เชื่อหรือไม่ว่า ครั้งหนึ่งวาฬบรูด้าในอ่าวไทยเคยเป็นตัวละครเอกในการประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูดและบ่อนอกในอดีตมาแล้ว
ช่วงปี 2544 รัฐบาลมีโครงการจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ สองโครงการในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือ ที่อำเภอบ้านกรูด และบ่อนอก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และมีชาวประมงท้องถิ่นทำประมงชายฝั่งอยู่เป็นจำนวนมาก
ที่สำคัญคือ บริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากแหล่งหากินของวาฬบรูด้าในอ่าวไทย
ความกังวลของชาวบ้านในละแวกนั้นก็คือ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความกังวลถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในอ่าวไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นที่เป็นชาวประมง
ครั้งนั้นวาฬบรูด้าถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการเคลื่อนไหวต่อต้านโรงไฟฟ้า โดยนักอนุรักษ์และชาวบ้านพยายามแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทะเลบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นบ้านของวาฬบรูด้า รวมถึงสัตว์ทะเลอื่นๆ การสร้างโรงไฟฟ้าจะทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ
กระทั่งมีภาพถ่ายวาฬบรูด้าที่กำลังอ้าปากหาอาหารบริเวณบ่อนอกที่ถ่ายโดยนักอนุรักษ์ถูกเผยแพร่ออกมาตามหน้าสื่อ จึงทำให้เสียงตะโกนของชาวบ้านดังขึ้น จนนำมาสู่การยกเลิกในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของภาคประชาชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
วาฬบรูด้าจึงไม่ได้เป็นเพียงยักษ์ใหญ่ใจดีในอ่าวไทยตอนใน แต่ยังถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ธรรมชาติอีกทางหนึ่ง

จุดเริ่มต้น
9 ปีต่อมา 19 กันยายน 2553 มีทัวร์ดูนก 10 กว่าคน มุ่งไปดูนกกาน้ำใหญ่ที่บางตะบูน วันนั้นคณะดูนกได้พบวาฬบรูด้ากระจายว่ายน้ำอยู่ในบริเวณนั้นกว่า 10 ชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการพบฝูงวาฬจำนวนมากขนาดนั้น และเนื่องด้วยคนที่ร่วมทริปชมนกดังกล่าว คือช่างภาพจากสำนักข่าวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ภาพเหล่านั้นได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั้งทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มากมาย จนทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดูวาฬบริเวณอ่าวไทยตอนบน
ในเวลาต่อมากิจกรรมดูวาฬก็เริ่มถูกพัฒนายกระดับให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเลสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทยในอ่าวไทยตอนบน เริ่มตั้งแต่บางตระบูน และขยายมาถึงจังหวัดสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม ไปจนถึง บางแสน จังหวัดชลบุรี
ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาทัวร์ดูวาฬได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มาจากธุรกิจเรือประมง, ร้านอาหาร, ธุรกิจทัวร์นำเที่ยว เข้ามาทำธุรกิจทัวร์ดูวาฬเป็นจำนวนมาก
ช่วงที่เหมาะสมในการชมวาฬของไทยจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เพราะว่าเป็นช่วงที่ปลากะตักซึ่งเป็นอาหารของวาฬมีจำนวนมาก และเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบ ช่วงเวลาดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้เห็นวาฬ อ้าปากเพื่อกินปลากะตัก หรือถ้าโชคดีก็อาจจะได้เห็นวาฬกระโดดขึ้นเหนือน้ำซึ่งเป็นโมเมนต์ที่น่าตื่นเต้นมากๆ
ว่ากันว่าในบริเวณอ่าวไทยรูปตัว ก. นี้มีวาฬบรูด้าอาศัยอยู่เป็นจำนวนหลายสิบตัว
ปริญญา ผดุงถิ่น เป็นอดีตนักหนังสือพิมพ์ เป็นคอลัมนิสต์แนวท่องเที่ยวผจญภัย เป็นช่างภาพสัตว์ป่าชื่อดังในวงการถ่ายภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงยังเป็นผู้ก่อตั้งผู้เพจ Bangkok Whale Watching by Parinya ที่ปัจจุบันทำทัวร์เป็นอาชีพเสริม เล่าว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทัวร์ดูวาฬเป็นที่นิยมอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากช่วง COVID-19 นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปต่างได้จึงต้องเปลี่ยนมาท่องเที่ยวในประเทศไทยแทน

บนความคาดหวัง
“ทันทีที่เรือออก เราเหมือนต้องแบกความหวังของลูกค้า เราก็ซีเรียสกับเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเรามีเรือหรูแล้วเราก็จะพาคนไปนั่งเรือเล่นชิวๆ ไม่ใช่อย่างนั้น วาฬต้องมาก่อน การดูวาฬถือเป็นกิจกรรมที่ต้องแข่งกับเวลาและความเร็ว เมื่อรับหมายแจ้งจากเรือลำอื่นว่าพบวาฬที่จุดใด เราต้องรีบไปให้ทัน ไม่เช่นนั้นวาฬก็จะว่ายไปที่อื่น ดังนั้นการมีเรือดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราคำนึงถึงลูกเรือที่มาดูวาฬเป็นหลัก เมื่อทุกคนมาลงเรือทั้งทีก็ต้องการให้เห็นเจ้าวาฬในวันนั้น สามารถเก็บเกี่ยวความประทับใจจากยักษ์ใหญ่แห่งอ่าวไทยกลับไปด้วย
ทันทีที่เราเจอวาฬ เราจะเห็นความปลดปล่อย ได้รับเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ เสียงเฮ รอยยิ้ม จากคนที่แม้จะเมาเรืออยู่ ก็หายเลยในทันที จังหวะที่วาฬโดด คนที่เมาเห็นกลายเป็นเฮ เราก็มีความสุขไปด้วย เหมือนเราได้เป็นผู้ให้” ปริญญา กล่าว
แต่แน่นอนว่าทัวร์ธรรมชาติ เมื่อมีวันที่สมหวังก็ย่อมมีวันที่ผิดหวัง...
วันที่ทีมงานมีโอกาสได้ไปทำข่าว Kick-off เทศกาลดูวาฬที่บางตะบูน ทีมงานของปริญญาที่ประกอบด้วยภาณุ ไกด์ชมวาฬ, ลุงเล็กคนขับเรือ, ทีมข่าวเศรษฐกิจจากช่อง 3 รวมถึงนักท่องเที่ยวท้องถิ่นรวมกว่า 10 ชีวิต นั่งเรือศักดิ์เจริญ บางตะบูน ของลุงเล็กออกจากท่าเรือที่บางตะบูนตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง เพื่อไปดูวาฬบรูด้า และนกบู้บี้ตีนแดง นกหายาก (ระดับ Very Rare) ของเมืองไทยที่นักดูนกไม่เจอตัวจริงมาหลายปี แต่ปีนี้มีแวะมาหากินบริเวณอ่าวไทยถึง 3 ตัวเป็นของแถม
หลังจากดูนกแบบพอหอมปากหอมคอ ลุงเล็กก็พาเรือออกไปโซนที่มีบรูด้าหากินอยู่เป็นประจำเพื่อดูวาฬหากิน
เชื่อไหมว่าลุงเล็กพยายามขับเรือวนหาวาฬบรูด้าข้าม 3 จังหวัด เกือบ 6 ชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจวกเรือกลับมาที่ท่าเรือในเวลาสี่โมงเย็น
สรุปก็คือ ทริปนี้ทุกคนผิดหวังไม่เห็นวาฬบรูด้า ได้เห็นแค่นกบู้บี้และโลมาอิรวดีเป็นรางวัลปลอบใจ

ปริญญา เล่าว่าโดยปกติช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดูวาฬ คือช่วงฤดูฝนที่แหล่งอาหารจะอุดมสมบูรณ์ที่สุดในรอบปี แต่ช่วง 1-2 ปีนี้พบว่าวาฬหายากขึ้นสวนทางกับข้อมูลประชากรวาฬที่มีรายงานว่าเพิ่มขึ้น
“ธรรมชาติของวาฬจะเคลื่อนย้ายตามเหยื่อ ที่ไหนมีเหยื่อมากวาฬก็ตามไป ดังนั้นช่วง 1-2 ปีนี้เราจึงเห็นวาฬไปโชว์ตัวที่อ่าวไทยฝั่งบางแสนเพิ่มมากขึ้นเพราะมันตามเหยื่อไป”
การเคลื่อนที่ของวาฬจึงถือเป็นดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในย่านนั้นๆ
ปกติแล้ววาฬส่วนใหญ่มักจะหากินในอ่าวไทยฝั่งตะวันตกเช่น เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ มากกว่าฝั่งทะเลตะวันออก เนื่องมาจากจุดกึ่งกลางคือกรุงเทพฯ จะมีเรือเดินสมุทรวิ่งอยู่เป็นจำนวนมาก
แม้ว่าการข้ามฝั่งของวาฬจะทำให้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของฝั่งบางแสนคึกคักขึ้น แต่ก็ทำให้การเห็นวาฬในฝั่งทะเลตะวันตกน้อยลงตามไปด้วย
ลุงเล็ก คนขับเรือ เล่าว่าเมื่อก่อนขับเรือพานักท่องเที่ยวออกไปดูวาฬใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงก็เห็นหลายตัว แต่พักหลังๆ บางวันต้องขับเรือวนหา 6-7 ชั่วโมง
ในความคิดเห็นของปริญญา ไม่ว่าวาฬจะไปโชว์ตัวให้นักท่องเที่ยวเห็นที่ไหนก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะวาฬบรูด้าถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยียมชม ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่สามารถกระจายรายได้ไปยังชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ได้มากมาย
เพราะทัวร์ดูวาฬต้องใช้เรือประมงของชาวบ้านในพื้นที่โดยตรง เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา
ธุรกิจท่องเที่ยวรูปแบบนี้ถือเป็นการกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่เจ้าของเรือ, ร้านอาหารท้องถิ่น, ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ไปจนถึงธุรกิจโรงแรมและที่พักรอบข้าง
ปริญญา กล่าวเพิ่มเติมว่าปัญหาของทัวร์ดูวาฬที่เริ่มเห็นมากขึ้นก็คือ คนส่วนใหญ่จะไม่กลับมาดูซ้ำ เพราะคิดว่าเคยเห็นแล้ว
“คนส่วนใหญ่คิดว่ามาดูแล้ว เห็นแล้ว เลยไม่อยากจะมาซ้ำอีก กลุ่มคนที่มาดูซ้ำทุกปีๆ จึงมักจะเป็นคนที่ตั้งในมจถ่ายภาพวาฬ ซึ่งจริงๆ แล้วต่อให้เห็นกี่รอบ ธรรมชาติในการหากินของวาฬก็ไม่เหมือนเดิม บางคนอาจจะเจอวาฬอ้าปาก บางคนอาจจะโชคดีได้เห็นวาฬกระโดด เพราะมาบ่อย เพราะฉะนั้นคนที่ดูแล้วก็สามารถมาดูอีกได้”
ปัจจุบันทัวร์ดูวาฬบรูด้าส่วนใหญ่ยังเป็นการทำตลาดกันเองของผู้ประกอบการ และต้องยอมรับว่ายังขาดการโปรโมทที่ดี ซึ่งตรงจุดนี้หากมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, TCEB หรือมีภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนหรือให้ความรู้ในการทำธุรกิจก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกับธุรกิจทัวร์ชมวาฬ ให้สามารถขยายตลาดจากท้องถิ่นไปสู่ภูมิภาคได้
ถ้าโปรโมทให้ดีและต่อเนื่อง อนาคตเราอาจจะเห็นทัวร์ชมวาฬเป็นอีกหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เหมือนกับที่หลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, ศรีลังกา ฯลฯ ทำทัวร์ชมวาฬสายพันธุ์อื่นๆ สำเร็จมาแล้ว
ทัวร์ดูวาฬถือเป็นอีกรูปแบบของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism) หรือการท่องเที่ยวที่มีปัจจัยด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้ามาเกี่ยวข้อง
การได้รับความนิยมของทัวร์ดูวาฬก็ย่อมส่งผลด้านเศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวให้กับชุมชน อีกทั้งยังเป็นการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป
