ในโลกของขนมหวาน อะไรที่ดังไว ก็มักจะดับไวเช่นกัน กระแสที่มาเป็นพลุแตก อาจอยู่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้คนอยากกลับมาซื้อซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือจุดที่ Yolk ตั้งใจจะต่างออกไป
เวลาเพียง 8 เดือนหลังจากเปิดตัว Yolk ได้ทำให้ “ทาร์ตไข่” กลายเป็นเมนูที่หลายคนพูดถึง จนขึ้นแท่น Product of the Year ทำยอดขายรวมทะลุ 100 ล้านบาท ล่าสุด Yolk เปิดโปรเจกต์ใหญ่แห่งปี “Proudly, Made in Thailand”
[ “Proudly, Made in Thailand” 5 แบรนด์ 4 เมนู 1 แนวคิด ]
Yolk จับมือกับ 4 แบรนด์ดังของไทย นั่นคือโอ้กะจู๋, Songwat Coffee Roaster, แก้ว Boutique และ JIANCHAสร้างทาร์ตไข่ 4 รสชาติพิเศษ ที่สะท้อนเอกลักษณ์แต่ละแบรนด์ครบทุกมิติ ตั้งแต่ของคาว ของหวาน ไปจนถึงรสชาติสดชื่นแบบผลไม้
- Truffle Honey Cheese x โอ้กะจู๋
- Songwat Dirty & Fresh Mochi x Songwat Coffee Roaster
- Pandan & Palm Sugar Caramel x แก้ว Boutique
- Kyoho Grape Jelly & Cream Cheese x JIANCHA
การทยอยเปิดตัวทุกวันจันทร์ ระหว่าง 18 สิงหาคม – 31 ตุลาคม ภายใต้ธีม “4 จันทร์ 4 รสชาติ” คือกลยุทธ์ Content Marketing เพื่อสร้างการรับรู้ต่อเนื่อง และจุดกระแสใหม่ให้แบรนด์ตลอดสองเดือนครึ่ง

สาริน รณเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่ำรวยที่สุด จำกัด เปิดเผยว่า จุดมุ่งหมายของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การเปิดตัวเมนูใหม่ แต่คือการใช้พลังของแบรนด์ไทยรุ่นใหม่ร่วมกันยกระดับสินค้าทำมือ ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณภาพระดับสากล
นี่คือการเล่าเรื่องวัฒนธรรมไทยในมุมโมเดิร์น ผ่านรสชาติที่เชื่อมโยงกับความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นสังขยาใบเตย น้ำตาลโตนดที่เป็นขนมชั้น ชวนให้นึกถึงขนมไทย หรือ Dirty Coffee Mochi ที่สะท้อนกระแสคาเฟ่และความร่วมสมัย Yolk ไม่ได้มองเพียงเมนู แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นแบรนด์ไทยที่พร้อมส่งออกSoft Power ผ่านขนม
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของโปรเจกต์นี้คือการรวม 5 แบรนด์เข้าด้วยกัน ถือเป็นครั้งแรกในตลาดขนมอบไทยที่มีการ Collaboration ในระดับนี้ หากมองเชิงกลยุทธ์ Yolk วางหมาก 3 มิติสำคัญ
1. Product Diversity เลือกแบรนด์คู่ค้าที่สะท้อนรสชาติครบทุกมิติ คาว, หวานน้อย, กลิ่นอายไทย และความสดชื่น
2. Expand Customer Base ใช้ฐานแฟนของแต่ละแบรนด์มาแลกเปลี่ยนกัน เช่น แฟนกาแฟจาก Songwat Coffee Roaster t, แฟนสายสุขภาพจากร้านโอ้กะจู๋, แฟนขนมจากแก้ว Boutique และ กลุ่มวัยรุ่นสายชา–ผลไม้จาก Jiancha
3. Create Buzz & Continuity การทยอยเปิดรสชาติเมนูใหม่ทุกสัปดาห์คือการสร้าง Content Marketing ต่อเนื่องที่ทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงยาวนาน
นี่คือการใช้ Collaboration ไม่ใช่เพื่อภาพลักษณ์เพียงครั้งเดียว แต่เพื่อสร้าง S-Curve ของยอดขายและการรับรู้ที่ต่อเนื่อง

Yolk ไม่ได้เปิดแค่รสชาติใหม่ แต่รีดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กล่องบรรจุภัณฑ์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ถุงรุ้ง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เรียบง่ายแต่สะท้อนความเป็นไทย ไปจนถึงการตกแต่งหน้าร้านใหม่ ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงความภูมิใจในแบรนด์ไทย นี่ไม่ใช่“Limited Edition” ในแง่สินค้า แต่คือการสร้าง Brand Experience ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Proudly, Made in Thailand
สำหรับยอดขายและแผนเติบโต สาริน เผยว่าก่อนหน้านี้ Yolk มียอดขายเกิน 100,000 ชิ้นต่อเดือน และคาดว่าหลังจบโปรเจกต์นี้ยอดจะเพิ่มเป็น 200,000 ชิ้นต่อเดือน
ด้านการขยายสาขา ปัจจุบันมี 6 สาขา ได้แก่
- เซ็นทรัลเวิร์ล ชั้น 7
- สยามพารากอนชั้น G
- เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น G
- บรรทัดทอง (ตรงข้ามจุฬาซอย 14)
- เจริญนคร 10 โครงการ OURS
- สุขุมวิท 24 โครงการ Bambini
และที่กำลังจะเปิดอีก 4 สาขาคือ
- Central Park
- Emsphere
- สุขุมวิท
- ลาดพร้าว
ตลาดขนมหวานไทยวันนี้มีความท้าทายอย่างมาก เทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว สาริน เผยว่า จากที่ทำ research พบว่าขนมหวานมี Lifecycle เพียง 45–60 วันเท่านั้น และตัวเลขนี้สั้นลงเรื่อยๆ ทุกปี ถ้าแบรนด์ไม่ปรับตัวก็ไม่รอด แต่ยังมีช่องว่างอยู่ที่ขนมอบ กึ่งคาว กึ่งหวาน ซึ่งจะมีอายุยาวกว่า และมีโอกาสสื่อสารกับผู้บริโภคได้มากกว่า
ยกตัวอย่าง พฤติกรรมการซื้อซ้ำ เช่น ถ้าเป็นขนมที่เกิดจากกระแสไวรัล ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำมีเพียง 10% หมายความว่าซื้อไป 10 คน จะกลับมาซื้อซ้ำแค่ 1 คนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นขนมอบจะขึ้นไปได้ถึง 50%
“จากทำธุรกิจมา 5 ปี เราพบว่ามันสั้นลงทุกปี สิ่งที่ต้องทำคือแบรนด์ต้องปรับตัวและวางแผนรายปีให้ดี อย่าง Yolk ปีนี้เป็น Year of Expansion ที่ได้รับโจทย์จาก Holiday Pastry ให้ขยายครบ 10 สาขา ทำให้เราต้องคิดกลยุทธ์มาควบคู่กัน เมื่อขยายสาขา เราต้องขยายฐานลูกค้าให้กว้าง หมายความว่าสาขาที่เพิ่มขึ้นต้องมีลูกค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย”

สาริน ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า กระแสทาร์ตไข่ที่เคยแรงสุดในช่วงต้นปีเริ่มเบาลงบ้าง แต่ Yolk ไม่ได้พึ่งพาเทรนด์เพียงอย่างเดียว กลยุทธ์ของแบรนด์คือการทำ Research การออกโปรเจกต์ใหม่ต่อเนื่อง และการใช้ Collaboration เพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งความสำเร็จไม่ได้มาจากการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่เสมอต้นเสมอปลาย Yolk เลือกอบสดใหม่ทุก 22 นาทีในทุกสาขา ใช้พนักงานที่เข้าใจการอบขนมจริงๆ ทำให้ที่ผ่านมาแม้จะขายเดือนละ 100,000 ชิ้น แต่รสชาติและคุณภาพยังคงเหมือนเดิม ลูกค้าจึงรู้สึกมั่นใจและซื้อซ้ำได้ง่าย
อีกปัจจัยสำคัญคือการวางตัวเองเป็น Trend Setter คือการ introduce something new to the market โดยหามิติใหม่ให้กับสินค้าที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ยากเกินไป ผู้บริโภคเห็นแล้วรู้สึกว่าใหม่ แต่เข้าใจรสชาติได้ทันที
แม้จะมีเสียงเรียกจากต่างประเทศ ที่อยากให้ Yolk ไปเปิด แต่ สาริน เผยว่า อยากวางฐานในไทยให้แน่นก่อน เพราะกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายมุมที่อยากไป ไม่ว่าจะเป็น CBD หรือหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, Westville เป็นต้น ซึ่งปีหน้าจะมีโครงการ Yolk on Tour ที่จับมือกับ CPN พาแบรนด์ออกเดินทางไปต่างจังหวัดเป็น Pop-up store เพื่อเรียนรู้ว่าพื้นที่ไหนพร้อมให้ Yolk เติบโตในระยะยาว
[ ปีหน้าจะไม่ใช่แค่ขนมหวาน ]
สาริน ให้คำใบ้ว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ 2 ของ Yolk จะเป็นปีที่แบรนด์ตั้งใจจะเติบโตอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว และที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าคือการเปิดแบรนด์ใหม่ภายใต้ Holiday Pastry ซึ่งคราวนี้จะก้าวออกจากโลกของขนมหวาน ไปสู่ อาหารคาว เป็นครั้งแรก
“มันคือการเดินเข้าสู่สนามใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นตัวท็อป แต่ Yolk ไม่ได้อยากเป็นแค่หนึ่งในนั้น อยากหามิติใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ จะเปิดแบรนด์ใหม่เพียงปีละ 1 แบรนด์ พราะการสร้างแบรนด์ก็เหมือนการมีลูก ปีละคนพอ เพื่อกระจายความเสี่ยง”
[ เกมถัดจากนี้ ของฝากจากกรุงเทพฯ ]
สาริน เล่าว่า ที่ผ่านมา เราเริ่มสังเกตเห็นภาพกล่องสีส้มของ Yolk ที่ถูกหิ้วขึ้นเครื่องบินไปพร้อมผู้โดยสาร คล้ายกับ Krispy Kreme หรือ Emily's เส้นหมี่ไก่ฉีก ที่ใครไปเที่ยวก็ต้องหิ้วกลับบ้าน ความรู้สึกนั้นกำลังเกิดขึ้นกับทาร์ตไข่ของ Yolk เช่นกัน
ถ้าในอดีตใครไปญี่ปุ่นต้องหิ้ว Tokyo Banana หรือกลับต่างจังหวัดต้องหิ้วกล่อง Krispy Kreme กลับไปด้วย แล้วถ้าวันหนึ่งใครสักคนพูดว่า “ไปกรุงเทพฯ ฝากซื้อ Yolk ด้วยนะ” เหมือนที่เราเคยพูดถึง Krispy Kreme หรือ Tokyo Banana มองว่านั่นแหละคือจุดที่ Yolk ประสบความสำเร็จเรื่องของฝาก ของดีจากกรุงเทพฯ แล้วจริงๆ