มุมมองเดิมๆ ในการทำตลาดดร้านอาหาร ที่มองทุกอย่างเป็นแมสที่เหมือนกันหมด อาจจะไม่ใช่คำตอบในการทำตลาดในปัจจุบันนี้ เนื่องจากผู้บริโภคเองมีความซับซ้อน และมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น
นั่นคือเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาบูชิ ในเครือโออิชิ มีการปรับเกมหันมาใช้กลยุทธ์ “Segmentation Marketing” หรือกลยุทธ์การตลาดแบบแยกกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน ที่มุ่งทำความเข้าใจความแตกต่างด้านพฤติกรรมและทำเล (Location-Based Behavior) ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่เหมาะสมและตรงใจ
โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สาขาใน “ห้างสรรพสินค้า” (Department Store) และสาขาใน “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” (Hypermarket) ซึ่งแต่ละเซกเมนต์ได้รับการพัฒนาให้มีจุดขายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
การปรับเกมรุกในครั้งนี้ ยังคงมีการนำกลยุทธ์ด้านราคาที่เป็น Tiered Pricing เข้ามาเป็น 1 ในกลยุทธ์สำคัญ เพื่อเข้าถึงความต้องการที่แตกต่างกันออกไป

โดยชาบูชิ สาขาใน “ห้างสรรพสินค้า” จะชูในเรื่องของ Lifestyle & Experience เป็นแกนหลักในการทำตลาด เนื่องจากมองว่า สาขาที่เปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้า เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคมองหาประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์
การเล่นกับลูกค้ากลุ่มนี้ ชาบูชิ ได้พัฒนาและเปิดตัว “ร้านดีไซน์ใหม่” เพื่อยกระดับประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นในมิติที่เหนือกว่าทั้งด้านอาหาร บริการ และบรรยากาศ โดยชูจุดเด่นสำคัญอย่าง “Sushi-Master Station” ครัวเปิดที่ให้ลูกค้าได้ชมทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ซูชิอย่างสดใหม่...คำต่อคำ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ไปจนถึงการจัดเสิร์ฟอย่างประณีต ซึ่งช่วยสร้างทั้งความมั่นใจในคุณภาพและความประทับใจในทุกมื้ออาหาร
ขณะที่ในเรื่องของการบริการ ชาบูชิ ยังคงนำเสนอทางเลือกบุฟเฟ่ต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยมี Tier Price 3 ระดับ ได้แก่ “Regular Buffet” (สุขอิ่ม) 399 บาท+/ท่าน, “Premium Buffet” (สุขคุ้ม) 499 บาท+/ท่าน, และ “Platinum Buffet” (สุขล้น) 599 บาท+/ท่าน ซึ่งแต่ละคอร์สออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า ทั้งในด้านความหลากหลาย คุณภาพ และความคุ้มค่า

ปัจจุบัน ร้านดีไซน์ใหม่เปิดให้บริการแล้วในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G ซึ่งเป็นสาขา นำร่อง, เซ็นทรัล ขอนแก่น, มาร์เก็ต วิลเลจ หัวหิน, เกตเวย์ เอกมัย, เซ็นทรัล พัทยา, เซ็นทรัล ศาลายา, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล นครศรีธรรมราช, จังซีลอน ภูเก็ต
และเร็วๆ นี้ที่เซ็นทรัล กระบี่ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการขยายการปรับโฉมร้านดีไซน์ใหม่ในสาขาหลักทั่วประเทศ โดยเน้นศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อสร้างภาพจำแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนและทันสมัยในระดับประเทศ
ส่วนสาขาที่เปิดใน “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” จะเน้นคอนเซ็ปต์ในเรื่องของ Value & Convenience เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “ความสะดวกสบาย”
ซึ่งชาบูชิเองได้ออกแบบกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในด้านราคาและความยืดหยุ่นในการเลือกบริโภค โดยเปิดตัวบุฟเฟ่ต์ใหม่ “ซูเปอร์คุ้ม” 259 บาท+ (บุฟเฟต์หมูหมู) ฟินคุ้มเมนูชาบู – ชาบู เนื้อหมู เนื้อไก่ ลูกชิ้น และผักสด อิ่มครบ เมนูอาหารรับประทานเล่น พร้อมผลไม้ ไอศกรีม และเครื่องดื่ม รวมแล้วกว่า 50 เมนู
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเพิ่มทางเลือกอัปเกรด “คุ้มพลัส” 39 บาท+ จ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อยก็สามารถเพิ่มความอร่อยด้วย 9 เมนูสุดฮิต ทั้งกุ้งสด เนื้อฮารามิ เนื้อสไลซ์ และซีฟู้ดหลากชนิด เพื่อให้ลูกค้าเลือกความคุ้มค่าตามงบประมาณและรสนิยมได้อย่างอิสระ

ขณะเดียวกัน ชาบูชิ ยังคงให้บริการบุฟเฟต์ “สุขอิ่ม” 399 บาท+ สำหรับลูกค้าประจำที่ต้องการประสบการณ์เต็มรูปแบบ ทั้งชาบู – ชาบู ซูชิ และเมนูอาหารรับประทานเล่น เช่น กุ้งเทมปุระ ตลอดจนผลไม้ ไอศกรีม และเครื่องดื่มรวมกว่า 70 รายการ
การหันมาเปิดเกมราคาบุฟเฟ่ต์ 259 บาท+ ในครั้งนี้ ชาบูชิเลือกใช้เครือข่ายสาขาที่กระจายอยู่ในไฮเปอร์มาร์เก็ต และคอมมูนิตี้มอลล์ 72 สาขา เป็นตัวช่วยในการเข้าถึงลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า คุ้มราคา ซึ่งเป็นอีกการเปิดเกมสู้สงครามบุฟเฟ่ต์หม้อร้อนที่กำลังแข่งขันกันอย่างเร้าใจในขณะนี้
ถือเป็นอีกการปรับเกมที่รับกับเทรนด์การทำตลาดที่เปลี่ยนไปสู่ยุคที่ One size doesn’t fit all. อีกต่อไปแล้ว....