ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ทุกคนในสังคมกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน มลภาวะทางอากาศ หรือขยะพลาสติกที่สะสมในระบบนิเวศ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายธุรกิจเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขได้อย่างไร”
สำหรับ ทาโร แบรนด์ขนมขบเคี้ยวที่ต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้นเพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ความจำเป็นทางธุรกิจได้กลายมาเป็นจุดตั้งต้นของความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ใช้เวลาย่อยสลายนาน และระบบจัดการขยะในบ้านเราเองยังไม่สมบูรณ์พอ สิ่งนี้จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทไม่อาจมองข้าม

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ เคยถามในองค์กรว่า “จะทำยังไงให้สิ่งที่เราขาย ไม่กลายเป็นปัญหาสังคม”
และนี่คือตัวจุดประกายของโครงการ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ที่มาจากการตระหนักว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรในระบบรีไซเคิล
“เราแบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ นั่นคือบทบาทของเราเองในฐานะผู้ผลิตที่ต้องหาวิธีทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้จริง สองคือการสร้างพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะหากไม่มีการแยกขยะอย่างถูกวิธีต่อเนื่อง ระบบรีไซเคิลก็ไม่เกิดผลเต็มที่”
นี่จึงเป็นที่มาของโครงการที่ตั้งใจจะสร้างวงจรใหม่ ให้ซองบรรจุภัณฑ์ทาโรสามารถกลับเข้าสู่ระบบการจัดการขยะที่ถูกต้อง และในอนาคตยังเปิดกว้างให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ เข้ามาร่วม เพื่อทำให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องปกติของสังคม
เป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 5 ปีข้างหน้า คือการมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคแยกขยะ และสร้างให้พฤติกรรมนี้เป็นวัฒนธรรมที่หยั่งราก ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมชั่วคราว จากจุดเริ่มต้นของทาโร การขับเคลื่อนโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรอื่นๆ เข้ามามีบทบาท

[ ไปรษณีย์ไทย ใช้เครือข่ายขนส่งเปลี่ยนขยะให้กลับมามีค่า ]
ธุรกิจโลจิสติกส์อาจถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งจากกระบวนการขนส่ง มลภาวะทางอากาศ และการใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาลในยุคอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เล่าว่า องค์กรได้บูรณาการหลัก ESG+E ในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ “E” หรือ Circular Economy เราเชื่อว่าถ้าไม่มี “E” การทำ ESG ก็จะไม่สมบูรณ์ เรามองว่า ESG ทุกด้านจะต้องย้อนกลับมาเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนเสมอ
“หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ reBOX ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำกล่องพัสดุที่ใช้แล้วส่งกลับมาที่ไปรษณีย์ จะเห็นว่าธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างมากในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่ตามมาคือบรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาล ทั้งกล่องและซองที่ผู้บริโภคได้รับทุกวัน เมื่อแกะสินค้าเสร็จ กล่องเหล่านั้นจะไปไหนต่อ? นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และเรามีความเชี่ยวชาญในระบบขนส่ง จึงใช้โอกาสนี้ทำให้ของที่เป็น waste กลับเข้ามาในระบบอีกครั้ง”
โครงการไปรษณีย์เชื่อมสุข ดูแลทั้ง value chain ที่เกี่ยวข้องกับ ESG เช่น โครงการ reBOX ที่ส่งไปมากกว่า 500 ตัน ซึ่งถูกนำไปทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นหนังสือ มอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีการจัดการซองพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ให้นำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อลดการเกิดขยะตกค้างในระบบ
การเข้ามาร่วมในโครงการ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” จึงเป็นโอกาสที่ไปรษณีย์ไทยได้ใช้ เครือข่ายการขนส่ง ที่แข็งแรงเป็นกลไกสำคัญ เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับระบบรีไซเคิล และทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงในระดับประเทศ
เมื่อพูดถึงการเดินทางของซองทาโร สิ่งสำคัญคือการสร้างจุดรับที่เข้าถึงง่าย ดร.ดนันต์ อธิบายว่า ประชาชนสามารถนำซองที่ใช้แล้วไปฝากได้ที่ที่ทำงาน ศูนย์รับฝาก หรือสาขาไปรษณีย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซองที่ถูกรวบรวมจะเข้าสู่ระบบการขนส่งอย่างถูกต้อง ก่อนส่งต่อไปยังโรงงาน ข้อมูลของผู้ที่เข้าร่วมยังถูกเก็บเป็นฐานสำหรับการต่อยอด เช่น การพัฒนา ระบบเครดิตหรือสิทธิพิเศษ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมในอนาคต

[ พีทีจี เอ็นเนอยี พลิกธุรกิจพลังงานสู่ความยั่งยืน ]
ขณะที่ธุรกิจพลังงานถูกตั้งคำถามตลอดมาว่าเป็นหนึ่งในต้นเหตุหลักของมลพิษทางสิ่งแวดล้อม พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เลือกจะตอบโจทย์นี้ด้วยการวางกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พีทีจี เล่าถึงโครงการที่พีทีจีทำภายใต้กลยุทธ์ 3Re – Reduce, Reforest, Readjust Portfolio เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและขับเคลื่อนสู่พลังงานสะอาด ปัจจุบันพีทีจีมีสถานีบริการมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มีมากกว่า 300 สาขาที่ทำเรื่อง solar rooftop และตั้งเป้าให้ทุกสถานีใช้พลังงานสะอาด 100% ในอนาคต
การปลูกป่าและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์ไทยปีหน้าจะปลูก 10,000 ไร่ และอีก 5 ปีมากกว่า 300,000 ไร่ เพื่อฟื้นฟูภูเขาหัวโล้นและสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร สิ่งที่พันธุ์ไทยพยายามจะทำเรื่องนี้คือ ทุกผลิต ทุกเมล็ดต้องเกิดที่ประเทศไทย
การจัดการขยะเป็นพลังงาน ตัวอย่างเช่น โครงการที่จังหวัดสงขลา ที่เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดปัญหาขยะล้นประเทศและผลิตพลังงานกลับมาใช้จริง
พิทักษ์ อธิบายว่า แนวทางเหล่านี้ไม่ใช่แค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกว่า ธุรกิจพลังงานต้องไม่ทำลายโลก แต่ควรร่วมมือกันฟื้นฟูและส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป
การเข้าร่วมโครงการ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของพีทีจีในฐานะผู้นำพลังงานที่กำลังขยับสู่ธุรกิจ Non-Oil และใช้การสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

[ SLEEK EV มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ]
หากพูดถึงยานพาหนะของคนไทย แน่นอนว่ามอเตอร์ไซค์คือคำตอบแรกๆ ที่ทุกคนคิดถึง แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) ยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี
กันตินันท์ ตันวีนุกูล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สลีค อีวี จำกัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ SLEEK EV มาจากการมองเห็นโอกาส ที่จะเปลี่ยนการเดินทางประจำวันให้ช่วยลดคาร์บอนจริงๆ หากสามารถทำให้มอเตอร์ไซค์ในประเทศเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าได้เพียง 50% ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมหาศาล เพราะปัจจุบันมอเตอร์ไซค์ปล่อยคาร์บอนประมาณ 5 กรัมต่อกิโลเมตร
SLEEK EV ตั้งเป้าช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาพรวมของโลก เพราะวันนี้การปล่อยคาร์บอนทั่วโลกสูงถึง 51,000 ล้านตันต่อปี ไม่มีองค์กรใดแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
การเข้าร่วมในโครงการ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” จึงเป็นอีกหนึ่งก้าว ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเริ่มจากการเลือกบริโภค การแยกขยะ หรือแม้แต่การสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าในอนาคต

อีกหนึ่งเสียงสะท้อนที่สำคัญในแคมเปญนี้ มาจาก “ท็อป-พิพัฒน์” และ “นุ่น-ศิรพันธ์” ผู้บุกเบิกธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย ที่มองเห็นพลังของ ผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
พิพัฒน์ เล่าว่า งานวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้บริโภคราว 70% ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และพร้อมจะจ่ายแพงกว่า ) ตัวอย่างเช่น ถ้ามีสินค้าราคาปกติ 100 บาท แต่ถ้ามีสินค้าที่ช่วยชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมราคา 120 บาท ผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็พร้อมจะเลือกจ่าย 120 บาท เพราะเขารู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมช่วยสังคม
“นี่จึงทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่มีความยั่งยืน รวมถึงพยายามปรับไลฟ์สไตล์ของตนเองให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ผมมองว่าทุกวันนี้การสื่อสารเรื่องเหล่านี้ง่ายขึ้นมาก ต่างจากหลายปีก่อน ที่ตอนนั้นพูดถึงสิ่งแวดล้อมทีไร คนก็ยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้นมาก”
แต่ความท้าทายคือ การดึงดูดคนทั่วไปที่ยังรู้สึกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไกลตัว วิธีการที่ตอบโจทย์คือ Gamification หรือการสร้างแรงจูงใจผ่านเกม ซึ่งในบริบทไทยอาจสื่อสารง่ายๆ ว่าเกมชิงรางวัล ที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์จริง การทำให้แคมเปญเป็นมากกว่าการบอกเล่า แต่กลายเป็นการเล่นที่ทุกคนอยากเข้าร่วม คือหัวใจของความสำเร็จ
ทั้งพิพัฒน์ และศิรพันธ์เชื่อว่า หากแต่ละองค์กรดึงเอาความถนัดของตัวเองมาใช้ เช่น โลจิสติกส์ของไปรษณีย์ไทย พลังงานสะอาดของพีทีจี หรือเทคโนโลยี EV ของ SLEEK EV และต่อยอดด้วยการสื่อสารที่สร้างแรงบันดาลใจ จะสามารถเปลี่ยนโครงการนี้จาก CSR ปกติ ให้เป็นขบวนการขับเคลื่อนสังคม ที่มีพลังจริง

[ บทบาทการทำงาน เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงาน ]
หนึ่งในโจทย์ท้าทายที่สุดของโครงการคือการจัดการกับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่แม้จะมีคุณสมบัติจำเป็นต่อการเก็บรักษาอาหาร แต่ก็สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อถูกทิ้งไปโดยไร้ระบบรองรับ
รังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า การแก้ปัญหาพลาสติกต้องมองแบบ ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตเชื้อเพลิงทดแทน
ที่ผ่านมาได้มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำให้ระบบจัดการพลาสติก มีต้นทุนที่เหมาะสมและใช้ได้จริงในสังคม ขณะเดียวกัน การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้การจัดการพลาสติกกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
อีกฟันเฟืองสำคัญคือ บริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด ที่เข้ามารับบทในการเปลี่ยนซองพลาสติกให้กลายเป็นพลังงานเชิงอุตสาหกรรม หรือ Refuse Derived Fuel (RDF) โดยจะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในโรงงานซีเมนต์ และในโรงไฟฟ้าที่สามารถรองรับเชื้อเพลิงลักษณะนี้ได้
รังสรรค์อธิบายว่า ขั้นตอนเริ่มจากการคัดแยกซองพลาสติก เมื่อคัดเสร็จแล้วจะต้องนำเข้าสู่เครื่องจักรที่ทำให้ชิ้นพลาสติกมีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถป้อนเข้าสู่เตาได้สะดวก จากนั้นนำไปเผาในอุณหภูมิสูงเกือบ 1,000 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน และนำไปผลิตไฟฟ้าได้
ข้อดีของ RDF คือช่วยลดปริมาณพลาสติกที่ย่อยสลายยาก ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะเดียวกันยังสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวัสดุเหลือใช้ที่ก่อนหน้านี้มักถูกมองว่าเป็นภาระของสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าถูกฝังกลบจะอยู่ได้นับร้อยปี และยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา
ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะเฉลี่ยคนละประมาณ 1 กิโลกรัมต่อวัน รวมทั้งประเทศราว 25–29 ล้านตันต่อปี แต่กว่าครึ่งหนึ่งยังเป็นเศษอาหารและขยะเปียกที่มีความชื้นสูง ทำให้การเปลี่ยนเป็น RDF มีสัดส่วนเพียง 25–30% ของขยะทั้งหมด ขยะพลาสติก โลหะ หรือวัสดุรีไซเคิลยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ขณะที่ขยะอินทรีย์สามารถนำไปหมักทำปุ๋ยหรือผลิตก๊าซชีวภาพแทน แม้กระทั่งขี้เถ้าจากการเผาขยะก็ยังไม่สูญเปล่า เพราะสามารถนำไปผสมในวัสดุก่อสร้าง เช่น บล็อกคอนกรีต ลดการสร้างของเสียซ้ำ และตัดวงจรการปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม

จุดเริ่มต้นจาก “ผู้บริโภค” คือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง
ห่วงโซ่ของ “ซองทาโร” จะไม่สมบูรณ์หากผู้บริโภคไม่เริ่มจากการแยกขยะ การทิ้งซองอย่างถูกวิธีและส่งคืนผ่านเครือข่าย ไปรษณีย์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ เป็นก้าวแรกที่ง่ายที่สุด ทุกครั้งที่เราทำ นั่นคือการส่งสัญญาณว่าภาคประชาชนพร้อมจะเปลี่ยน
ยิ่งไปกว่านั้น โครงการยังจัดขึ้นต่อเนื่องนานถึง 5 เดือน (1 กันยายน 2568 – 31 มกราคม 2569) มาร่วมลุ้นของรางวัลทุกเดือน รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท อันได้แก่ iPhone 16 Pro จำนวน 60 เครื่อง, iPad Air 11 นิ้ว จำนวน 60 เครื่อง, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า SLEEK EV จำนวน 60 คัน และรางวัลใหญ่ รถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 จำนวน 6 คัน ทำให้การ “รักษ์โลก” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นกิจกรรมที่เข้าถึงได้จริง
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการแยกซอง กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ พลังงาน ไปรษณีย์ไทย ไปจนถึงผู้บริโภค หากทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ เราจะเห็นภาพการจัดการขยะที่ยั่งยืน เกิดพลังงานทดแทน ลดก๊าซเรือนกระจก และสร้างวงจรการใช้ทรัพยากรที่รับผิดชอบ
“ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ไม่ใช่เพียงโครงการ CSR แต่คือโมเดลความร่วมมือที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโลกเริ่มได้จากการกระทำเล็กๆ ของเราในทุกวัน
แม้ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมาเราจะเห็นบางแบรนด์อาหารเริ่มทดลองทำโครงการเก็บคืนซองบรรจุภัณฑ์ แต่ถ้ามองในกลุ่ม snack ที่เป็นซองแบบ single-use ทาโรถือเป็นรายแรกที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือไม่ได้มองโครงการนี้เป็นเพียงแคมเปญชั่วคราว แต่ต้องการสร้างกลไกให้เกิดการจัดการซองอย่างต่อเนื่อง
ความแตกต่างที่เห็นชัดคือ ทาโรไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับซองคืน แต่มีการวางระบบครบวงจร ตั้งแต่การรวบรวมซองส่งต่อไปยังบริษัทจัดการขยะ และนำเข้าสู่โรงไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนซองที่หลายคนมองว่าไร้ค่าให้กลับมาเกิดประโยชน์ต่อสังคม เหมือนที่ทุกวันนี้คนทั่วไปเข้าใจว่ากระป๋องอลูมิเนียมหรือขวดพลาสติกสามารถขายต่อได้ แต่สำหรับซองบรรจุภัณฑ์ยังไม่ถูกมองว่ามีมูลค่า
สิ่งที่ทาโรต้องการจึงไม่ใช่แค่เก็บขยะ แต่คือการสร้างคุณค่าใหม่ให้ซองบรรจุภัณฑ์ และเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคให้เห็นว่าแม้เป็นเพียงเศษซอง ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพลังงานและลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมได้
