัฒนธรรมชัดเจน นับเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ MCM ที่ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อการขาย แต่คือการรับฟัง เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ๆ ในขณะเดียวกันตลาดแฟชั่นในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและ มีศักยภาพสูง ประเทศไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของภูมิภาค ซึ่งเราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น Hub of Southeast Asia ด้านแฟชั่นอย่างแท้จริง”
ทำให้การประกาศจับมือกับ Butterbear ของ MCM จึงไม่ใช่แค่การร่วมมือเชิงพาณิชย์ แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ที่พร้อมเปิดเส้นทางใหม่ให้วงการแฟชั่นระดับโลกหันมาสนใจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น โดยชูแนวคิด Global Brand with Local Soul ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักแฟชั่นและชื่นชอบคาแร็กเตอร์โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials

ในรายละเอียดของคอลเลกชันที่เปิดตัวมานั้น MCM x Butterbear ถือเป็นคอลเลกชันพิเศษที่นำเสนอการหลอมรวมอย่างลงตัวระหว่างเอกลักษณ์ลวดลายวิเซโต้โมโนแกรม (Visetos Monogram) ซิกเนเจอร์ของ MCM ร่วมกับความน่ารักและความเป็นมิตรของคาแร็กเตอร์น้องเนยจาก Butterbear ถ่ายทอดสู่ดีไซน์ที่สะท้อนความหรูหราแบบสนุกสนาน (Playful Luxury) ซึ่งเป็นจุดร่วมระหว่างทั้ง 2 แบรนด์ โดยมีไอเทมเด่นเป็นกระเป๋า Toni Top Zip Shopper ที่มาในหลากหลายไซซ์ และเสื้อยืดลายคาแร็กเตอร์ MCM x Butterbear ซึ่งทั้งหมดเป็น Thailand Limited Edition ที่จัดจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
“ในอนาคต MCM มีแผนที่จะสานต่อไอเดีย Collaboration กับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อยกระดับให้แบรนด์ Local ได้ก้าวขึ้นไปเป็นที่รู้จักในระดับโลก”
ถือเป็นอีกกรณีการทำตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะเป็นก้าวแรกๆ ของแบรนด์ที่ทำความคุ้นเคยกับลูกค้า คนไทยผ่านการทำ Collaboration Marketing ที่มองถึงการใช้ฐานแฟนคลับของ “น้องเนย” เข้ามาช่วยต่อยอดในการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว....