ถ้าคุณเคยดูซีรีส์ S Line คงจำได้ว่ามี “เส้นสีแดง” เหนือหัวตัวละคร ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์และความลับบางอย่าง เส้นนั้นไม่ได้บอกแค่ใครรักใคร แต่ยังทำให้เราอยากรู้ว่าเบื้องหลังจริงๆ คืออะไร โลกของธุรกิจก็มีเส้นแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ใช่เส้นความรัก แต่คือ “เส้นดาต้า” ที่คอยเชื่อมลูกค้ากับแบรนด์
ลองจินตนาการเหมือนกันกับชีวิตจริง แต่เปลี่ยนจากคนเป็นแบรนด์ และจากความสัมพันธ์เป็นข้อมูลการซื้อของเรา ทุกครั้งที่คุณซื้อกาแฟ สั่งรองเท้าออนไลน์ หรือคลิกดูสินค้าบนแอปเสื้อผ้า มีเส้นแดงลับๆ เชื่อมคุณกับแบรนด์ เส้นนั้นบอกว่า “นี่คือสิ่งที่คุณชอบ นี่คือสิ่งที่คุณเลือก และนี่คือโอกาสที่แบรนด์เข้าใจคุณมากขึ้น”
ในโลกธุรกิจวันนี้ เส้นดาต้าไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่เป็นพลังของแบรนด์ หากใช้ถูกต้องเส้นเหล่านี้สามารถสร้างประสบการณ์ตรงใจลูกค้าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ตัดสินใจเพียงจากความรู้สึกหรือประสบการณ์ผู้บริหาร แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลจริง Data ช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าในระดับลึก ตั้งแต่พฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงแนวโน้มอนาคต
แบรนด์ที่ใช้ดาต้าเป็นจึงไม่ตัดสินใจแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เหมือนการยิงธนูที่มีเป้าชัดเจน รู้ว่าควรเล็งตรงไหน ยิงเมื่อไร และต้องใช้ลูกธนูแบบไหน ดาต้าช่วยให้เห็นว่าใครเป็นลูกค้าประจำ ใครเริ่มสนใจสินค้าใหม่ ใครช้อปหนัก ใครช้อปเบา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มโอกาสขายได้อย่างแม่นยำ
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Tops ที่อัปเกรดเป็น Tops Food Hall ซึ่งไม่ได้แค่เปลี่ยนเพราะหน้าตาร้าน แต่ขับเคลื่อนด้วยดาต้าล้วนๆ ตั้งแต่พฤติกรรมการซื้อ กำลังซื้อ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงความสนใจในสินค้าพรีเมียม ข้อมูลจาก The1 และเครือเซ็นทรัลถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อวางกลยุทธ์การตลาดและการขายอย่างตรงจุด
สำหรับปี 2025 ท็อปส์เดินหน้าอัปเกรดประสบการณ์ช้อปปิ้งด้วยการปรับโฉม ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ แล้วรวม 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรับ พระราม 9 เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ
การอัปเกรด “ท็อปส์” สู่ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับรูปแบบร้านค้า แต่คือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงลึก (data-driven) เราดูโปรไฟล์ (Profile) ลูกค้า พฤติกรรมผู้บริโภค(Customer Behaviors) กำลังซื้อ (Purchasing Power) พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าพรีเมียม, ประเภทสินค้าขายดี ตลอดจนข้อมูลจาก ผู้ใช้งาน The1 ทั้งของท็อปส์ ครอบคลุมไปจนถึงลูกค้าในเครือ รวมถึงพิจารณาจากข้อมูลของแผนกพัฒนาธุรกิจ เพื่อดูว่าจำนวนกลุ่มเป้าหมายใจพื้นที่ใกล้เคียง สอดรับกับโมเดลที่เราจะไปหรือใหม่
หลังจากการปรับโมเดลจากท็อปส์ เป็นท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ต่อไปก็จะเป็น ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่ดุสิตธานี เปิดตัวในวันที่ 4 กันยายน นี้ สำหรับการปรับโฉมที่ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ มีไฮไลท์พิเศษอะไรบ้าง
• ออกแบบประสบการณ์ให้ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ เป็น Food Destination ที่สามารถแวะเวียนมาใช้บริการได้ตลอดทั้งวัน
• เพิ่มสินค้านำเข้าหลายรายการ สินค้าใหม่ และสินค้าเอ็กคลูซีฟจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
• นำเสนอสินค้าผ่านรูปแบบ 16 Room Concept ที่เชื่อมโยง 16 Wonders หรือ 16 โซนเอกลักษณ์เข้าด้วยกัน โดยแต่ละโซนมีดีไซน์ Mood and Tone เฉพาะตัว ช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าค้นหาและยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งให้สนุก เพลิดเพลิน และสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ละ Room Concept จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเรื่องการเลือกสินค้าตามความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล
• มีการจัด Discovery Zone เปิดพื้นที่พิเศษเสมือนเป็นหน้าต่างของร้าน ดึงดูดความสนใจของลูกค้าด้วยอีเวนต์สุดครีเอทีฟ ไฮไลต์สินค้าจากทั่วทุกมุมโลกหมุนเวียนกันไป เพื่อสร้าง happening กระตุ้นความสนใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
• โซน Take away อาหารปรุงพร้อมทานสำหรับซื้อกลับบ้านพร้อมทานได้เลย
• นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังรายล้อมด้วยร้านค้าแนะนำชื่อดังระดับ Michelin และร้านเด็ดร้านดัง พร้อมเมนูสุดพิเศษและมุมสำหรับนั่งจิบไวน์และลิ้มรสอาหารคุณภาพในบรรยากาศชิลล์ ๆ ในลุคใหม่ของ ที่ TOPS Eatery ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบมาให้เชฟจาก TOPS Eatery ใช้ทำและปรุงให้พร้อมทานได้ทันที
• นอกเหนือจากสินค้าและการให้บริการแบบเหนือระดับผ่านช่องทางออฟไลน์แล้ว ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ยังให้บริการคู่ขนานบนแพลตฟอร์มออมนิแชแนล (Omnichannel) เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ ด้วยบริการต่าง ๆ อาทิ บริการ Personal Shopper ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวที่พร้อมดูและแบบใกล้ชิด และให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ พร้อมคัดสรรสินค้าให้ตรงใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครบถ้วน
การออกแบบประสบการณ์ใหม่ของท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ คิดบนพื้นฐานบนความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ลูกค้าช้อปปิ้งใกล้บ้านมากขึ้น ต้องการความสะดวกมากขึ้น วันนี้ เราจึงได้ยกระดับท็อปส์ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ สู่ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ เพื่อให้คนในโซนนอกเมืองสามารถซื้อสินค้าพรีเมี่ยมจากทั่วโลกได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าไปในเมือง ซึ่งผลตอบรับภาพหลังการยกระดับสู่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์พบยอดขายที่เติบโตถึงสองดิจิทในสาขาต่างๆ ที่ใช้โมเดลเดียวกันก่อนหน้านี้
TOPS DAILY กับ Hybrid Model สำหรับ Hybrid Model ของท็อปส์ เดลี่ มีการผสานความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเครือที่หลากหลายเพิ่มเข้าไปกับท็อปส์ เดลี่ มีโมเดลต่างๆ ดังนี้
TOPS DAILY x TOPS WINE CELLAR
• ปัจจุบันมีจำนวน 10 สาขา ขนาด 90 – 230 ตารางเมตร ในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลัก เช่น สมุย, พะงัน, ภูเก็ต, พัทยา และกรุงเทพฯ
• ขยายไลน์กลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์เช่น เบียร์ ไวน์ และสุรา จาก 240 รายการ เพิ่มขึ้นเป็น 700 รายการ
• ไวน์พรีเมียมมากกว่า 300 รายการจาก 13 ประเทศ รวมทั้งไวน์พิเศษถึง 200 รายการ ที่คัดสรรโดยตรงจากโรงบ่มไวน์และจัดจำหน่ายเฉพาะโดย TOPS เท่านั้น พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ (Wine Specialist) ที่คอยให้คำแนะนำและช่วยเลือกไวน์ที่เหมาะกับความชอบของลูกค้า
• จัดพื้นที่เป็นโซนพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าที่มาช้อปที่ท็อปส์ เดลี่ ได้รื่นรมย์กับสินค้าคุณภาพหลากหลายรายการและได้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มชั้นเลิศ
• เปิดตัวสาขาแรกที่ ท็อปส์ เดลี่ ลากูน่า วิลเลจ จ.ภูเก็ต โดยเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา
• ท็อปส์ เดลี่ ลากูน่า วิลเลจ สูงกว่ายอดขายที่คาดการณ์ไว้ถึง 37% โดยมีฐานลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงถึง 60%
TOPS DAILY x TOPS WINE CELLAR x The Baker
• มีจำนวน 5 สาขา ขนาดร้าน 170 - 240 ตารางเมตร เพิ่มโอกาสในการเข้าใช้บริการในร้านได้ตลอดวัน ตั้งแต่มื้อเช้าจนมื้อดึก ตั้งอยู่ในพื้นที่โซนที่มีต่างชาติและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อาทิ สมุย, ภูเก็ต, หัวหิน
• นำเสนอ Artisan Bakery มากกว่า 50 รายการ กาแฟ Lavazza และ Soft Serve
• ไลน์กลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์เช่น เบียร์ ไวน์ และสุรา กว่า 700 รายการ จาก 13 ประเทศ
• พร้อมพื้นที่นั่งเพื่อนั่งจิบชากาแฟ หรือไวน์ในมื้อค่ำ
TOPS DAILY x Looks
• ขนากพื้นที่ 240 -270 ตารางเมตร
• ปัจจุบันมี 2 สาขา ที่นนทบุรี และ กรุงเทพ
• เพิ่มสินค้าใหม่ในโซน LOOKS มากกว่า 1,000 รายการ เน้นสินค้าด้านความงามในราคาที่เข้าถึงได้ใกล้บ้าน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ
• โฟกัสพื้นที่ที่อยู่อาศัย (residential areas)
ทุกพื้นที่ที่มีการอัปเกรดจะผ่านการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับใช้ในทุกมิติของการดำเนินงาน และการสร้างประสบการณ์ที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้เป็นแบบ One-size-fits-all อีกต่อไป ต้องปรับไปแต่ละพื้นที่ โดยมีดาต้าที่บ่งบอกความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่
พูดง่ายๆ คือ Tops ไม่ได้เปิดสาขาใหม่ตามสัญชาตญาณ แต่ใช้ข้อมูลลูกค้าจริงมาบอกว่า พื้นที่นี้มีใครอยู่บ้าง กำลังซื้อเป็นยังไง สนใจสินค้าแบบไหน และจะตอบโจทย์ลูกค้าได้มากแค่ไหน นี่คือการตัดสินใจที่มี “เส้นดาต้า” นำทาง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของผู้บริหาร
เส้นดาต้าที่แข็งแรงยังทำให้แบรนด์ “เห็นอนาคต” ได้ เช่น การจับสัญญาณว่ามีกลุ่มลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้น หรือเริ่มมีเทรนด์สินค้าบางอย่างมาแรง การรู้ล่วงหน้าแบบนี้ทำให้แบรนด์ปรับตัวได้เร็วกว่า และอยู่เหนือคู่แข่งเสมอ
ดังนั้น “เส้นดาต้า” ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่คือพลังลับที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ ยิ่งวิเคราะห์และใช้ถูกต้อง ความสัมพันธ์นี้ก็ยิ่งแข็งแรง และกลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้จริง
ท้ายที่สุด ก็เหมือนในซีรีส์ที่เส้นแดงคอยเผยความจริงเบื้องหลังความสัมพันธ์ของแต่ละคน ความจริงของธุรกิจก็ไม่ต่างกันเลย แบรนด์ที่ใช้ดาต้าอย่างฉลาดจะเห็นภาพชัดว่า ลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร และอยากให้แบรนด์อยู่เคียงข้างในแบบไหน เส้นนั้นแหละคือพลังที่จะพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในยุคที่ Customer First คือกติกาสำคัญที่สุด