เนสเพรสโซ (Nespresso) ผู้นำด้านกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลระดับพรีเมียม เผยตัวเลขน่าสนใจที่สะท้อนให้เห็นว่าในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคยุคใหม่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการด้วยเหตุผลที่มากกว่า “คุณภาพ” หรือ “รสชาติ” แต่การดำเนินงานด้านความยั่งยืนหรือสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ชาวไทยกว่า 85% ที่ยินดีจ่ายในราคาที่สูงกว่า หากแบรนด์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 65% และหากมองถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยกับเรื่อง Recycle คุณอมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด เนสเพรสโซ ประเทศไทย มองว่าเป็นเรื่องที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ยืนยันได้จากตัวเลข Recycle Rate ของประเทศไทยที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างมีนัยสำคัญ จาก 34.5% ในปี 2566 ขึ้นมาเป็น 38.6% ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 4-5% เนสเพรสโซ ประเทศไทย จึงเชื่อว่าคนไทยมีพื้นฐานกับเรื่อง Recycle ทั้งในแง่ของความเข้าใจ การตระหนักรู้ และรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว
ในขณะที่ คุณอีลิส ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เนสเพรสโซ ประเทศไทย เสริมว่า เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะกว่า 30 ปีที่ผ่านมาเนสเพรสโซริเริ่มโครงการ Recycle แคปซูลในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม ไปจนถึงโครงการ AAA Sustainable Quality™ ในปี 2546 ที่ทำงานกับเกษตรกรกว่า 168,550 รายใน 18 ประเทศ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างความเป็นธรรมด้านราคากาแฟ ส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ


ตลอดจนการได้รับการรับรอง B Corp ในปี 2565 จาก B Lab องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ซึ่งมีเกณฑ์การประเมินกว่า 200 ข้อ เพื่อให้แน่ใจว่าแบรนด์ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ผลกำไร แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมชุมชน และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง รวมถึงการความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจด้วย
ปีนี้เนสเพรสโซต้องการถ่ายทอดแรงบันดาลใจและความตั้งใจในทุกแก้วกาแฟ ผ่านแคมเปญ “My Cup of Purpose” ชวนคอกาแฟดื่มด่ำกับช่วงเวลา “Me Moments” ในทุกวันให้เป็นมากกว่าช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมในการดูแลโลกด้วยการเดินหน้าส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้วจาก 25% ในปัจจุบัน ให้เพิ่มขึ้นเป็น 27% ภายในปี 2025 สำหรับประเทศไทย และสูงกว่า 50% ภายในปี 2030 สำหรับการรีไซเคิลแคปซูลระดับโลก ถือเป็นหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนในระยะยาว

“แคมเปญ My Cup of Purpose มุ่งทำให้ทุกแก้วกาแฟไม่เพียงสร้างความสุขส่วนตัว แต่ยังเป็นการกระทำที่มีคุณค่า เราอยากชวนผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการดูแลโลก ผ่านวิธีง่าย ๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง” คุณอีลิส ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เนสเพรสโซ ประเทศไทย เปิดเผย

ที่ผ่านมา
เนสเพรสโซดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านเสาหลัก 3 ด้าน คือความใส่ใจต่อการหมุนเวียน (Circularity) ความใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate) และความใส่ใจต่อชุมชน (Community) สะท้อนให้เห็นความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่เมล็ดกาแฟสู่แคปซูลกาแฟที่ส่งต่อไปยังผู้บริโภค ต่อยอดไปจนถึงกระบวนการ Second Life ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของเนสเพรสโซ ที่นำแคปซูลกาแฟใช้แล้วกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริง เช่น มีการร่วมมือกับแบรนด์เครื่องเขียนจากสวิตเซอร์แลนด์
Caran d'Ache หรือแบรนด์จักรยาน
Vélosophy จากสวีเดน
อย่างไรก็ตาม
เนสเพรสโซ ประเทศไทยต้องการให้ผู้รักการดื่มกาแฟได้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผ่านแนวทาง Circularity อย่างสะดวกสบาย โดยผ่านการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้วเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการ Recycle ที่จุด Drop Point ซึ่งเข้าถึงง่าย เช่น เนสเพรสโซบูติก 8 สาขา จุดขายในห้างสรรพสินค้ากว่า 50 แห่ง การส่งคืนทางไปรษณีย์ได้ ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และบริการรับที่บ้านเมื่อสั่งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมส่งต่อแคปซูลกาแฟให้พันธมิตรท้องถิ่นอย่าง
บริษัทวงษ์พาณิชย์ ในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้มั่นใจว่าแคปซูลทุกชิ้นที่ลูกค้าได้ดื่มจะถูกรวบรวมและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ขณะที่กากกาแฟที่ใช้แล้วยังถูกแปรรูปเป็นปุ๋ย เพื่อนำส่งต่อให้เกษตรกรที่ทำไร่ในจังหวัดพิษณุโลก

“เราอยากให้ความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องที่กลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าลูกค้าจะสะดวกแบบไหน เราออกแบบช่องทางรีไซเคิลให้ครบถ้วน เพื่อให้การดูแลโลกไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้จริง” คุณอมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด เนสเพรสโซ ประเทศไทย กล่าว
ด้านความคาดหวังกับแคมเปญ "My Cup of Purpose" คุณอีลิส อธิบายว่า ก่อนเริ่มแคมเปญมีการศึกษาตลาดและผู้บริโภคในประเทศไทยแล้วพบว่าในประเทศไทยมีคนใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน จึงต้องการเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ด้านความยั่งยืนนี้เข้ากับแบรนด์ผ่านการดื่มด่ำกาแฟ 1 แก้ว เพื่อให้ทุกแก้วที่ผู้บริโภคดื่มมีความหมายมากกว่าคุณภาพและรสชาติ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่จุดประสงค์ที่ใหญ่กว่าในด้านของยั่งยืน เรียกได้ว่าเป็น Small Action, Big Impact หรือ การกระทำเล็ก ๆ แต่ส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

ในอนาคตความสำเร็จของ "My Cup of Purpose" อาจไม่ได้วัดจากจำนวนแคปซูลที่ถูกส่งกลับเพียงอย่างเดียว แต่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคต่อคำว่า “ความยั่งยืน” ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ผลลัพธ์ที่ได้คือการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ รวมถึงการสร้าง “คุณค่าร่วม” ที่ผู้บริโภครู้สึกมีส่วนร่วมกับแบรนด์อย่างเป็นรูปธรรม