ปีที่ผ่านมา ตลาดขนมขบเคี้ยวของไทย แบ่งออกเป็นหลายเซกเมนต์ (ข้อมูลจาก Nielsen IQ) โดยเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นกลุ่มขนมขบเคี้ยวมูลค่า 20,413 ล้านบาท ขณะที่กลุ่ม SEA SNACK (รวมปลาเส้น ปลาหมึก) 2,120 ล้านบาท กลุ่ม POPCORN 192 ล้านบาท และกลุ่มเส้นบุกหม่าล่า 63 ล้านบาท
ท่ามกลางตลาดที่มีขนาดใหญ่นี้ เถ้าแก่น้อยยังคงครองความเป็นผู้นำในกลุ่มสาหร่ายเพียงอย่างเดียว โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก 5 กลุ่มย่อย ได้แก่
1. สาหร่ายทอด (Crispy Seaweed) แปรรูปด้วยการทอดและโรยผงปรุงสูตรเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ Taokaenoi, Taokaenoi Big Sheet, Konomi, Nora
2. สาหร่ายย่าง (Grilled Seaweed) ชุบซอสสูตรพิเศษ แล้วย่างด้วยเตาเฉพาะ มีทั้งแบบซองและแบบแท่ง ได้แก่ Taokaenoi BigRoll, Taokaenoi BigBag, Taokaenoi Wave
3. สาหร่ายอบ (Roasted Seaweed) อบด้วยความร้อนและโรยผงปรุงรส มีทั้งแบรนด์ Taokaenoi และ Nora
4. สาหร่ายเทมปุระ (Tempura Seaweed) ชุบแป้งทอดกรอบ โรยผงรสชาติ ภายใต้ชื่อ Taokaenoi Tempura และ Taokaenoi Hi-Tempura
5. สาหร่าย Topping (Topping Seaweed) สาหร่ายฉีกชิ้นเล็ก คลุกผงปรุงรส เหมาะสำหรับโรยข้าว ซุป หรือเป็นเครื่องเคียง

ช่วงต้นปี จะเห็นว่าเถ้าแก่น้อยเปิดตัว Wow Nut ถั่วลายเสือคั่ว ต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้า GI จากแม่ฮ่องสอน เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รสชาติ คือ รสออริจินัล และ รสเกลือชมพู ราคา 59 บาท ต่อยอดผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายอบมาเป็นถั่วคั่ว จะเห็นว่าพอร์ตสินค้าของเถ้าแก่น้อยกระจายตัวหลากหลาย แต่ยังคงวนอยู่ในทะเลสาหร่ายเพียงอย่างเดียว ต่างจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอื่น ด้วยเหตุนี้ เถ้าแก่น้อยจึงต้องมองหาสินค้าใหม่หรือ “ขาที่สอง” เพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจตลาดสแน็ค
หนึ่งในก้าวสำคัญคือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “SUPER GROOB” ซึ่งเป็นการทำ OEM ขายสินค้าใหม่ที่เจาะตลาด เส้นบุกหม่าล่า ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรสเผ็ดร้อน จัดจ้าน และความแปลกใหม่

โดยวรพงศ์ เกียรติดำรงวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานบริหารรายได้ เถ้าแก่น้อย เผยว่า เพื่อขยายพอร์ต เถ้าแก่น้อยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อ SUPER GROOB จะถูกวาง Positioning และ Pricing ในระดับ Value for Money คืออร่อย เข้าถึงง่าย และคุ้มค่ากับราคา พร้อมเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
ตลาดเส้นบุกหม่าล่าปีที่ผ่านมาเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 1,000% โดยมีผู้เล่นที่หลายคนคุ้นชื่อคือ “หมึกกรุบ” ที่ทำให้กลุ่มสินค้านี้ถูกจับตามองทันทีว่าอาจเป็น New S-Curve ของตลาดสแน็คไทย การที่เถ้าแก่น้อยเลือกเข้ามาในสนามนี้ จึงสะท้อนถึงการอ่านเกมขาด และต้องการสร้างโอกาสใหม่ในตลาดที่ยังมีช่องว่างให้เติบโตสูง
แน่นอนว่า สาหร่ายยังคงเป็นขาหลักของเถ้าแก่น้อย แต่ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันรุนแรง การมีเพียงขาเดียวไม่พออีกต่อไป การสร้างขาที่สอง อย่าง Wow Nut ถั่วลายเสือคั่ว หรือ SUPER GROOB และการขยายสู่สินค้ากลุ่มใหม่ๆ ไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ยังเป็นการเสริมแรงขับเคลื่อนใหม่ที่จะทำให้เถ้าแก่น้อยเดินหน้าเป็นผู้นำตลาดสแน็คในภาพรวม ไม่ใช่แค่ผู้นำตลาดสาหร่ายเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ใน Oppday ไตรมาส 2/2025 ของเถ้าแก่น้อย ยังมีรายละเอียด Domestic อื่นๆ ดังนี้

[ สาหร่ายโรยข้าว ฮีโร่ใหม่ และ New S-Curve ]
หนึ่งในความพยายามล่าสุดคือการดันสาหร่ายโรยข้าว (Topping Seaweed) ให้เป็นฮีโร่โปรดักต์ โดยวรพงศ์ เผยว่า “เราจะมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเบอร์ใหญ่ของวงการ เพื่อมากระตุ้นตลาดสินค้าตัวนี้ เรามั่นใจว่าท็อปปิ้งจะเป็น New S-Curve ให้กับเรา และในครึ่งปีหลังจะมีการกระตุ้นตลาดอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านงบประมาณการตลาด และการผลักดันยอดขายจากสินค้าตัวใหม่นี้”
[ JV กับเมเจอร์ป๊อปคอร์น ความพยายามสร้างธุรกิจนอกสาหร่าย ]
อีกก้าวสำคัญคือการตั้งบริษัทร่วมทุน ทีเคเอ็น แอนด์ เมเจอร์ ป๊อปคอร์น จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้เถ้าแก่น้อยได้ทำ OEM ป๊อปคอร์นวางขายในร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้ว ความสัมพันธ์นี้จึงขยับสู่การเป็น JV อย่างเต็มรูปแบบ
โดยเถ้าแก่น้อยรับผิดชอบทั้ง การผลิต การตลาด และการขาย ส่วนเมเจอร์ป๊อปคอร์นส่งเสริมในด้านแบรนด์และเครือข่าย มีเป้าหมายขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าเถ้าแก่น้อยกำลังขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจสแน็คอื่นๆ ที่ไม่ใช่สาหร่าย เพื่อสร้าง New Business Segment ในอนาคตเพิ่มขึ้น
[ Synergy กับ “เจ้าสัว” และ “พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง” ]
อีกหนึ่งความร่วมมือกับ “เจ้าสัว” ร่วมมือกันทั้งด้านการผลิตสินค้า การกระจายสินค้า และการทำโปรโมชั่นร่วมกัน โดยอาศัยความแข็งแรงของแบรนด์และเครือข่ายกระจายสินค้าของทั้งสองฝ่าย ความร่วมมือนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัท
และความร่วมมือกับ พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน โดยเฉพาะการจับคู่สาหร่ายท็อปปิ้งของเถ้าแก่น้อยกับ ทาโร่ ซึ่งผ่านการทดสอบตลาดแล้ว และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี ความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมการขยายตลาดในเซกเมนต์ที่แต่ละฝ่ายมีจุดแข็ง
นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์สาหร่ายและสแน็ค เถ้าแก่น้อยยังลงทุนในธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารผ่านบริษัทในเครือ (TKNRF) ได้แก่
- ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ ร้านค้าจำหน่ายขนมและของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
- ร้าน Bomber Dog แฟรนไชส์ Food Kiosk ขายฮอทด็อกสูตรพิเศษ โรยผงและซอสเฉพาะ
- ร้าน 71 หมูกระทะ ธุรกิจร้านอาหารที่เถ้าแก่น้อยร่วมกับ 71 Mookata และเป็นแฟรนไชซีเพียงรายเดียว และเริ่มขยายสาขา 2 ที่ “บรรทัดทอง”
สุดท้าย BrandAge Online ชวนดูกำไรครึ่งปีแรกของเถ้าแก่น้อยมีกำไรสุทธิ 184.9 ล้านบาท ลดลง 67.1%จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ชะลอตัว ประกอบกับ ต้นทุนสาหร่ายปี 2567 ที่สูงที่สุดในรอบ 30ปี ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายลดลง