การดูวาฬเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเลสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย โดยมียักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอ่าวไทยตอนบนหรือ “วาฬบรูด้า” เป็นตัวละครหลักในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
ปริญญา ผดุงถิ่น เป็นอดีตนักหนังสือพิมพ์ เป็นคอลัมนิสต์แนวท่องเที่ยวผจญภัย เป็นช่างภาพสัตว์ป่าชื่อดังในวงการถ่ายภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงยังเป็นผู้ก่อตั้งผู้เพจ Bangkok Whale Watching by Parinya ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำทัวร์ในการดูวาฬบรูด้าที่แม่กลอง จนทำให้การดูวาฬที่แม่กลองมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจนมียอดจองชมวาฬเต็มแน่นยาวแล้ว ซึ่งมีเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศเข้ามา ทำให้ช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นการใช้จ่ายจนเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
การเปลี่ยนหมวกจากนักล่าข่าวมาเป็นนักล่าวาฬด้วยกลยุทธ์ Blue Ocean ครั้งนี้ จึงมีอะไรที่น่าสนใจมากมาย

ย้อนตำนานวาฬในไทย…
ในประเทศไทยไม่มีใครเชื่อว่าจะมีวาฬอาศัยอยู่ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีคนถ่ายภาพวาฬได้เป็นคนแรก ขณะที่ดำน้ำอยู่ที่เกาะเต่า เรียกได้ว่าเป็น “การค้นพบวาฬครั้งแรกในเมืองไทย”
ถัดมาในปี พ.ศ. 2544 เป็นช่วงที่มีการประท้วงการสร้างคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูดและโรงไฟฟ้าบ่อนอก ทำให้ทางฝั่งนักอนุรักษ์ต้องการภาพวาฬที่ชัดเจน เพื่อมายืนยันการมีอยู่ของวาฬบรูด้าในเมืองไทย จึงมีทีมช่างภาพเดินทางไปที่ตำบลบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสามารถถ่ายภาพวาฬมาได้โดยขณะที่เจ้าตัวอยู่บนเรือในระยะที่ใกล้ชายหาดมาก หลักฐานชิ้นสำคัญดังกล่าวจึงนำไปสู่การยกเลิกการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวได้ในที่สุด
9 ปีต่อมา 19 กันยายน 2553 มีทัวร์ดูนก 10 กว่าคน มุ่งไปดูนกกาน้ำใหญ่ที่บางตะบูน วันนั้นคณะดูนกได้พบวาฬบรูด้ากระจายว่ายน้ำอยู่ในบริเวณนั้นกว่า 10 ชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการพบฝูงวาฬจำนวนมากขนาดนั้น และเนื่องด้วยคนที่ร่วมทริปชมนกดังกล่าว คือช่างภาพจากสำนักข่าวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ภาพเหล่านั้นได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั้งทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มากมาย จนทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดูวาฬบริเวณอ่าวไทยตอนบน
ปริญญา ผู้ชื่นชอบในการถ่ายภาพสัตว์อยู่แล้ว เป็นคนที่โชคดีเพราะมีโอกาสได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญของกำเนิดการดูวาฬบรูด้าในประเทศไทยถึง 2 ครั้ง ทั้งในปี 2544 และ 2553 จึงถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการดูวาฬในประเทศไทย
ปัจจุบันข้อมูลของกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งพบว่ามีวาฬในอ่าวไทยทั้งหมด 70 ตัว ซึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยหลักของวาฬอยู่แค่ในบริเวณสามเหลี่ยมเล็กๆ คือ แม่กลอง (จ.สมุทรสงคราม) บ้านบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม และท่าเรือแหลมผักเบี้ย ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม (จ.เพชรบุรี) และกิจกรรมการดูวาฬในประเทศไทยสามารถทำได้เพียงช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคมเท่านั้นด้วย

เส้นทางสู่การทำทัวร์ชมวาฬแบบ Blue Ocean
ปริญญา กล่าวว่า “จบนิเทศแล้วทำหนังสือพิมพ์ทันทีตามที่เรียนมา” แต่ในปัจจุบันด้วยการเข้ามามีบทบาทของสื่อดิจิตอลทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ที่ทำถูก Disrupt ไปในที่สุด จึงเริ่มเบนเข็มสู่อาชีพอิสระจนมีโอกาสได้มาทำทัวร์ดูวาฬ ซึ่งแม้จะเป็นหัวหน้าทัวร์ดูวาฬ แต่ก็ยังได้มีโอกาสทำงานสื่อควบคู่ไปด้วยโดยเป็นมือเขียน Script ข่าวอาชญากรรมที่เป็นงานถนัดให้กับสำนักข่าวโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการทำงานแบบ Work from Anywhere ทำให้สามารถควบหน้าที่ทั้ง 2 ไปได้อย่างดี กล่าวคือ กลางวันออกทัวร์ดูวาฬ กลางคืนเขียน Script ข่าว
จุดเริ่มต้นของการทำทัวร์ชมวาฬด้วย “เรือยอชต์” แบบเหมาลำที่แม่กลองครั้งนี้ เกิดจากการที่รุ่นพี่มาชวน “ขณะนั้นก็ไม่มั่นใจว่าผลจะเป็นเช่นไร ตอนนั้นถือว่าค่อนข้างอยู่ตัว เนื่องจากมีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็ตัดสินใจลองทำดูและผลลัพธ์ในปัจจุบันเป็นคำตอบที่ดีที่สุดให้กับการตัดสินใจในครั้งนั้น” ปริญญา กล่าว

เมืองอินดี้…นี้มีวาฬ
จากแหล่งที่อยู่อาศัยของวาฬบรูด้าในเมืองไทย คุณปริญญาปักหมุดสนใจทำทัวร์เรือยอชต์ดูวาฬที่แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ และใช้เวลาในการเดินทางน้อยกว่าไป จ.เพชรบุรี จึงตัดสินใจเลือกที่แห่งนี้ เริ่มหาท่าเรือด้วยตนเอง และตั้งเพจ Bangkok Whale Watching by Parinya ขึ้น แม้การทัวร์นี้จะไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ก็ตาม “อีกทั้งคนแม่กลองเขาก็ภูมิใจในความเป็นเรา ที่สามารถเข้าไปสร้างความภูมิใจให้กับท้องถิ่นเขาได้ มันเก๋ มันเข้ากับเมือง” ปริญญา กล่าว
เมื่อเล็งเห็นว่าเมืองนี้เป็น “เมืองอินดี้” มีร้านอาหารและที่พักเพียงพอสำหรับรองรับผู้ที่มาทัวร์ดูวาฬ จึงเริ่มต้นทุกอย่างที่นี่ และเลือกทุกอย่างด้วยตนเองโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นทั้งสิ้น
ปริญญา อธิบายเพิ่มเติมว่า เราก็ตั้งปณิธานไว้อยู่แล้วว่าต้องอร่อยเท่านั้นนะถึงจะได้ลงเรือตั้งแต่อาหารบนเรือจากร้านคุ้นลิ้น ปากอ่าว ซึ่งเป็นร้านดังของสมุทรสงครามมากว่า 30 ปี ต่อมาขนมหวานอย่างวุ้นเป็ดธนัน, กาละแมรามัญวัดศรัทธาธรรม, กระท้อนหยี หรือแม้กระทั่งน้ำดื่ม เลือกน้ำดื่มที่ผ่านอย.แบรนด์ของคนแม่กลอง เป็นต้น
“ทั้งลำเป็น Localized แบ่งกันทำมาหากิน ช่วยกันทำมาหากิน เลยกลายเป็นเพื่อนกันกับคนพื้นที่ไปโดยปริยาย”
เรือยอชต์ที่ใช้ชมวาซลำนี้จึงกลายเป็นช่องทางการทำตลาดให้กับสินค้าจากท้องถิ่นไปในตัว เช่น เสื้อแม่กลองที่นำมาฝากขายบนเรือ ที่มีภาพลายสกรีนเรือ Catamaran เรือยอชต์ดูวาฬของ Bangkok Whale Watching by Parinya และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่นำขึ้นมาบนเรือล้วนเป็นที่ประทับใจของลูกเรือจนสนใจติดต่อซื้อกลับ เช่น “เบอร์เกอร์ปลาทูไทย” จากร้านอาหารคุณเป๋า ดอนหอยหลอด ที่ได้รับ Feedback จากลูกค้าว่าอร่อยมากๆ โดยเป็นเบอร์เกอร์ตำรับไทยแท้เจ้าแรกเลย เสียงตอบรับดีขนาดที่ว่าเมื่อเอาขึ้นเรือเป็นอาหารเช้า ลูกค้าบางกลุ่มแจ้งพนักงานบนเรือว่าต้องการสั่งกลับเพื่อเป็นของฝากจากแม่กลอง “ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่กลายเป็นดีไปหมดเลย แล้วเราก็ตั้งปณิธานไว้อยู่แล้วว่าต้องอร่อยเท่านั้นนะถึงจะได้ลงเรือ” คุณปริญญา กล่าวถึงความตั้งใจ

เสียงการกระทำดังกว่าการประชาสัมพันธ์
ขณะที่เริ่มทำทัวร์ดูวาฬกับเรือทั่วไปในช่วงประมาณปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ผู้คนต่างต้องกักตัว ประเทศยังไม่เปิดผู้คนไม่สามารถออกนอกประเทศได้ การท่องเที่ยวจึงมีเพียงภายในประเทศเท่านั้นส่งผลให้คนหันมาสนใจทัวร์ดูวาฬมากขึ้น
ช่วงนั้นมีการสร้างกลุ่ม Facebook จุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส ที่ทางเพจ Bangkok Whale Watching by Parinya ได้มีโอกาสเข้าร่วม และทำความรู้จักกับสมาชิกจึงเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนจากที่ต่างๆ เริ่มมาลงเรือเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น คนก็ทยอยออกมาเที่ยวกันมากขึ้น ผู้คนต้องการใช้เวลาร่วมกัน
ดังนั้นการดูวาฬแบบเหมาลำ จึงตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว แต่ถ้าไม่ต้องการเหมาลำก็สามารถจอยทริปได้ เมื่อมีคนมาใช้บริการมากขึ้นและทุกคนเกิดความประทับใจ จึงทำให้เกิดการรีวิวบอกต่อๆ กัน และมีข่าวเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ ส่งผลโดยตรงให้กับเพจ Bangkok Whale Watching by Parinya ได้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก และได้เสียงตอบรับดีขึ้นอย่างมาก
สะท้อนจากการจองคิวลงเรือดูวาฬที่มีคิวแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนภายในปีนี้มีรอบออกดูวาฬทะลุ 70 รอบแล้ว ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่มากับชาวไทยคละกันมา และก็มีที่มาในรูปแบบของทัวร์แบบเหมาเรือ ทั้งจากกลุ่มเพื่อนสถาบัน และมาจากภาคองค์กรที่เหมาเรือพาพนักงาน คู่ค้า ซัพพลายเออร์ และลูกค้ามาชมวาฬ ซึ่งกิจกรรมการเดินเรือดูวาฬเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างให้ความสนใจในอนาคตอาจมีทัวร์รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 100% ก็เป็นได้
ความสำเร็จที่กล่าวมานี้ล้วนเกิดจากกลยุทธ์ที่เรียกว่า Blue Ocean

ทัวร์ดูวาฬ: งานบริการที่แบกความคาดหวัง
“ทันทีที่เรือออก เราเหมือนต้องแบกความหวังของลูกค้า เราก็ซีเรียสกับเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเรามีเรือหรูแล้วเราก็จะพาคนไปนั่งเรือเล่นชิวๆ ไม่ใช่อย่างนั้น วาฬต้องมาก่อน” ปริญญา กล่าวถึงจุดยืน ทาง Bangkok Whale Watching by Parinya ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องมีการดึงทีมงานมาจากภูเก็ตที่มีความชำนาญสามารถเห็นวาฬได้อย่างชัดเจน
“การดูวาฬถือเป็นกิจกรรมที่ต้องแข่งกับเวลาและความเร็ว เมื่อรับหมายแจ้งจากเรือลำอื่นว่าพบวาฬที่จุดใด เราต้องรีบไปให้ทัน ไม่เช่นนั้นวาฬก็จะว่ายไปที่อื่น ดังนั้นการมีเรือดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราคำนึงถึงลูกเรือที่มาดูวาฬเป็นหลัก เมื่อทุกคนมาลงเรือทั้งทีก็ต้องการให้เห็นเจ้าวาฬในวันนั้น สามารถเก็บเกี่ยวความประทับใจจากยักษ์ใหญ่แห่งอ่าวไทยกลับไปด้วย
ทันทีที่เราเจอวาฬ เราจะเห็นความปลดปล่อย ได้รับเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ เสียงเฮ รอยยิ้ม จากคนที่แม้จะเมาเรืออยู่ ก็หายเลยในทันที จังหวะที่วาฬโดด คนที่เมาเห็นกลายเป็นเฮ เราก็มีความสุขไปด้วย เหมือนเราได้เป็นผู้ให้”
แน่นอนว่ามีวันที่เจอ ก็ย่อมมีวันที่ไม่เจอวาฬเช่นกัน โดยวันที่ไม่เจอถือเป็นวันที่เหนื่อยมากกว่า เนื่องจากเป็นวันที่แทบไม่ได้หยุดพักทีมบนเรือต้องร่วมกันเช็คทุกจุดที่คาดว่าจะพบวาฬ ทีมงานก็เหนื่อยลูกเรือก็เครียด
“แต่เราก็แสดงให้เห็นถึงความเต็มที่ในทุกครั้งที่ออกเรือเสมอ”
สำหรับ Bangkok Whale Watching by Parinya เข้าใจและเห็นความตั้งใจของลูกเรือทุกท่านถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พบวาฬเกิดขึ้น ยินดีให้ลูกเรือทุกคนกลับมาซ่อมทริปในราคา 50% โดยไม่นำลูกเรือไป Join กับทริปอื่น กล่าวคืออทุกคนสามารถมาทั้งกลุ่มได้เหมือนเดิม จะไม่มีการนำไปแทรกใส่ในทัวร์ครั้งอื่นๆ

รายละเอียดเล็กน้อย ร้อยเป็นความต่างมหาศาล
ความผิดหวังอาจจะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม แต่ความประทับใจสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ “สิ่งหนึ่งที่สามารถวัดความพึงพอใจจากลูกค้าในวันที่แม้จะไม่เห็นวาฬได้เลยก็คือ ทีมงานและลูกเรือได้ทิปเยอะมาก” คุณปริญญากล่าว
เนื่องจากทัวร์ดูวาฬกับ Bangkok Whale Watching by Parinya มีความยืดหยุ่นสูง เพราะนอกจากจะเข้มข้นเรื่องดูวาฬแล้ว ยังเข้าใจผู้ลงเรือทุกท่าน จึงมีบริการที่ตอบรับทุกความต้องการ เช่น คนที่ชอบเล่นน้ำ ก็สามารถเล่นน้ำกลางอ่าวไทยได้ โดยมีทีมงานอยู่บนเรือยางคอยเป็น Lifeguard รวมถึงบริเวณตาข่ายบนเรือก็สามารถนอนพักผ่อนได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น หรือจะเป็นมุมถ่ายรูปบนเรือต่างๆ ที่มักถูกใจสาวๆ หรือ Instagramer ทั้งหลายที่หอบชุดว่ายน้ำ บิกินี่ต่างๆ เตรียมมาแชะภาพพร้อมอัพรูปลง Social Media
นอกจากนี้ยังมีบางกลุ่มต้องการปาร์ตี้บนเรือ Bangkok Whale Watching by Parinya ก็ไม่ขัด พร้อมดูแลและให้บริการทุกคน ทุกความต้องการ ทำให้ลูกเรือทุกคนที่มาต่างรับความประทับใจกลับไปอย่างเต็มที่

หยิบสิ่งที่ถนัด จับมาเป็นจุดแข็ง คุณปริญญา เป็นช่างภาพที่ถ่ายสัตว์ป่ามาก่อนจึงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการถ่ายภาพเป็นอย่างดี จึงนำความสามารถของตนเอง มาเพิ่มบริการบนเรือสร้างความประทับใจให้กับลูกเรือ คือมีบริการให้ยืมกล้องถ่ายรูปและกล้องฟิล์มฟรี!! ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากๆ เคยได้รับ Feedback
“จากลูกค้าต่างชาติว่าไม่มีที่ไหนในโลกนี้เขาทำกันนะ”
การถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับเจ้าวาฬสัตว์ที่มีความฉลาดและเคลื่อนตัวรวดเร็ว ดังนั้นช่างภาพบนเรือจึงมีความสำคัญ การมีช่างภาพเก่งๆ สามารถช่วยเหลือลูกเรือได้เป็นข้อได้เปรียบ เพราะลูกเรือส่วนมากมักจะถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟน แต่ในขณะที่เลนส์จากกล้องใหญ่สามารถจับภาพที่ชัดและทันท่วงทีกว่า จึงทำให้มีบริการถ่ายและแจกภาพความประทับใจให้ลูกค้าทุกท่านสามารถนำกลับไปได้ทันที โดยการดำเนิการทั้งหมดเสร็จบนเรือทั้งสิ้น
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนการจัดเก็บความทรงจำรูปภาพเคลื่อนไหว ทั้งจากโดรน และกล้อง GoPro
“เพราะภาพแทนคำล้านคำ แต่วีดีโอแทนคำร้อยล้านคำ” ปริญญา กล่าวเสริม
ปริญญเล่าว่า ตัดสินใจเก็บทั้งภาพและวีดีโอ ตลอดจนฝึกฝนการตัดต่อวีดีโอด้วยตนเอง และใช้ทักษะจากการเป็นนักข่าวที่ต้องทำอะไรอย่างคล่องแคล่วว่องไว มาช่วยในการพัฒนาบริการบนเรือให้ดียิ่งขึ้น พิเศษยิ่งขึ้น
เมื่อกิจกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมมากขึ้น ก็ย่อมมีนักธุรกิจเริ่มสนใจหันมาลงทุนและจับตลาดนี้กันมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปด้วยในอนาคต กับเรื่องนี้ปริญญามองว่าการแข่งขันเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการช่วยกันโปรโมทธุรกิจทัวร์ชมวาฬให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งตนเองก็มั่นใจว่าความแตกต่างของ Bangkok Whale Watching by Parinya นั้นมีมากพอที่จะแข่งขันได้
“เพราะการดูวาฬไม่ใช่แค่การล่องเรือ แต่ต้องอาศัยวิชาหรือศาสตร์ของการดูวาฬ” ปริญญา กล่าวทิ้งท้าย