ตลาดครีเอเตอร์ทั้งในไทยและทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งทุกปี งานวิจัย “Futures of Content Creators in Thailand 2035” ระบุว่า มูลค่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ไทยในปี 2567 อยู่ที่ 45,000 ล้านบาท ขณะที่ระดับโลกมีมูลค่ากว่า 5.5 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2572) ตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกอาจพุ่งแตะ 16 ล้านล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี
สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า แนวคิด “Creators of Change –ครีเอเตอร์เปลี่ยนโลกพารอด” หมายถึงครีเอเตอร์ที่ใช้พลังการเล่าเรื่องด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นต่อผู้คน เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ในช่วงเวลาของความผันผวนทางการเมืองและภัยพิบัติ ครีเอเตอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็น แรงบันดาลใจ แหล่งความรู้ พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นโอกาสใหม่ๆ
“เทรนด์สำคัญในปีนี้เพื่อรับมือกับ AI ด้วยคือ การทำ Branding via Creators ที่ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้อง “บอกเล่าอย่างมี Human Connection” ว่าแบรนด์นำเสนออะไร สร้างคุณค่าด้านใดให้ผู้บริโภค และอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ที่มาร่วมสร้างคุณค่าดังกล่าวคือใคร กำลังทำอะไร และมีความเชื่อมโยงอย่างไรในคอมมูนิตี้ที่ตนอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องผสานกลยุทธ์ O2O Marketing (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรมจริง เช่น อีเวนต์ เวิร์กชอป หรือคอนเสิร์ต เพื่อทำให้แบรนด์ดิ้งแข็งแรงและเชื่อมโยงกับผู้ติดตามได้ลึกกว่าเดิม”
ด้านภูมิทัศน์แพลตฟอร์มออนไลน์ สุวิตา ระบุว่า TikTok ยังคงมาแรงต่อเนื่อง ขณะที่ YouTube พลิกเกมด้วย Long-form Content ตลอดจนจับมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรุกตลาด Social Commerce และ Instagram ยังคงเหมาะกับคอนเทนต์ Trend Setter โดยเฉพาะฟอร์แมตคอนเทนต์ประเภท Story ที่สร้าง Engagement ได้สูง ส่วนแพลตฟอร์มน่าจับตาคือ Lemon8 ที่ถูกใจ Gen Z ด้วยรูปแบบคอนเทนต์ง่ายและเร็ว และ XiaoHongShu ซึ่งกำลังเติบโตในไทยและอาเซียน ครีเอเตอร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษและจีนได้จะมีโอกาสขึ้นแท่นผู้ชนะ

Signal of Change
โดย Tellscore ใช้การสำรวจเทรนด์ทั้ง Signals ต่างๆ ทั้งจาก Behavioral Data & Algorithm Insight เพื่อดูทิศทางที่อัลกอริธึมของโซเชียลมีเดียกำลังหล่อหลอมพฤติกรรมผู้บริโภค และจากแหล่งข้อมูล ข่าว งานวิจัยที่เคยเผยแพร่ไว้ก่อนหน้า และบางส่วนจากแหล่งที่เป็น Creator-based Insight ซึ่งส่วนหลังนี้เป็นการฟังเสียงของครีเอเตอร์ เพราะครีเอเตอร์ส่วนใหญ่คือ Early Adopters ที่มักจะทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสิ่งใหม่ๆ ก่อนใคร
“เราได้สะท้อนเทรนด์ทั้งหมดนี้ใน Foresight Research ที่ Tellscore ร่วมมือกับ FutureTales LAB และ สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ในการทำวิจัยเรื่อง “อนาคตอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย พ.ศ. 2578 (Futures of Content Creators in Thailand 2035)” งานวิจัยนี้ไม่ได้มองแค่เทรนด์สั้นๆ แต่เจาะลึกไปถึงแนวโน้มสำคัญในอีก 10 ปีข้างหน้า ครอบคลุม สังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม นโยบาย และค่านิยม เพื่อกำหนดทิศทางการเติบโตและเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง”
สุวิตา มองว่า สัญญาณของเทรนด์การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นทุกวันจาก พฤติกรรมผู้บริโภค ค่านิยมของผู้คนในสังคม เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม ตลอดจนภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ตัวอย่างเทรนด์ AI ที่ผ่านมาจะเห็นว่า AI Creators กำลังเปลี่ยนจากการเป็นเพียงการทดลอง (Virtual Influencers ใน Gen 1.0) มาสู่ยุคที่สามารถโต้ตอบและสร้างคอนเทนต์ได้จริง (Generative AI Influencers ใน Gen 2.0) ที่ผสานเข้ากับ eCommerce และ Entertainment มีแบรนด์ที่เริ่มใช้ AI นำมาขายสินค้าและสร้างคอนเทนต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และกำลังเข้าสู่ Agentic AI Influencer ใน Gen 3.0 ที่จะเริ่มตัดสินใจแทนนักการตลาดแล้ว
“นี่คือ “สัญญาณ” ของการเปลี่ยนแปลงจาก Creator Economy แบบเดิมไปสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ถูกกระตุ้นด้วย AI แต่การยืนระยะอยู่ได้แค่ไหน ก็ยังคงต้องจับตากันต่อไป”
สำหรับทางรอดของครีเอเตอร์ คือ การ “อยู่ร่วมกับ AI” อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง AI Avatar ของตัวอินฟลูเอนเซอร์เองเพื่อทำคอนเทนต์สั้น ๆ สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง หรือใช้ AI เป็นแรงเสริมในการสร้างแบรนด์ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส ระบุชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์จาก AI เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าและความน่าเชื่อถือในสายตาแบรนด์และผู้ติดตาม
“ตลาดนี้ยังโตแน่นอน แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่การเติบโตจะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครีเอเตอร์และแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างยิ่งยวด ต้องมองทั้ง Geopolitics ระดับโลกและโอกาสในภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน และควรเริ่มสร้างคอนเทนต์ภาษาอังกฤษหรือจีนเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ เพราะความต้องการเปลี่ยนเร็วมาก จาก Awareness ไป Conversion และ KPI ที่ซับซ้อนหลากหลายขึ้น ใครปรับตัวได้คือผู้ที่จะอยู่รอด”
การมาถึงของ AI Creator ทำให้เกิด Virtual Influencer, Generative AI ในอนาคตจะมี Autonomous AI Creator ที่สามารถตัดสินใจและโต้ตอบได้ด้วยตัวเองแบบ Real-time ซึ่งข้อดีของ AI คือ ประสิทธิภาพ การทำงาน 24 ชั่วโมง สร้างคอนเทนต์ได้รวดเร็ว แต่สิ่งที่ AI ไม่มีเหมือน Human Creator คือ การมีความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นของแท้ (Authenticity) ความน่าเชื่อถือ (Trust) การเล่าเรื่อง การสร้างพันธะทางอารมณ์ เป็นต้น
แม้เทคโนโลยี AI จะก้าวหน้า แต่ "ความน่าเชื่อถือ" และ "การเชื่อมโยงทางอารมณ์แบบมนุษย์" จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ครีเอเตอร์เปลี่ยนโลกพารอด
สำหรับตลาดครีเอเตอร์ในปีนี้ สาระสำคัญไม่ใช่เรื่อง “ใครคือที่สุดของแต่ละสาย” แต่คือการที่อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์หลากหลายสายร่วมกันสร้างแรงกระเพื่อมให้ประเทศไทยเห็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมจากกระบอกเสียงของพวกเขา ที่จะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งจะช่วยให้เราผ่านพ้นความท้าทายของเศรษฐกิจที่ซบเซาครั้งนี้ไปได้
Tellscore มองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจาก “พลังร่วม” ของครีเอเตอร์ที่เลือกใช้แรงกระเพื่อมของเสียงตัวเองได้อย่างชาญฉลาด ปีนี้จะเห็นสายแมสอย่าง Travel, Food และ Beauty ที่ไม่เพียงทำคอนเทนต์ด้านไลฟ์สไตล์ แต่กระโดดออกมาขับเคลื่อนด้าน Soft Power อย่างจริงจัง ส่งผลให้ผู้ชมในต่างประเทศได้อึ้งในมุมมองและความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราว หรือสาย CreatorPreneur, Real-World Finance, Tech, Automotive ที่ไม่ได้ทำแค่คอนเทนต์ในสาย แต่แก่กล้าในการทำคอนเทนต์ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี ยานยนต์ EV ที่มีความผันผวนให้ผู้บริโภคได้ตื่นตัวทันกับเหตุการณ์

สำหรับ Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore ในปีนี้จะมีการมอบรางวัล Best Social Impact Influencer Award โดยผู้เข้ารอบสะท้อน “พลังของคอนเทนต์ที่เปลี่ยนแปลงสังคม” ในมิติที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น รายการ โหนกระแส ของคุณหนุ่ม กรรชัย ที่กลายเป็น “ที่พึ่งของประชาชน” ในการเปิดโปงความจริงและเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม หรือ ช่อง DOM (ดม) ที่เลือกใช้ความคิดสร้างสรรค์และสไตล์การเล่าที่เฉียบคม เพื่อตีแผ่กลโกงในอินเตอร์เน็ตและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้บริโภค และช่อง ครูวัตร อนุวัตร ที่ใช้พลังของคอนเทนต์จากโรงเรียนเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล แต่สะเทือนใจทั้งประเทศ และทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าของครูในพื้นที่ชายขอบ
“ทั้ง 3 รายการ สะท้อนว่า Creators of Change ไม่ได้หมายถึงการมีผู้ติดตามมากมายในโซเชียลมีเดีย และยังสอดคล้องกับแนวคิด “ครีเอเตอร์เปลี่ยนโลก” หมายถึง ครีเอเตอร์ที่ใช้พลังการเล่าเรื่องและความคิดสร้างสรรค์ของตนเองเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คน เศรษฐกิจและสังคมได้จากคอนเทนต์ที่เขาทำ”
Tellscore ยังมีการนำเสนอ 5 แนวคิด "เปลี่ยนโลกพารอด" สำหรับอนาคตของครีเอเตอร์ ประกอบด้วย
1. Branding with Influence กลับมาให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย Human Touch, Empathy, Trust, Authenticity และการสร้าง Community
2. เลือกใช้ครีเอเตอร์ตามบทบาทที่ต้องการให้เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น Educate ใช้ Expert, Inspire ใช้ Inspirational Figure, Persuade ใช้ Key Opinion Leader เป็นต้น
3. B2B/B2C Hybrid Strategy (Personal Role) การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับ C-Level ผ่านบทบาทส่วนตัวของพวกเขา เช่น การดูคอนเทนต์สันทนาการ
4. ไม่พึ่ง Algorithm: Influencer ก้าวข้าม Social Media ไปจัดงาน Event, Conference, Talk, Fan Meet ที่สร้างการมีส่วนร่วมและ Community ที่แข็งแกร่ง
5. Tactics และ Social Media Trends: ใช้ Meme, Challenge และเทคนิคการสร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเป็นไวรัล ผสมผสานความสวยงาม ความบันเทิง การให้ความรู้ และการ Tie-in สินค้าได้อย่างลงตัว
Creator LGBTQIAN+ คือโอกาสใหม่
สำหรับสิ่งที่จะเป็นโอกาสใหม่ของตลาด คือ กลุ่ม Creator LGBTQ+ ในบริบท Rainbow Economy สะท้อนสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายชูจุดเด่นของประเทศไทย แบรนด์ที่ร่วมงานกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้ไม่เพียงได้ประโยชน์เชิงธุรกิจ แต่ยังสร้าง Emotional Bonding และความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับ Trust, Authenticity และ Inclusion
“Rainbow Economy หรือเศรษฐกิจสีรุ้ง ไม่ใช่เพียงโอกาสทางการตลาด แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่เปิดกว้างและพร้อมเติบโตไปกับความหลากหลาย สำหรับ Tellscore เรามองว่าพื้นที่ของครีเอเตอร์ LGBTQIAN+ ไม่ใช่เพียงเรื่องของ Diversity แต่คือ Strategic Inclusion ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้ลึกซึ้งขึ้น และการทำงานร่วมกับ LGBTQIAN+ Creator ไม่ใช่แค่การทำแคมเปญ แต่คือการลงทุนสร้างความสัมพันธ์เชิงคุณค่ากับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับ Trust, Authenticity และ Inclusion แบรนด์ที่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์กลุ่มนี้ได้เป็นตัวของตัวเอง จะได้รับประโยชน์ทั้งเชิงธุรกิจและ Trust ไปพร้อมกัน”
ในเชิงธุรกิจ กลุ่มผู้บริโภค LGBTQIAN+ มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) ที่มีแนวโน้มเลือกแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนมากกว่าการตามกระแส พวกเขาเป็นกลุ่มที่ภักดีและ Active บนโซเชียลมีเดียสูง การที่ครีเอเตอร์ LGBTQIAN+ ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมา และสร้างสรรค์ จึงสามารถเปลี่ยนจากการสร้างแค่ Awareness ไปสู่การสร้าง Emotional Bond ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้าน LGBTQ+ Healthcare Industry โดยเฉลี่ยรองรับปีละกว่า 1.2 ล้านคน โดยเฉพาะสำหรับการผ่านตัดแปลงเพศ ฮอร์โมน สุขภาพจิต (ที่มา Policy Watch by Thai PBS) ในส่วนของอุตสาหกรรมซีรี่ส์วาย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยผลิตคอนเทนต์ซีรีส์วายกว่า 177 เรื่อง ในปี 2567 ซีรี่ส์วายเติบโตกว่าเดิมอีกเท่าตัว มูลค่าตลาดแตะ 2,000 ล้านบาท (ที่มา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
ด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยติดอันดับที่ 54 จาก 213 ประเทศทั่วโลก ในด้านภาพจำว่าเป็นมิตรต่อกลุ่ม LGBTQ+ (ที่มา Gay Travel Index 2024) และในช่วงเทศกาล Pride Month ตลอดเดือนมิถุนายน 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 860,000 คน สร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งความร่วมมือกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์มี Inclusivity จริง ไม่ใช่ทำเฉพาะ Pride Month แล้วหายไป แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับชุมชนที่มีตัวตนและมีพลังในเศรษฐกิจสมัยใหม่ แบรนด์ที่ทำได้จะไม่เพียงแต่สร้างยอดขาย แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรงและได้รับการยอมรับในระดับสากล
“Tellscore มองว่า Creator LGBTQIAN+ คือเส้นเสียงของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถขยายพลัง Soft Power ของไทยไปสู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะผ่านคอนเทนต์บันเทิง ซีรีส์วาย การท่องเที่ยว หรือ Creator Commerce และในอนาคตพวกเขาจะไม่ใช่เพียงผู้รีวิวสินค้า แต่จะเติบโตไปเป็นแบรนด์ และสื่อของตัวเอง การที่แบรนด์ลงทุนในความสัมพันธ์ระยะยาวกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้ จึงเป็นการสร้างทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ และ Emotional Capital ที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน” 
Ecosystem คือหัวใจสำคัญ
ปัจจุบันแบรนด์และครีเอเตอร์ต่างเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัว การถูกโจรกรรมบัญชีโซเชียลมีเดีย (Social Account Hack) และตัวตน (Identify Theft) การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) การแพร่กระจายของข่าวปลอมและ Deep Fakes รวมถึงการโฆษณาที่เกินจริง (Overclaims) หรือการละเมิดกฎระเบียบการโฆษณาสินค้าบางประเภททั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น แอลกอฮอล์ ยาสูบ คริปโทเคอร์เรนซี ตลอดจนอาวุธ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และครีเอเตอร์ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ติดตามด้วย
“แต่เดิมเรามองว่า Trust คือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างครีเอเตอร์กับผู้ติดตามและผู้บริโภค แต่ในปัจจุบันความจริงใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ความปลอดภัย ทั้งของแบรนด์และครีเอเตอร์ (Brand Safety & Influencer Safety) ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในโลกดิจิทัล”
ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจในวันนี้จึงหมายถึงการที่ทั้งแบรนด์และครีเอเตอร์ต้องรักษามาตรฐานด้าน Brand Safety & Influencer Safety ควบคู่ไปกับการสื่อสารอย่างจริงใจ (Trust) และอย่างมีที่มาที่ไป (Authenticity) เมื่อแบรนด์และครีเอเตอร์ปฏิบัติตามกติกาเหล่านี้ ผู้ติดตามจะมั่นใจได้ว่าคอนเทนต์ที่พวกเขาเห็น ไม่เพียงน่าเชื่อถือ แต่ยังปลอดภัยต่อสังคมและเคารพสิทธิส่วนบุคคล
Tellscore จึงพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้าง Ecosystem ที่ไม่เพียงจับคู่แบรนด์กับครีเอเตอร์ แต่ยังสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเข้าใจและเคารพกติกา ตั้งแต่ AI Regulations, PDPA, Cyber Crime Regulations, ไปจนถึง Digital Assets Regulations เพราะเมื่อแบรนด์และครีเอเตอร์สามารถรักษาทั้งความจริงใจและความปลอดภัยได้ ความสัมพันธ์กับผู้ติดตามก็จะยั่งยืน เป็นรากฐานของความน่าเชื่อถือ และกลายเป็นคุณค่าร่วมที่ทั้งแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน
การเกิดขึ้นของ Thailand Influencer Awards by Tellscore จึงเป็นมากกว่างานประกาศรางวัล แต่คือเวทีที่จะร่วมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ไทยให้ไปไกลกว่าการแข่งขันเชิงตัวเลข โดยมุ่งเน้นสร้าง ‘มาตรฐาน’ ของการทำคอนเทนต์ที่ดี มีพลังสร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล ในส่วนของการส่งออกคอนเทนต์ไทยไปต่างประเทศ หรือการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยโปรโมตสินค้า/บริการไปต่างประเทศได้จากการทำงานร่วมกันของเครือข่ายในอาเซียนที่ Tellscore บุกตลาดไว้ในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ในมาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เวียดนาม ลาว สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย รวมถึงการเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์คุณภาพในแถบอเมริกาและยุโรปอีกด้วย
โดยแผนงานของ Tellscore ถูกขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
การยกระดับมาตรฐาน (Content Standard) เราให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้ และขับเคลื่อนยอดขายให้ได้ แต่ต้องสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ มีสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อผู้บริโภคและสังคมไทยโดยรวม
การสร้างคอมมูนิตี้คุณภาพ (Community Building) เวทีนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงแบรนด์ เอเจนซี่ ครีเอเตอร์ แพลตฟอร์ม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง และขับเคลื่อนวงการไปในทิศทางที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
การใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (Technology & Data-Driven) Tellscore ในฐานะผู้บุกเบิก Influencer Platform แห่งแรกๆ ในไทย ได้นำ AI มาใช้ในการคัดเลือกและวิเคราะห์ผลงานครีเอเตอร์ที่มีคุณภาพ เพื่อให้การลงคะแนนตัดสินและการมอบรางวัลมีความโปร่งใส เป็นมาตรฐาน
“คือเหตุผลที่ Thailand Influencer Awards by Tellscore ไม่ได้เป็นเพียงการยกย่องครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ทั้งสังคมเห็นว่า อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์คุณภาพสามารถเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญต่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และ Soft Power ของไทยในเวทีโลก” สุวิตา กล่าว
