สรุปไฮไลท์จาก Session Marketing Intelligence Unleashed จากงานสัมมนาประจำปี Marketing Conference 2025 โดยเก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม, CEO and Founder at RGB72 และสิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์, CEO of Content Shifu
ภาพรวม
- ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แวดวงการตลาดของไทยเริ่มมีการนำเอา AI เข้าไปผนวกกับ MarTech มากขึ้น โดยเป็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เร็วขึ้น, ดีขึ้น และที่สำคัญคือ เจ๋งขึ้น
- การตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก MarTech พื้นฐานเป็น Generative AI ในปีที่แล้ว และล่าสุดมาถึงยุค Agentic AI ที่สามารถช่วยคิดและทำงานแทนได้
- การตลาดยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะนักการตลาดอีกต่อไป เพราะทุกคน ทุกอาชีพต้องทำการตลาดเป็น
- สิทธินันท์ ยกตัวอย่างนักร้องดังอย่าง อิ้งค์ วรันธร ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงยังต้องมีการสำรวจกระแสว่าควรจะปล่อยซิงเกิลช่วงไหน เพื่อให้คนเอาเพลงไปทำคลิปลง TikTok มากที่สุด

คุณสมบัติของนักการตลาดที่ดีในปี 2026ข้อสังเกตจากสิทธินันท์ที่น่าสนใจคือ ทุกคนสามารถเป็นนักการตลาด แต่ไม่ทุกคนจะเป็นนักการตลาดที่ดีได้ เพราะฉะนั้น 3 ปัจจัยที่จะช่วยทำให้เป็นนักการตลาดที่เก่ง คือ
1. Ultra Creativity ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งที่ทำให้นักการตลาดมีความแตกต่าง
- ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูง เพราะ AI ตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้แค่ความคิดสร้างสรรค์ทั่วไปไม่พอ ต้องเข้าใจลูกค้า
- ไม่เพียงแค่มีไอเดีย แต่ต้องมุ่งเน้นที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) เข้าใจความต้องการและเป้าหมายของลูกค้า
- ต้องมีความสงสัย (Curiosity) และคอยสังเกต (Observation) อยู่เสมอ เพื่อใช้ความเป็นมนุษย์สร้างความแตกต่างที่ AI ทำแทนไม่ได้
- ต้องใช้ความเป็นมนุษย์สร้างความแตกต่าง เพราะ AI สามารถทำงานได้รวดเร็วเท่าทันเรา
2. Augmented Marketer นักการตลาดที่เสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี
- ต้องเข้าถึงและมีความรู้ด้านข้อมูล (Data) และ AI รวมถึงมีความตระหนักรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Awareness)
- ปัจจุบัน AI ถูกฝังอยู่ในเครื่องมือ MarTech โดยตรง ทำให้การตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. Strategic Agility นักการตลาดต้องมีความคล่องตัว
- ต้องสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว (Real-time Adaptability) ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก
- การปรับตัวต้องมีกลยุทธ์ ไม่ใช่การทำตามกระแสอย่างไร้ทิศทาง

3 ส่วนผสมที่ลงตัวของ Marketing Intelligence
ในยุคที่ข้อมูลล้นการทำการตลาดอย่างชาญฉลาดเป็นเรื่องที่จำเป็น ประกอบด้วย 3 ส่วนผสมหลัก
1. Human มนุษย์ยังคงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทำแทนได้ ตัวอย่างเช่น การทำป้ายโฆษณาที่เข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่ของ MK ที่เล่นกับสถานีรถไฟฟ้า “หม้อชิต” กับ “หมอชิต” หรือ สัมมากรขายบ้าน ไม่ใช่สรรพากร
2. Data ข้อมูลทำให้เกิด Insight และ Wisdom แต่สิ่งสำคัญคือข้อมูลชุดเดียวกันสามารถตีความออกมาได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่านักการตลาดคนไหนจะสามารถหา Insight ที่นำไปใช้งานได้จริง ดังนั้นการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight ที่ใช้งานได้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักการตลาดต้องฝึกคิด วิเคราะห์ และตีความข้อมูลด้วย
3. Technology เทคโนโลยีมอบ Efficiency และ Capability ให้กับการตลาด ซึ่งเทคโนโลยีในที่นี้รวมถึง รวมถึง MarTech, Generative AI และ Agentic AI ที่ช่วยลดแรงงาน ทำให้การทำงานง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสื่อสารแบบ Human Interaction หรือการพบปะกันแบบตัวต่อตัวยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้

บาลานซ์ Human, Data และ Tech ให้ดีหัวใจสำคัญคือ การทำ Marketing Intelligence จำเป็นต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ Human, Data และ Technology ถึงจะสมบูรณ์ ถ้าขาดอะไรไป จะไปหนักในส่วนที่เหลือ
- หากมีเพียง Human กับ Technology ขาด Data อาจทำให้เกิดการทำงานแบบ "เดาสุ่ม" (Guess Work)
- หากมีเพียง Data กับ Technology (ขาด Human) อาจทำให้เกิด "งานที่น่าเบื่อ" (Boring Work) ไม่มีชีวิตชีวา
- หากมีเพียง Human กับ Data (ขาด Technology) อาจทำให้เกิด "งานที่ต้องใช้แรงงานคน" (Manual Work) ทั้งหมด ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำซ้ำๆ ใช้เวลามาก และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
- ดังนั้น การผสานพลังของทั้งสามส่วนนี้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถปลดปล่อยศักยภาพและสร้าง "Marketing Intelligence" ของตัวเองได้อย่างเต็มที่