การได้รับรางวัล 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในปีล่าสุด ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมั่นคงและความเชื่อมั่นอันแข็งแกร่งที่สาธารณชนมีต่อสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ในฐานะองค์กรที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่ง ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ ทีเส็บ ให้ทรรศนะว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรได้รับความชื่นชมและได้คะแนนสูงสุดในเสา 3 ด้าน คือ ด้านนวัตกรรม (Innovation), ด้านผลการดำเนินงาน (Business Performance) และด้านการบริหารจัดการ (Management) ซึ่งเกิดจากการที่ทีเส็บมีการวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่มิได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการงานอีเวนต์ แต่เป็นการใช้ MICE เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งต่อผลเชิงบวกต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ในยุคที่อุตสาหกรรม MICE หรือการประชุมสัมมนา การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมองค์กรหรือสมาคม งานแสดงสินค้า งานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความซับซ้อนขึ้น ทีเส็บ ได้ยกระดับบทบาทของตัวเองจากผู้สนับสนุนการจัดงานไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยมีการจัดตั้ง Intelligence Unit ขึ้นเพื่อเป็นแกนหลักในการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้าน MICE เพื่อนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ที่แม่นยำและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที
โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมซึ่ง ทีเส็บ มีการสอดแทรกเทคโนโลยีรวมถึงความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการให้บริการเพื่อสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครแก่ผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักเดินทาง MICE ยุคใหม่ที่มองหามากกว่าแค่ห้องประชุมหรือศูนย์แสดงสินค้า แต่ต้องการเข้าถึงแก่นแท้ของจุดหมายปลายทางทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร วิถีความเป็นอยู่
“เราตั้ง Intelligence Unit เพื่อนำข้อมูลมาศึกษาหาความต้องการและความสนใจของนักเดินทางค่อนข้างมาก เพื่อตอบพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น วันนี้เราจะเห็นว่า Authentic Experience เป็นเรื่องสำคัญ ผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่ได้สนใจแค่การเข้าร่วมงานอย่างเดียว เขาสนใจว่าเขาจะสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกับพื้นที่ที่เข้าไปได้อย่างไร ปัจจัยนี้ผลักดันให้ ทีเส็บ ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์และปรับแต่งประสบการณ์แบบ Personalized ให้สอดคล้องกับความสนใจเฉพาะบุคคลของผู้เข้าร่วมงานแต่ละรายอย่างลึกซึ้ง”
รวมถึงการอำนวยความสะดวกในทุกจุด ตั้งแต่ระบบลงทะเบียนที่เชื่อมโยงกับปฏิทินส่วนตัวของผู้เข้าร่วมงาน ไปจนถึงการใช้ AI ในการทำ Matching เพื่อการเจรจาธุรกิจ และการใช้ Face Recognition เพื่อวิเคราะห์ความสนใจและพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงานในแต่ละโซน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน MICE ที่เป็นมากกว่าสถานที่จัดงาน แต่เป็นเวทีแห่งการสร้างประสบการณ์อันมีคุณค่า
นอกจากมิติของการสร้างประสบการณ์ที่ดีแล้ว นวัตกรรมยังถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม MICE สู่ความยั่งยืนอย่างจริงจังในอนาคต โดย ทีเส็บ ให้การสนับสนุนงาน MICE เพื่อก้าวสู่การเป็น Carbon Neutral Event โดยมีการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือที่ช่วยให้ผู้จัดงานสามารถวัดผลการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบซึ่งข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และในส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จะมีการชดเชยด้วยการปลูกป่าหรือการช่วยเหลือชุมชน เพื่อให้งาน MICE ทุกงานที่จัดขึ้นในประเทศไทยไม่เพียงแต่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ดร. ศุภวรรณ ย้ำว่าจะเป็นเกณฑ์สำคัญในการเลือกพื้นที่จัดงานของผู้จัดงานทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต

ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นรูปธรรม คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรอย่างทีเส็บ ตอกย้ำบทบาทหลักในการเป็น National Bidder ซึ่งเป็นพันธกิจเชิงกลยุทธ์ในการ ดึงงาน MICE ระดับโลกที่มีศักยภาพสูงและมีผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างเข้ามาจัดในประเทศไทย
ดร.ศุภวรรณ อธิบายว่า การดำเนินการในส่วนนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปจนถึงสมาคมวิชาชีพต่างๆ ที่เป็นเจ้าภาพร่วมในการประมูลสิทธิ์การจัดงาน ซึ่งทีเส็บมีการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้เข้าประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม MICE ในภูมิภาค
เพื่อขยายขอบเขตของผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทีเส็บจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาจุดหมายปลายทาง MICE City ทั้ง 10 เมืองทั่วประเทศ รวมถึงเมืองรองอื่นๆ การกระจายงานไปสู่ภูมิภาคมีจุดประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และพัฒนาศักยภาพของเมืองรองให้พร้อมรองรับงานนานาชาติในทุกมิติ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องสามารถรองรับการเชื่อมต่อที่สะดวกและปลอดภัย มาตรฐานของผู้ประกอบการที่ต้องมีความเป็นสากล
รวมถึงประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักเดินทางธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจอย่างยิ่ง การสร้างความพร้อมในทุกมิติของ MICE City จึงเป็นกลไกที่ช่วยในการกระจายรายได้และโอกาสทางธุรกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ อย่างเท่าเทียม
“เราต้องเร่งสร้างเมืองใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางที่ต้องการประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำ หรือถ้าเป็นเมืองเดิมก็ต้องมีจุดขายใหม่ เพราะหากเขามาแล้วไปรับแต่ประสบการณ์เดิมๆ ต่อไปเขาก็จะไปที่อื่น ถ้าเมืองไหนไม่พร้อมในด้านการจัดการประชุม อาจจะชูเรื่องของการเป็นเมือง Incentive แทน ต้องให้มีความหลากหลายและเฉพาะด้านมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยยังมีเมืองที่มีศักยภาพอีกหลายพื้นที่”
ด้านการบริหารจัดการองค์กร ดร.ศุภวรรณ เสริมว่า องค์กรมีการปรับการทำงานครั้งใหญ่ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและตอบโจทย์ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก โดยมีหลักการบริหารงานที่เน้นการเป็น Data-driven Organization โดยใช้ข้อมูล Big Data เป็นฐานในการตัดสินใจและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ โดยทีเส็บทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญกับหน่วยงานพันธมิตรของรัฐ อาทิ DGA สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และ BDI สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่กับต่างประเทศ เพื่อบูรณาการข้อมูลเหล่านี้และช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์และอำนวยความสะดวกในการจัดงาน MICE ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญด้านการบริหารจัดการ คือการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศของอุตสาหกรรม หรือการเป็น Ecosystem Builder ซึ่งทีเส็บตระหนักดีว่าความท้าทายที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมในปัจจุบันคือการขาดแคลนบุคลากรผู้ให้บริการด้าน MICE ที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการในการจัดงานในระดับสากล
“ปัญหานี้เป็น Pain Point ของเรา เพราะเราขาดแคลนคนให้บริการทางด้าน MICE จึงต้องคิดหาแนวทางในการแก้ปัญหาและสร้างให้มีบุคลากรด้าน MICE เพิ่มขึ้นและต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ รวมถึงสถานที่ได้มาตรฐานไปพร้อมกัน เพราะเมื่อดึงงานมาแล้ว หากผู้ประกอบการไม่พร้อม สถานที่จัดงานไม่ได้มาตรฐานจะไม่เกิดความต่อเนื่องและลดทอนความเชื่อมั่น”
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ทีเส็บได้สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ขนาดใหญ่อย่าง Fastwork เพื่อเปิดตัวเมนูใหม่ใช้ชื่อว่า Fast Expo ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมบุคลากรผู้ให้บริการด้าน MICE ที่หลากหลายและมีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยสร้าง Community สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีประสบการณ์น้อยให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันได้ การดำเนินการนี้เป็นการสร้างความคล่องตัวให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการกระจายงานและรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการในทุกระดับอย่างเป็นระบบ
การได้รับรางวัล 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในครั้งนี้จึงถือเป็นแรงผลักดันและกำลังใจต่อทีเส็บในการสานต่อภารกิจที่ท้าทาย โดยทีเส็บจะต่อยอดความสำเร็จนี้ด้วยการยกระดับด้าน Service Excellence และ Sustainability ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
สำหรับภาพอนาคตของทีเส็บใน 3-5 ปีข้างหน้า ดร.ศุภวรรณ ต้องการตอกย้ำบทบาทขององค์กรในฐานะ National Bidder และ Ecosystem Builder ที่ใช้กลไกของ MICE ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ High Value-Added Destination อย่างยั่งยืน
โดยมองว่า MICE จะเป็นมากกว่าแค่อุตสาหกรรมบริการ แต่เป็นแพลตฟอร์มในการสร้าง Branding ให้กับประเทศและเป็นกลไกสำคัญที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่แสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมาย การให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเหล่านั้นเข้ากับการสร้างคุณค่าให้กับผู้เข้าร่วมงานโดยการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการทำงานร่วมกับพันธมิตรจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับ Ranking และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งอย่างแท้จริง