ปัจจุบันโลกเผชิญกับปัญหามากมายทั้งเศรษฐกิจถดถอย ภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน สงครามการค้า สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อาชญากรรมไซเบอร์ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้บริบทของนวัตกรรมยิ่งทวีความสำคัญขึ้นในฐานะทางออกสำหรับปัญหาเหล่านี้
แน่นอนว่า หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในฐานะองค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ จำเป็นต้องปรับสปีดการทำงานตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วผ่านกลไกต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็น “Focal Conductor” หรือผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมที่เชื่อมโยงเครือข่าย และประสานการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดกิจกรรมทางด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนวัตกรรมไทย รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนิลมังกรถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ NIA พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยผลักดันและยกระดับธุรกิจนวัตกรรมท้องถิ่นจากภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นรุ่นที่ 3 และยังคงมุ่งเน้นการดึงจุดแข็งจากอัตลักษณ์ วัตถุดิบในท้องถิ่น และภูมิปัญญาในแต่ละภูมิภาคมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการในมิติต่างๆ
“นิลมังกรไม่ได้เป็นเพียงโครงการ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เอื้อให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศที่ NIA สร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค รวมถึงภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรม หอการค้า หรือสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อร่วมกันสร้างฮีโร่ท้องถิ่นหน้าใหม่จาก “พลังนวัตกรรม x คอนเทนต์”
เพราะนอกจากการบ่มเพาะให้ความรู้ผู้ประกอบการแล้ว NIA ยังจัดทำ “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้” เป็นรายการทีวีรูปแบบสาระบันเทิง (Edutainment) ที่ต้องการนำเสนอให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการสร้างธุรกิจนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจชุมชน และสตาร์ตอัปจำนวน 20 ทีมสุดท้ายที่มีนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่โดดเด่นจาก 4 ภูมิภาค ได้แสดงศักยภาพทางธุรกิจนวัตกรรมให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ผลจากการดำเนินงานของนิลมังกรรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการแบรนด์นวัตกรรมไทยกว่า 40 ราย เฉลี่ย 3.4 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 530 ล้านบาทและสามารถต่อยอดการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการด้วยการคว้า 3 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ และ 15 รางวัลจากการประกวด 7 Innovation Awards รวมถึงได้รับการต่อยอดการลงทุนร่วมอีกมากมาย โดยมีตัวอย่างของความสำเร็จ ได้แก่
ผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากมันสำปะหลัง Hide & Seek โดยบริษัท เวลตี้ ม็อกกี้ อินโนเวชั่น จำกัด แชมป์นิลมังกรรุ่นที่ 1 มีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 50 เท่า ภายในระยะเวลา 2.5 ปี ได้รับการร่วมทุนจากกลุ่มนักลงทุนอิสระและสามารถนำผลิตภัณฑ์ส่งออกไปยัง 16 ประเทศทั่วโลก
ผลิตภัณฑ์ชุดหุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยบริษัท อีซี่คิดส์ โรโบติกส์ จำกัด แชมป์นิลมังกรรุ่นที่ 2 มีรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 8.82 เท่า ภายในระยะเวลา 1 ปี สามารถสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านการเขียน/พัฒนาโปรแกรมรวมแล้วกว่า 12,500 ราย รวมถึงมีการต่อยอดร่วมงานกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ
ทั้งนี้ NIA ตั้งเป้าหมายว่าโครงการนิลมังกรรุ่นที่ 3 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้ผู้ประกอบการแต่ละรายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3-5 เท่า แต่สิ่งที่มีความหมายมากกว่าเม็ดเงินด้านเศรษฐกิจ คือคอมมูนิตี้ที่ NIA พยายามสร้างครอบครัวนิลมังกรจากรุ่นสู่รุ่น เกิดพลังความช่วยเหลือเกื้อกูลต่อยอดให้เติบโตไปด้วยกัน
อย่างไรก็ดี NIA ยังสร้างภาคีเครือข่ายกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้ที่แข็งแกร่ง โดยในส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ มีการจับมืออย่างเหนียวแน่นกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากมีหมุดหมายที่คล้ายคลึงกัน

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาให้เป็น “มหาวิทยาลัยแห่งผู้ประกอบการ” (Entrepreneurial University) ที่ไม่เพียงผลิตบัณฑิตคุณภาพ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และระดับโลก
ตลอดมาจึงผลักดันนโยบายที่มุ่งเน้น “นวัตกรรมเพื่อสังคม” (Social Innovation) และ “นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ผ่านการส่งเสริมการวิจัยแบบบูรณาการ การพัฒนา Startup และ Spin-off Company จากงานวิจัย รวมถึงการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย ที่เปิดกว้างให้นักศึกษา นักวิจัย และภาคธุรกิจได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์ความรู้ใหม่อย่างมีพลัง
“NIA นับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำงานร่วมกันอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิด Innovation District ให้เกิดศูนย์นวัตกรรมนอกห้องเรียน ดึงผู้ประกอบการ นักวิชาการ ชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมจริง ใช้เทคโนโลยี–ข้อมูล–ฝึกอบรม และสร้างแพลตฟอร์มเกษตรอัจฉริยะที่สัมผัสใช้ได้จริงในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับเป้าหมายมหาวิทยาลัยแห่งผู้ประกอบการ และยุทธศาสตร์ BCG ของชาติอย่างครบถ้วนที่สุด”
ที่สำคัญจุดยืนในการผลักดันนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยยังสอดคล้องกับจุดประสงค์ของโครงการนิลมังกรที่ต้องการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งในด้านนวัตกรรมเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ และโครงการนี้ยังมีส่วนช่วยให้มหาวิทยาลัยได้พัฒนาตัวเองในการนำความต้องการหรือโจทย์ของผู้ประกอบการไปต่อยอดเกิดเป็นผลงานวิจัยใหม่ นับเป็น Win-Win ให้ทุกคนชนะไปด้วยกัน เพื่อสังคมไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง
4 คนเลี้ยงม้า Groom to Grow
ติดปีกผู้ประกอบการเป็นนิลมังกร

ผศ.ดร.ลลิตา โกศการิกา
ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายบริหารจัดการแบรนด์ และผู้อำนวยการศูนย์ BrandKU มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โครงการนิลมังกร ถือเป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์ BrandKU กับ NIA ที่ช่วยกันขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการนิลมังกรมาต่อยอด Scale Up ทางธุรกิจและบ่มเพาะนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ นอกจากนี้ ศูนย์ BrandKU ยังร่วมออกแบบโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในตัวสินค้าด้วยการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุดอีกหลายโครงการในอนาคต
ที่ผ่านมา โครงการนิลมังกรรุ่น 1 และรุ่น 2 ได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในพื้นที่ โดยเฉพาะการปลุกความตระหนักรู้คุณค่าด้านนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมองเห็นว่าตัวเองมีศักยภาพในการเปลี่ยนธุรกิจดั้งเดิม ให้กลายเป็นธุรกิจนวัตกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่หรืออยู่ในเมือง
แต่สำหรับรุ่นที่ 3 มีความแตกต่างชัดเจน คือผู้เข้าร่วมมีพื้นฐานความรู้และประสบการณ์จากรุ่นก่อนหน้า จากการติดตามรายการนิลมังกร The Reality ซึ่งหลายรายเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น 1–2 และจากจุดนี้เราเห็นความพร้อมในการพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจนวัตกรรมมากขึ้น เช่น การสร้างเครือข่ายดิจิทัล การใช้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า หรือการพัฒนา Supply Chain ร่วมกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
กล่าวได้ว่า “นิลมังกร 3” คือรุ่นที่เริ่มลงมือจริงและต่อยอดชัดเจนในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่โครงการฝึกอบรม แต่เป็นกระบวนการสร้างผู้ประกอบการที่มองเห็น “นวัตกรรมในตัวตน” พัฒนาเป็นแบรนด์ที่ลูกค้ามีความเชื่อมั่น และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ปภากร พิทยชวาล
ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2
อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 มีบทบาทในการบ่มเพาะและสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่โดยใช้กลไกของอุทยานฯ หรือกองทุนต่างๆ สนับสนุนกลุ่มต่างๆ ดังกล่าว พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริมนักศึกษาที่มีไอเดียสร้างสรรค์ปั้นธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนผ่านแพลตฟอร์มการบ่มเพาะ ตั้งแต่สร้างความเข้าใจกระบวนการทำธุรกิจ แผนธุรกิจ และล่าเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งโครงการนิลมังกรก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น
“ในขณะที่รายการนิลมังกร The Reality เป็นหนึ่งใน Value Chain ในด้านการสนับสนุนทางการตลาด ที่เราพยายามหาเวทีให้ผู้ประกอบการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเรามองว่าเป็นกิจกรรมที่มีอิมแพ็คมาก เพราะเป็นรายการโทรทัศน์ ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ และผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการออกเป็นซีรีส์”
จากโครงการนิลมังกร ซีซั่น 1 มาถึงซีซั่น 2 เป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้ประกอบการมาแล้ว พอมาถึงซีซั่น 3 เห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมมากขึ้น โดยมีความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะนำเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์

ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ
รองผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. (STeP) มีจุดเด่นในด้านเทคโนโลยี และมีความเชี่ยวชาญในการนำงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์และกระบวนการ Commercialization เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดได้สำเร็จ โดยในภาพใหญ่จะดูแลผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม คือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว กลุ่มนี้มีหลายขนาด สำหรับรายเล็กหรือที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจจะเข้าไปแก้ไขปัญหาธุกิจและสร้างโอกาสใหม่ๆ โดยนำโปรแกรมต่างๆ และเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์เพื่อต่อยอดธุรกิจ
สำหรับโครงการนิลมังกร นอกจากเข้ามาช่วยขัดเกลาผู้ประกอบการได้มองเห็นแนวทางการทำตลาดและสร้างแบรนด์ ซึ่งช่วยทำให้นวัตกรรมโดดเด่นยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้แบรนด์เป็นที่รับรู้ในวงกว้างผ่านรายการนิลมังกร The Reality ซึ่งแบรนดิ้งเป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นจุดอ่อนสำหรับผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ ดังนั้นหากผู้ประกอบการเข้าใจวิธีและกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ดีก็จะเป็นกุญแจอีกหนึ่งดอกที่ทำให้เกิดความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด
โครงการนิลมังกรยังมีบทบาทในการสร้างความตื่นตัวให้ผู้ประกอบการภาคเหนือให้ความสำคัญกับนวัตกรรม พิสูจน์ได้จากจำนวนผู้เข้าสมัครโครงการนิลมังกร ซีซั่น 3 ที่มีมากกว่า 120 ราย เกินกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้สาเหตุมาจากผู้เข้าสมัครเหล่านี้เห็นความสำเร็จของผู้เข้าโครงการนิลมังกร ซีซั่น 1 และ 2 มียอดขายเติบโต และยังได้แอร์ไทม์จากรายการนิลมังกร The Reality ด้วย

ผศ.คำรณ พิทักษ์
ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ในฐานะที่เป็นต้นน้ำในด้านองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วางบทบาทเป็นตัวเชื่อมนำนวัตกรรมไปยังผู้ประกอบการในสองมิติ กล่าวคือ นำองค์ความรู้นวัตกรรมที่มีอยู่แล้วไปปลั๊กอินกับผู้ประกอบการ และนำโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการที่มีการตลาดเป็นตัวตั้งไปสื่อสารกับนักวิจัยกลับเข้ามาสู่การแก้ปัญหาผ่านการงานวิจัยร่วมหรือวิจัยเพิ่มเติม
ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเท่านั้น แต่ยังดูแลในส่วนกลางน้ำและปลายน้ำ โดยออกแบบแพลตฟอร์มสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยมาเจอกัน ผ่านแผนงานจัดหลักสูตรฝึกอบรม การบ่มเพาะ และโปรแกรมจากภาครัฐเข้าไปช่วย เพื่อให้เอกชนมีศักยภาพเพิ่มขึ้นทั้งด้านความรู้และเงินทุนสนับสนุนรวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยให้เข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐาน
นี่คือระบบนิเวศที่อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พยายามสร้างขึ้น รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง NIA ที่ผนึกกำลังกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่โครงการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) หนึ่งในกลไกการให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการต่อยอดนวัตกรรม และเติมเต็มในสิ่งที่ขาดด้วยวิทยากรและพี่เลี้ยงมากประสบการณ์ ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีพัฒนาการที่ดีขึ้นกลับไปแน่นอน ผลลัพธ์คือยอดขายที่เติบโตเช่นเดียวกับผู้ร่วมโครงการนิลมังกร รุ่น 1 และรุ่น 2 ที่พิสูจน์มาแล้วว่าเติบโตเป็น 10 เท่าตัว นิลมังกรจึงไม่ใช่เวทีแห่งการล่ารางวัล แต่เป็นเวทีแห่งโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น