เติบโตขึ้นอีกปี กับการครบรอบ 31 ปีของโลตัส ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การฉลองความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีก แต่คือการประกาศทิศทางใหม่ในการทำการตลาดที่เน้นอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า มากกว่าการแข่งด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ภายใต้แคมเปญ “โลตัส 31 ปี ใจฟูทุกวัน” ที่จับมือกับ ดิสนีย์ ประเทศไทย พาเหล่าคาแรกเตอร์ขนฟูขวัญใจคนทั่วโลกมาเติมเต็มรอยยิ้มและสร้างความผูกพันทางใจให้กับลูกค้าทุกเจเนอเรชัน
Emotional Marketing = พลังของความผูกพัน
คำว่า “ใจฟู” ในแคมเปญนี้ไม่ได้เป็นแค่สโลแกน แต่ถูกออกแบบให้เป็นกลยุทธ์ทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับ Brand Essence ของโลตัส “A Little Delight Every Day” หรือ “รู้สึกดีดีทุกวัน ที่โลตัส” ซึ่งเบื้องหลังของคำว่าใจฟู มี 3 มิติสำคัญ ดังนี้
- Delightful Experience : การสร้างความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของลูกค้า
- Fluffy Characters : ใช้พลังคาแรกเตอร์ดิสนีย์และพิกซาร์ที่คนไทยรักมานาน เพื่อส่งต่อความสดใสนุ่มฟู
- Promotion & Rewards : โปรแรง + ของพรีเมียมลิขสิทธิ์ + รางวัลใหญ่ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและมีประสบการณ์พิเศษ
ผลลัพธ์คือแคมเปญที่ผสมผสาน Value for Money เข้ากับ Value for Emotion ได้อย่างลงตัว

แล้วทำไมต้องดิสนีย์? เพราะดิสนีย์คือแบรนด์ที่ทุกคนรู้จักและผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครอบครัว หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่ ตัวละครอย่าง Lotso, Sulley, Red Panda Mei, Winnie the Pooh, Chip ‘n Dale, Stitch หรือ Marie คือ Memory Icons ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ดีไม่ดีตัวละครเหล่านี้อยู่กับพวกเรามานานกว่าโลตัสเสียอีก การเลือกดิสนีย์มาร่วมแคมเปญ จึงเป็นการยืมพลังแบรนด์ดิสนีย์ เพื่อสร้าง Emotional Bonding ที่ลึกกว่าการทำโปรโมชันทั่วไป
3 ไฮไลท์กลยุทธ์ “ใจฟู”
1. โปรใหญ่ใจฟู โลตัสจับมือกว่า 70 แบรนด์ดัง มอบความคุ้มค่า ลดค่าครองชีพ และแทนคำขอบคุณลูกค้าตลอด 31 ปี
2. E-Stamp ใจฟู ทุกการใช้จ่าย 100 บาท รับ E-Stamp ใน Lotus’s Smart App แลกของพรีเมียมดิสนีย์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ดึงลูกค้าเข้าสู่ ecosystem ของโลตัส
3. ลุ้นใหญ่ใจฟู ทุกการช้อปมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ตั้งแต่ Mini Cooper SE ไปจนถึง Honda Scoopy-i รุ่นพิเศษ
กลยุทธ์นี้ไม่ได้หยุดแค่สร้างยอดขาย แต่ยังสร้าง Habit และ Loyalty ผ่านการใช้แอปและของสะสมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

จาก Hypermarket สู่ Lifestyle Hub
สิ่งที่น่าสนใจคือ โลตัสไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายของใช้ในบ้าน แต่ยังขยายสู่ Lifestyle & Experience Hub เช่น การจับมือกับ Souri Café เปิดตัวคาเฟ่มาการองสุดนุ่มฟู ภายใต้แรงบันดาลใจจากสีพาสเทลและตัวละครดิสนีย์ เพื่อดึงดูด Gen Z และคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสัมผัสโลตัสในมุมที่ต่างออกไป
นี่คือการปรับภาพลักษณ์และจุดยืนเดิมของโลตัส จาก “Hypermarket” สู่ Smart Community ที่เป็นทั้งที่ช้อปและที่สร้างประสบการณ์ร่วม
สุดท้ายแล้ว โลตัสไม่ได้ขายแค่ของ แต่ขายความรู้สึก “โลตัส 31 ปี ใจฟูทุกวัน” คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่าEmotional Marketing กำลังกลายเป็นหัวใจของค้าปลีกยุคใหม่ ดึงดูดลูกค้าใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ที่ไม่ได้สนใจแค่ความคุ้มค่า แต่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมาย ใช้ดิสนีย์สร้าง Emotional Bonding ให้แบรนด์ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น
วางรากฐานให้โลตัสก้าวไปไกลกว่าคำว่า “ห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต” พูดให้สั้นที่สุด โลตัสกำลังพิสูจน์ว่า ค้าปลีกก็ทำให้ลูกค้า “ใจฟู” ได้ และนั่นคือกลยุทธ์การตลาดที่ทรงพลังยิ่งกว่าการแข่งราคา