Nestlé ก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มี Market Cap สูงสุดในตลาดอาหารโลก ด้วยตัวเลขมูลค่า 228,900 ล้านดอลลาร์ (7.4 ล้านล้านบาท) McDonald's อยู่ที่ 2 คิดเฉพาะ Top 5 มี Unilever DoorDash และ Mondelez International ตามลำดับ
กับการรักษาสถานะอันดับ 1 Nestlé กำลังปรับกลยุทธ์ให้เข้มข้นขึ้น เช่น ปรับธุรกิจวิตามิน พิจารณาขาย แบรนด์น้ำดื่ม Perrier ลงทุนเกือบ 90 ล้านดอลลาร์ ผลิตกาแฟสำเร็จรูป
มีข่าวว่า Goldman Sachs เตรียมลงทุนใน Froneri บริษัทร่วมทุนด้านไอศกรีมของ Nestlé ด้วยมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับทิศทางการเติบโต
ปัจจุบัน Nestlé บริหารจัดการสินค้าในเครือมากกว่า 2,000 แบรนด์ แบรนด์ใหญ่ที่สุด ได้แก่ Nescafé, KitKat, Maggi, Gerber และ Purina กาแฟและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นดาวเด่น เนื่องจากกำลังเน้น ลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพ โภชนาการ และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม
ส่วน McDonald's ซึ่งมีมูลค่า Market Cap ใหญ่เป็นอันดับ 2 ด้วยตัวเลขมูลค่า 214,500 ล้านดอลลาร์ (6.9 ล้านล้านบาท) ของอุตสาหกรรมอาหารโลก ประกาศเป้าหมายใหม่สําหรับการพัฒนา เพิ่มสมาชิก Loyalty Program ใช้เทคโนโลยีคลาวด์ เป็นไปตามกลยุทธ์ Accelerating the Arches ตั้งเป้า 3 เรื่อง คือ
1. มีร้านอาหาร 50,000 แห่งภายในปี 2027
2. เพิ่มสมาชิก Loyalty Program ใหญ่ที่สุดในโลกจาก 150 ล้านคน เป็น 250 ล้านคน ภายในปี 2027
3. เชื่อมต่อร้านอาหารหลายพันแห่งทั่วโลกด้วยเทคโนโลยี Google Cloud
McDonald's มี Big Mac, Quarter Pounder, Chicken McNuggets และ World-Famous Fries เป็น แกนหลักของธุรกิจ คิดเป็นประมาณ 65% ของยอดขายทั้งระบบ และเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโตของกําไร
ด้วย Foot Print กว้างขวางและความใกล้ชิดกับลูกค้าที่ไม่มีใครเทียบได้ McDonald's จึงมีโปรแกรมจัดส่ง ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมทั่วโลก มีคําสั่งซื้อ 55,000 รายการที่เตรียม และส่งมอบให้กับลูกค้าในช่วงเวลาใดๆ บริษัทกําลัง ขยายความสามารถนี้ โดยคาดว่า 30% ของคําสั่งซื้อจะมาจากแอปมือถือภายในปี 2027
McDonald's เป็นผู้ทำไดรฟ์ทรูใหญ่ที่สุดในโลก มีมากกว่า 27,000 แห่ง นอกจากมอบความสะดวกสบาย ไม่มีใครเทียบได้แก่ลูกค้า ยังเพิ่มโอกาสเติบโต โดยมีแผนเปิดรับสมัครผู้สนใจทำไดรฟ์ทรูร้านใหม่ประมาณ 1,000 แห่ง ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศ ในปี 2027
นอกจากนั้น McDonald's และ Google Cloud ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยี ระบบคลาวด์ล่าสุด และใช้โซลูชัน Generative AI ในร้านอาหารทั่วโลก สิ่งนี้จะช่วยเร่งนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ ผู้จัดการทั่วไปของร้านสามารถระบุใช้โซลูชันลดการหยุดชะงักของธุรกิจได้รวดเร็ว การทำเรื่องนี้จะช่วยลดความยุ่งยาก ซับซ้อนแก่พนักงานในร้าน สร้างประโยชน์แก่ลูกค้า เช่น ได้รับอาหารร้อนสดใหม่อย่างต่อเนื่อง
