ปัจจุบันประชากรโลกมีตัวเลขเกิน 8,000 ล้านคนมาสักระยะหนึ่งแล้ว และยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะนักประชากรศาสตร์ของสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2643 ประชากรโลกจะอยู่ระหว่าง 9,000 - 11,400 ล้านคน
ตัวเลขนี้ย่อมหมายถึงความต้องการด้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารทั้งโลกจนกลายเป็นความท้าทายของการผลิตอาหารทั้งระบบ
ยาราหันมาเอาจริงเอาจังกับประเด็นนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตปุ๋ยลงถึงร้อยละ 50 และล่าสุดยาราได้เริ่มใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานผลิตปุ๋ยบางส่วนที่นอร์เวย์ ด้วยผลลัพธ์ของตัวเลขในการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถวัดผลได้จริง ส่งผลให้ยาราเป็นผู้นําด้านการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ในอุตสาหกรรมปุ๋ยโลก
นอกจากนี้ ยารายังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ภาคการเกษตรสามารถปรับตัวต่อความท้าทายของสภาพภูมิอากาศด้วย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยระบบน้ำ (Fertigation) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยและน้ำหรือสารชีวภาพ (Biologicals) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพืชในการดูดซึมธาตุอาหาร เพิ่มความทนทานของพืชต่อภัยแล้งและต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น
ในประเทศไทย ยาราเริ่มเปลี่ยนมาใช้กระสอบบรรจุปุ๋ยรุ่นใหม่ หรือ “ถุงเรโน” (Renobag) โดยวางเป้าหมายที่จะลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ลงครึ่งหนึ่ง (จากรุ่นมาตรฐานที่เป็นพลาสติก 2 ชั้นสู่รุ่นใหม่ที่มีพลาสติกเพียงชั้นเดียว)
เพื่อส่งเสริมการผลิตอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ยารามีทีมพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล (Digital Solutions) ที่ลงพื้นที่สำรวจความท้าทายของเกษตรกรเพื่อพัฒนาฟีเจอร์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ สำหรับยาราประเทศไทย มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน ยาราฟาร์มแคร์ (Yara FarmCare®) ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงความรู้และข้อแนะนำด้านการเกษตรได้อย่างสะดวก แอปพลิเคชันนี้มีฟีเจอร์ เช่น การวัดขนาดพื้นที่ ดูพยากรณ์อากาศ คํานวณปริมาณการใช้ปุ๋ย เทียบสีใบดิจิทัลเพื่อประเมินความต้องการธาตุไนโตรเจนในพืช และล่าสุดได้เพิ่มเครื่องมือตรวจสอบอาการขาดธาตุอาหาร ที่จําแนกอาการขาดธาตุอาหารของพืชต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากความรู้ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานโดยนักวิชาการเกษตรของยารา

จุดนี้สะท้อนให้เห็นการทำงานของยาราที่มุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลก (Positive Impact) ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรในประเทศกําลังพัฒนา ตั้งแต่โครงการให้ความรู้ด้านวิชาการพืช ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลในภาคการเกษตร ส่งผลให้ยาราได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 50 บริษัทที่เปลี่ยนโลกโดยนิตยสารฟอร์จูน (Fortune’s “Change the World” List) ซึ่งยาราติดอันดับถึง 2 ครั้ง (ปี พ.ศ. 2560 และ พ.ศ.2564) ในช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ที่นิตยสารชื่อดังได้เริ่มทําการจัดอันดับขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2558

"คณะกรรมการ และ CEO บริษัทยารา ในงานฉลอง 120 ปี ความสัมพันธ์ไทย-นอร์เวย์ และ 120 ปี ยารา ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย"
จะเห็นได้ว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ยาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตและขายปุ๋ยเท่านั้น เพราะการศึกษา ทําความเข้าใจพฤติกรรมของเกษตรกร ปัจจัยสภาพแวดล้อม และนําความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานับ 120 ปี มาช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรนั้น ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงด้านอาหารแต่ยังมีบทบาทในการสร้างความยั่งยืนของอาหารให้กับโลกด้วย
“กุญแจสําคัญที่ทําให้เรามาถึงจุดนี้ได้ คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ที่ใช้สินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืช หรือการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” คุณนันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ ยารา ประเทศไทย กล่าว

และนี่คือกรณีศึกษาให้เห็นว่า บริษัทผู้ผลิตปุ๋ยได้เข้ามามีบทบาทในฐานะกลไกขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนทางด้านอาหารได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการยึดหลักการทำงานบน 3 เสาหลัก นั่นคือ สังคม (People) สิ่งแวดล้อม (Planet) และเศรษฐกิจ (Prosperity)
ซึ่งยาราวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่ยึดโยงกับ 3 เสาหลักดังกล่าว และนำมาเชื่อมโยงกับระบบเกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อความอยู่ดีกินดีของเกษตรกร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยวางจุดมุ่งหมาย “การสร้างอนาคตทางอาหารที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ” (Growing a Nature-Positive Food Future) ผ่านการสร้างระบบผลิตอาหาร โดยให้ความสําคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยส่งมอบความรู้และผลิตภัณฑ์ธาตุอาหารพืชคุณภาพพรีเมียมมาอย่างยาวนานจนทําให้ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรทั่วประเทศ