อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ของไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความคาดหวังด้านความยั่งยืนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียเร่งพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบรับตลาดไมซ์ นั่นทำให้ไทยต้องเร่งยกระดับศักยภาพ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำและก้าวไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ทุกคนให้ความไว้วางใจ
ในบริบทนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ จึงเปิดตัว ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการคนใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ “Change That Matters” ที่ไม่เพียงมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและสร้างคุณค่าให้กับ “Real Sector” หรือภาคธุรกิจที่แท้จริง

“การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม ตอนนี้เขาพยายามนำเสนอจุดหมายปลายทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักเดินทางกลุ่มไมซ์ นี่คือเหตุผลที่ไทยต้องเร่งสร้างไมซ์ซิตี้ (MICE City) ซึ่งตอนนี้เรามี 10 เมือง ในวาระการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ จะพยายามสร้างโปรดักต์ที่น่าสนใจเพิ่ม เพื่อพร้อมรองรับกลุ่มไมซ์ที่เป็นนักเดินทางคุณภาพ ซึ่งมีความคาดหวังที่สูงขึ้น” ดร.ศุภวรรณ กล่าว
ภายใต้ความท้าทายรอบด้านทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ การแข่งขัน เทคโนโลยี และความยั่งยืน ดร.ศุภวรรณประกาศทิศทางการดำเนินงานเพื่อให้ทีเส็บขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “Global-Asia’s Trusted Gateway” หรือประตูสู่เอเชียที่ทั่วโลกให้ความไว้วางใจ ภายใต้แนวคิด “Change That Matters” เพื่อมุ่งสร้างผลกระทบสูง (High-impact) ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและยั่งยืน พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงคุณค่า ไม่ใช่เพียงรายได้จากการท่องเที่ยวเท่านั้น

การเดินหน้าสู่เป้าหมายนี้ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลักภายใต้โมเดล G-L-O-C ได้แก่ Global Reach การดึงงานระดับโลกที่สร้างผลกระทบสูง พร้อมขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ตัวอย่างงานใหญ่ปีหน้า ได้แก่ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 งานพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 งานการแพทย์ World Congress on Pain 2026 งาน GASTECH 2026 งานด้านพลังงานซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน หรืองาน AMWAY CHINA ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงาน 13,000 คน เป็นต้น Local Strength พัฒนาคลัสเตอร์เมืองไมซ์ ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง รวมถึงการสร้าง Flagship Events ที่ยกระดับประเทศ Organisation Transformation ปรับโฉมทีเส็บสู่การทำงานแบบ Digital และ Data-Driven ควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพบุคลากร Capabilities Excellence เสริมบทบาททีเส็บในฐานะผู้กำหนดนโยบาย (Policy Shaper) เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรไมซ์ในระดับอาเซียน และการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความยั่งยืนในอุตสาหกรรม
ความท้าทายสำคัญอีกประการ คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยจาก “Value for Money” สู่ “Premium Trusted Destination” โดยเฉพาะเมื่อมองว่านักเดินทางไมซ์มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 80,000-90,000 บาทต่อทริป ขณะที่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและความร่วมมือในระยะยาว เพื่อรองรับสิ่งนี้ทีเส็บจึงเดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศไมซ์ในระดับเมือง เน้นการสร้างผู้ประกอบการใหม่ในต่างจังหวัดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ MICE City ทั้ง 10 แห่ง และวางแนวทางขยายเพิ่มเติมตามความเชี่ยวชาญเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น Medical & Wellness, Science & Technology หรือ Innovation

“หากเมืองและผู้ประกอบการไม่พร้อม การดึงงานระดับโลกเข้ามาก็จะไม่ยั่งยืน เราต้องสร้าง Ecosystem ใหม่ที่เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการและยกระดับมาตรฐานเมืองให้พร้อมต้อนรับกลุ่ม Premium และ Global MICE” ดร.ศุภวรรณกล่าวตอกย้ำ
หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ “Global-Asia’s Trusted Gateway” อยู่ที่การสร้างความน่าเชื่อถือ หรือ Trust ทั้งในตัวทีเส็บและในประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทาง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรม และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันงานที่มีอิทธิพลและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับภูมิภาค
“เราต้องการจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มประเทศไทย ที่เคยมองแค่ South East Asia ซึ่งเราเป็นผู้นำแล้วมาเป็น Global Leader ในด้านไมซ์ เพราะศักยภาพเราพร้อมมากในการที่จะดึงงานระดับโลกเข้ามาสู่เอเชีย เมื่อไหร่ก็ตามที่มีงานระดับโลกเวียนมาในเอเชีย ประเทศไทยต้องถูกมองว่าเป็นประเทศแรกที่เขาอยากจะมาจัดงานที่นี่ และสร้างผลกระทบที่ดีให้กับประเทศ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ Trust ความไว้วางใจ เราจะทำอย่างไรให้เราเป็น Destination ที่ทุกคนเชื่อมั่น”
การเข้ามารับตำแหน่งของ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บคนใหม่ จึงถือเป็นการวางหมากครั้งสำคัญ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่การเป็น Global Leader อย่างแท้จริง ไม่เพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าแก่ภาคอุตสาหกรรมและสังคมไทยในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ “Change That Matters” และพันธกิจที่ชัดเจนในการดึงงาน สร้างงาน และหางานที่สร้างผลกระทบสูงให้กับประเทศ