เปิดตัวครั้งแรกของโลก! กับ TOYOTA HILUX รถกระบะที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนาน ภายใต้ชื่อใหม่ TOYOTA HILUX TRAVO และ HILUX TRAVO-e เพื่อนำเสนอทางเลือกตามหลักคิด Multi-Pathway ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล และรถไฟฟ้าแบบ Body-on-frame รุ่นแรกของโตโยต้าที่มีการวางจำหน่ายจริง
สำหรับประเทศไทย “รถกระบะ” สะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งเสมือนเพื่อนร่วมเดินทางที่อยู่เคียงข้างกันมายาวนาน จนถึงปัจจุบันจึงเห็นรถกระบะในทุกมิติของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะใช้ในการประกอบอาชีพ ขนส่งสินค้า เดินทางในชีวิตประจำวัน หรือเติมเต็มไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จนสามารถกล่าวได้ว่า สำหรับคนไทย รถกระบะไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ในช่วงปี 2547 โตโยต้าริเริ่ม โครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน ภายใต้ชื่อรถกระบะไฮลักซ์ (รุ่นที่ 7) รถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ (และรถมินิแวน อินโนวาในต่างประเทศ) รวมถึงเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออก ส่งผลให้ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปลี่ยนบทบาทจากฐานการผลิตที่เน้นตลาดภายในประเทศ สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถกระบะ
ปัจจุบัน HILUX ที่ผลิตในไทยได้ถูกส่งออกไปยัง 133 ประเทศทั่วโลก มียอดส่งออกสะสมกว่า 4.6 ล้านคัน มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศด้วยสัดส่วนสูงสุดถึง 95% ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงานกว่า 275,000 คน ทั้งพนักงานในเครือ พนักงานของผู้แทนจำหน่ายฯ 153 แห่ง และผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 290 แห่งทั่วประเทศ HILUX จึงมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคิดเป็นกว่า 30% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด และมีส่วนช่วยสร้าง GDP ให้ประเทศไทยมากถึง 3% ต่อปี
เป็นบทพิสูจน์ว่า HILUX ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะ แต่คือ “รถกระบะมหาชน” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

ล่าสุด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัวรถกระบะไฮลักซ์รุ่นใหม่ เจเนอเรชันที่ 9 เป็นครั้งแรกของโลก (World Premiere) ภายใต้ชื่อ “TOYOTA HILUX TRAVO” ด้วยการนำทีมของวิศวกรชาวไทย HILUX TRAVO ได้รับการพัฒนาผ่านการรับฟังเสียงของผู้ใช้ชาวไทยอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ พร้อมนำข้อมูลมาปรับปรุงและต่อยอดการพัฒนา เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของคนไทย
ภายใต้คอนเซ็ปต์ดีไซน์ “Tough & Agile” ผสาน ”ความแข็งแกร่ง” กับ “ความคล่องตัว” พร้อมการออกแบบด้านหน้าด้วยแนวคิด “Cyber Sumo” ที่เป็นท่าเตรียมพร้อมในการต่อสู้ Shikiri Pose สะท้อนภาพความแข็งแกร่ง (Stable) แข็งแรง (Strong) และมั่นคง (Steady) การออกแบบภายในใช้แนวคิด “Robust Simplicity” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกฟังก์ชันใช้งานได้จริง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และทันสมัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense เวอร์ชันล่าสุด และอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอีกมากมาย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี "Dynamic Cloud" ในการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ ที่ส่งผลต่อการขับขี่ที่นุ่มนวล แม่นยำ และทรงตัวเยี่ยม
โดย HILUX TRAVO ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์ GD Super Power ขนาด 2.8 ลิตร ที่ให้กำลังสูง และมีการปรับปรุงความประหยัดน้ำมันที่ดีกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร สูงสุดถึง 5.8% และมากกว่าเครื่อง 2.8 ลิตร รุ่นเดิมถึง 7.5%
ภายใต้แนวคิด Multi-Pathway โตโยต้าได้เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า “HILUX TRAVO-e” เป็นการแนะนำรถไฟฟ้าแบบ Body-on-frame รุ่นแรกของโตโยต้าที่มีการวางจำหน่ายจริง พัฒนาขึ้นบนหลักการ QDR (Quality-Durability-Reliability) อันเป็นหัวใจของโตโยต้า และยังคงสมรรถนะ ความทนทานตามมาตรฐานรถกระบะ HILUX และเสริมด้วยเทคโนโลยี "Diamond Guard" ช่วยปกป้องแบตเตอรี่ และชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล การบรรทุกและการขับขี่แบบออฟโรด

ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ระหว่างการพัฒนา HILUX TRAVO ทีมวิศวกรได้ลงพื้นที่ศึกษาวิจัยอย่างลึกซึ้งเพื่อทำความเข้าใจว่า ‘รถกระบะในอุดมคติ’ สำหรับคนไทยควรเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบบผสมผสาน ทั้งด้านโลจิสติกส์ การเดินทาง หรือการใช้ส่วนตัวเพื่อท่องเที่ยว ทีมงานได้สำรวจตลาด รับฟังเสียงจากลูกค้า อินฟลูเอนเซอร์ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดกับสื่อมวลชนสายยานยนต์
โตโยต้ามีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของ HILUX ใน 3 รุ่นหลัก ได้แก่
HILUX REVO จะเน้นการใช้งานเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ และผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ
HILUX TRAVO เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้ง Off road และ Urban Lifestyle ขณะที่ HILUX TRAVO-e เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพระดับพรีเมียม และองค์กรที่มีวิสัยทัศน์
HILUX CHAMP จะเน้นไปที่ตลาด Conversion ตอบโจทย์ธุรกิจ และผู้ใช้ส่วนตัวที่รักการตกแต่งรถ
โดย HILUX TRAVO จะมีรุ่น Overland เป็นเรือธงในการทำตลาด มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าส่วนบุคคลที่พร้อมลุยทุกเส้นทางที่มีทั้งเรื่องดีไซน์โดดเด่น และระบบการขับขี่ "Dynamic Cloud" ที่เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการทรงตัวและเสริมสร้างสมรรถนะในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น
“สำหรับรถกระบะไฟฟ้า TRAVO-e ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับพรีเมียม และองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โตโยต้าได้เตรียมแผนการดูแลลูกค้าทุกมิติ ทั้งประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมแพ็กเกจการดูแลรักษารถ BEV แบบครบวงจร และการช่วยลดต้นทุนผ่านโปรแกรมการเช่าใช้ KINTO ในราคาพิเศษสำหรับลูกค้าประเภทองค์กรอีกด้วย” ศุภกร กล่าว
TOYOTA HILUX TRAVO มีราคาเริ่มต้นที่ 774,000 บาท ในรุ่น 2.8 ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4TREX และสูงสุดในรุ่น Overland Plus AT ราคา 1,366,000 บาท ส่วน HILUX TRAVO-e ราคา 1,491,000 บาท

อย่างไรก็ตาม การเลือกไทยเป็นเวที World Premiere สะท้อนทั้งความสำคัญของตลาดกระบะในประเทศ และบทบาทของไทยในฐานะ Global Hub ของโครงการ IMV ที่ส่งออก HILUX ไปมากกว่า 130 ประเทศ ตัวเลขการผลิตกว่า 14 ล้านคัน ไม่ได้มีความหมายแค่ยอดขาย แต่คือการตอกย้ำสถานะ “รถกระบะมหาชน” ที่ขับเคลื่อนทั้งเมือง ชุมชน และเศรษฐกิจจริงของผู้คน
หัวใจสำคัญของ HILUX Gen 9 คือการกลับไปฟังเสียงลูกค้าทั่วโลก ทั้งคนใช้ในเหมือง ทะเลทราย เมืองใหญ่ ไปจนถึงพื้นที่ทุรกันดารในหลายภูมิภาค เพื่อแปลง Insight เหล่านั้นมาเป็น Blueprint หรือพื้นฐานการออกแบบให้กับ HILUX รุ่นใหม่ ที่ต้องสามารถ “ใช้งานได้จริง” และเติมเต็ม “การใช้ชีวิต” ได้อย่างเต็มที่ในรถยนต์คันเดียว
สำหรับ HILUX TRAVO ได้รับการยกระดับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ GD Super Power ช่วงล่างและโครงสร้างที่ปรับให้ทั้งนุ่ม นิ่ง มั่นใจขึ้น ภายนอกดีไซน์แข็งแรงทันสมัย ภายในพรีเมียมขึ้น ฟีเจอร์เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยจัดเต็ม ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของธุรกิจ คนทำงาน และคนที่มองกระบะเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์
ขณะที่ HILUX TRAVO-e มีบทบาทสำคัญในฐานะรถกระบะไฟฟ้า BEV ที่มาพร้อม DNA ความอึด ถึก ทน ในแบบ HILUX แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เหมาะกับองค์กรที่มีนโยบายสำคัญที่ต้องการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง พร้อม ซึ่งโตโยต้าซัพพอร์ตด้วยแพ็กเกจการใช้งาน การประกันภัย และความแข็งแกร่งของ Ecosystem เพื่อรองรับการดูแลรถไฟฟ้าในระยะยาวให้กับลูกค้ากลุ่มองค์กร
โดยโตโยต้าสะท้อนแนวคิด Multi-Pathway ที่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเปลี่ยนมาทางใดทางหนึ่ง แต่เปิดทางเลือกทั้งดีเซลยุคใหม่ และ EV ให้ลูกค้าตัดสินใจบนฐานความพร้อมของตัวเอง
ดังนั้น การเปิดตัว HILUX Gen 9 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนโฉม แต่คือการรีเซ็ตเกม “รถกระบะมหาชน” ที่อยู่คู่เศรษฐกิจไทยมายาวนาน จากบทบาทรถกระบะที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน สู่การเป็นเพื่อนคู่ใจในยุคที่โลกเดินหน้าไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและยานยนต์ไฟฟ้า ที่ต้องสามารถตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในคันเดียว
ในมุมของการแข่งขันในตลาดรถกระบะหลังจากนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่กติกาเดิมๆ แต่โตโยต้ากำลังเปลี่ยนกติกาจากการยกระดับมาตรฐานใหม่ให้ตลาดกระบะไทยในยุค EV / Carbon Neutrality ที่อาจทำให้ทั้งตลาดต้องเดินตาม ทั้งด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ ราคา และคุณค่าที่ส่งต่อให้กับผู้บริโภคยุคใหม่
