MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions) เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาลในแต่ละปี
คาดการณ์ว่าภาพรวมอุตสาหกรรม MICE ในปี 2025 จะมีจำนวนนักเดินทาง MICE ทั้งต่างประเทศและในประเทศประมาณ 25 ล้านคน สร้างรายได้ราว 143,729 ล้านบาท
ส่วนปี 2026 เป้าหมายของ TCEB ต้องการเพิ่มจำนวนนักเดินทาง MICE ทั้งต่างประเทศและในประเทศเป็น 30 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 20% และเพิ่มตัวเลขได้เป็น 2 แสนล้านบาท หรือประมาณ 40% โดยเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 106,100 ล้านบาท หรือ 53%
ถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายไม่น้อยในสภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงผันผวน
BrandAge มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เพื่ออัปเดตสถานการณ์และนโยบายการขับเคลื่อนองค์กร
ดร. ศุภวรรณ เริ่มต้นการสนทนาด้วยการอัปเดตภาพรวมของอุตสาหกรรม MICE ของไทยในสายตาของคนทั่วโลกให้ฟังว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม MICE ไม่เพียงแค่ในระดับภูมิภาคอาเซียน แต่อยู่ในระดับโลก โดยจุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โดยอยู่ใจกลางอาเซียน การเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคใช้เวลาไม่มาก และมีสายการบินตรงเชื่อมโยงกว่าร้อยสายการบิน ทำให้นักเดินทางสามารถเข้าถึงได้สะดวก
“เรื่องของสายการบินที่มีถึงร้อยกว่าสายการบินสามารถ Connect Direct หลายๆ ที่เป็นตัวเอื้อให้คนเดินทางมาง่ายขึ้น ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ไม่ใช่เฉพาะแค่กรุงเทพฯ แต่เมืองเศรษฐกิจทั้งหลายก็มีความพร้อม เรื่องนี้เป็นส่วนสําคัญสําหรับผู้จัดการ เพราะฉะนั้นเราพยายามที่จะพัฒนาเมืองต่างๆ ให้มีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพรองรับงาน เพราะฉะนั้นการสนับสนุนจากภาครัฐก็ดี หรือผู้ประกอบการที่มีความพร้อม มี Community ที่สามารถ Sharing Experience ต่างๆ ล้วนเป็นส่วนสําคัญสําหรับตัว Business Event”

ดร.ศุภวรรณ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือประสบการณ์นอกเหนือจากงาน คือเรื่องของพฤติกรรมของนักเดินทางรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกับกลุ่ม Gen Y และ Z ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรในปัจจุบัน พบว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่เพียงสนใจเนื้อหาของงาน แต่ยังต้องการประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกับจุดหมายปลายทาง มองหา วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประสบการณ์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
“ถ้าพูดถึงเรื่องพฤติกรรมของคนเดินทาง ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจ MICE มันสูงมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่ Destination เราเก่าเราต้องมีโปรดักต์ใหม่ป้อนให้เขา แต่เมื่อไหร่ก็ตาม Destination ก็เก่า โปรดักต์ก็เก่าเหมือนท่องเที่ยว เขาก็ไปที่อื่น
อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องนักเดินทาง ผู้จัดงานก็อยากจะให้มี Delegate หรือมี Visitor มีนักเดินทางติดตามงานเขาไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียกว่า Return on Experience จึงสําคัญมากๆ ประสบการณ์ที่ Destination หรือเมืองมอบให้นอกเหนือไปจากงาน คือความสัมพันธ์ที่เมืองนั้นจะต่อยอดให้เขาเป็น Visitor ในอนาคตกลับมาในฐานะเป็นนักท่องเที่ยว หรือกลับมาในฐานะธุรกิจที่เขาได้รับการเชื่อมโยงจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในงานหรือภายในเมืองก็ตาม เพราะฉะนั้น Relationship จึงเป็นส่วนสําคัญ”
ปัจจุบัน TCEB มองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ตัวเลือกแต่เป็นความจำเป็น โดยเฉพาะจากยุโรป อเมริกา และกลุ่มประเทศในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ มักถามถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมก่อนตัดสินใจเลือกสถานที่จัดงาน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสถานที่ไหนมีนโยบาย Environment ผู้ให้บริการรายใดมี Professional Standard และมีนโยบายด้าน Sustainability
ดร.ศุภวรรณ ย้ำว่า มาตรฐานการจัดงานแบบ Sustainability ประเทศไทยถือว่าไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะในเรื่อง Sustainability ที่มีเครื่องมือในการวัด Carbon Emission หรือ Carbon Decarbonization และการทำ Carbon Offset ผ่านโครงการต่างๆ TCEB ได้พัฒนาแอปพลิเคชันและเครื่องมือคำนวณคาร์บอนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้จัดงานจากต่างประเทศ ทำให้สามารถจัดงานแบบ Sustainable Event ได้ง่ายขึ้น
“TCEB เรามองเห็นเทรนด์นี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว เรามีการทํางานร่วมกันกับทางสมาคมคอนเวนชั่นโลก และนํานโยบายเรื่องของ Sustainability เข้ามา มีการเทรน Sustainable Event เป็นอิดิชั่นของประเทศไทยให้กับผู้ประกอบการ ให้กับ Organizer อย่างต่อเนื่อง”

ผู้อำนวยการ TCEB กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันในยุคนี้ Ecosystem หรือระบบนิเวศคือกุญแจสำคัญสู่การเติบโต เพราะฉะนั้นการจัด Business Event ที่จะประสบความสำเร็จและแข่งขันได้ต้องมี Ecosystem ที่หลากหลายและสามารถให้ผู้จัดงานหรือ Delegate เลือกได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน Ecosystem ด้านการจัดงานในไทยยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ เวลาจัดงานในเมืองใหญ่ๆ ผู้จัดงานมักต้องดึงคนจากกรุงเทพฯ ไปช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น Ground Service หรือ Show Manager
ที่ผ่านมา TCEB พยายามสร้างระบบนิเวศในเมืองหัวเมืองใหญ่ๆ ให้มีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น เช่น มีการทำงานร่วมกับ Fastwork ที่มีแพลตฟอร์มด้านฟรีแลนซ์ เพื่อนำ Ecosystem ของผู้ให้บริการเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ TCEB ยังมีแพลตฟอร์ม BizConnect ที่รวมผู้ให้บริการทั่วประเทศ ตั้งแต่ Destination ชุมชน ผู้จัดงาน สถานที่ โรงแรม ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน TMVS
“จริงๆ แล้วประเทศไทยรวมทั้งอาเซียนเนี่ยมีเสน่ห์ตรงที่เรากําลัง Transform ภูมิภาคเราไปสู่อุตสาหกรรรมใหม่ หรือเศรษฐกิจใหม่ในหลายมิติ ประเทศไทยเราเองเป็นฐานของโรงงานค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าหลายคนจะบอกว่าเวียดนามกำลังมา ญี่ปุ่น เกาหลี จีนก็ไปลงทุนมากขึ้น เวียดนามก็จะเหมือนกับประเทศไทยเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วในอุตสาหกรรม เผอิญว่าอุตสาหกรรม MICE มันพ่วงกับกลุ่มเศรษฐกิจ เพราะเราบอกว่าเราพ่วงกับธุรกิจไม่ใช่ท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูว่านโยบายของอาเซียน นโยบายของประเทศไทยเนี่ย มีธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอะไรที่อยากจะ Transform หรืออยากจะเติบโต”
เพื่อให้เห็นภาพ ดร.ศุภวรรณ ได้ยกตัวอย่างการจัดประชุมด้านพลังงาน Gastech ที่จะจัดขึ้นในปลายปี 2569 ซึ่งงานนี้เป็นของกลุ่มพลังงานระดับโลก ในขณะที่โลกกำลังลดการใช้ก๊าซและน้ำมัน หันมาใช้พลังงานทางเลือก อาเซียนก็ต้องการ Transform ทั้งภูมิภาคไปสู่ Alternative Energy และ Clean Technology ไทยจึงร่วมกับกระทรวงพลังงานบิตงานนี้มาได้สำเร็จ เพราะเป็น Strategic Location ของอาเซียน งานนี้จะมีนวัตกรรมจากยุโรปและอเมริกาเข้ามาจัดแสดง มีการประชุมและ Exhibition
“ในปีหน้านอกจาก Gastech แล้วก็ยังมีงาน World Bank อันนี้ก็จะเป็นกลุ่มของนักธนาคาร นักการเงินที่เราทํางานร่วมกันกับทางกระทรวงการคลังไปดึงงานนี้เข้ามา แล้วก็ยังมีอีกหลายหลายงานทางด้าน Tech ด้านดิจิทัล เพราะฉะนั้นในพาร์ตของเศรษฐกิจใหม่เราไม่ได้ขายประเทศไทยอย่างเดียว เวลาเราดึงงานหรือเราเอา Business Event เข้ามา เราบอกว่าประเทศไทยคือศูนย์กลางของภูมิภาคนี้
ดังนั้น นโยบายของทางด้าน MICE ตอนนี้ งานที่เราจะดึงมาในอนาคต เรามองภาพของงาน Global ที่เป็นระดับโลกแล้วอยากจะมาเอเชีย เมื่อไหร่ก็ตามที่นึกถึงเอเชีย ประเทศไทยต้องอยู่ใน Top of Mind ของเขา”

ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ประการแรกคือมี Destination และเมืองที่รองรับได้หลากหลาย ประการที่ 2 คือมีที่พักระดับ World Class ตั้งแต่ Value for Money จนถึง Luxury Premium Plus ครบทุกระดับ ไม่เพียงกรุงเทพฯ แต่หัวเมืองหลักในแต่ละภูมิภาคมีโรงแรมเครือข่ายนานาชาติเข้ามาเปิดบริการเป็นจำนวนมาก
“ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้าตอนนี้พื้นที่และขนาดใหญ่ของไทยเรามากที่สุดละในอาเซียน ใหญ่กว่าสิงคโปร์อีก แม้กระทั่งงานแสดงสินค้าที่จัดอยู่ปัจจุบัน เราก็เป็นที่หนึ่งของอาเซียน ในเชิงของจํานวนของงาน ในเชิงของพื้นที่ของการจัดงาน ในส่วนของคอนเวนชั่น เราก็ค่อนข้างที่จะยืนหนึ่งในกลุ่มที่เป็น Medical กับ Wellness เราจัด International Convention 200 กว่างานที่เป็น Medical อย่างเดียว คือกลุ่มแพทย์ศาสตร์ทั้งหลาย แล้วก็ตอนนี้รวมกลุ่ม Wellness เข้าไป เพราะว่าทั้งโลก Concern เรื่อง Live Long Medicine, Alternative Medicine ที่นอกเหนือไปจากกลุ่มแพทยศาสตร์ทั้งหลาย”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องความท้าทายในการทำงาน ดร.ศุภวรรณ อธิบายว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมในหลายด้าน แต่ธุรกิจ MICE เปลี่ยนแปลงเร็วมาก และการแข่งขันก็สูงขึ้น เช่น เวียดนามก็เริ่มที่จะมีการท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้น และเริ่มดึงงาน MICE เข้ามารวมด้วยเหมือนกัน
“เวียดนามจะเป็นลักษณะจัดงานเพื่อคนในประเทศ ยังไม่มีภาพ International เหมือนประเทศไทย ส่วนสิงคโปร์ก็ถือเป็นหนึ่งในคู่แข่งสําหรับงานดังระดับโลก แต่สิงคโปร์ไม่มีอุตสาหกรรม เขาเป็นเมืองการค้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่สิงคโปร์ได้ คือกลุ่มที่เป็นพวกทางด้านการเงิน เทคโนโลยี แต่พอลงลึกไปในกลุ่มอุตสาหกรรมยังสู้เราไม่ได้ เพราะฉะนั้นงานแสดงสินค้าถ้านับจํานวนงาน และการมีคนเข้าร่วม งานมาที่ประเทศไทย เขายังน้อยกว่าเรามาก
ตอนนี้เราเป็นอันดับ 7 ของโลกทางด้านการประชุม รวมไปถึงงานแสดงสินค้าเราก็เป็นอันดับ 1 เราอาจจะต้องคอมพลีทกับจีนหรือญี่ปุ่น เพราะว่าเขามีมณฑลและเมืองค่อนข้างเยอะ และ MICE City เยอะมาก หลากหลายมาก”

ส่วนความท้าทายที่2 ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการปรับภาพลักษณ์ของประเทศเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ซึ่งส่วนตัวมองว่าภาครัฐเริ่มทําได้ได้ดีขึ้น
“แต่จะดีขึ้นกว่านี้ได้ถ้าเราสามารถตั้งคณะทํางานที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะมันไม่ใช่แค่หน่วยงาน MICE หรือท่องเที่ยวที่จะแก้ปัญหาได้ แต่มันยังมีทั้งเรื่องของตํารวจ มีเรื่องของสาธารณสุข มีเรื่องของการต่างประเทศที่ต้องมาช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเราพยายามแก้ปัญหาตรงจุดนี้แบบซีเรียสนะคิดว่ามันจะช่วยได้เยอะในทุกธุรกิจ
แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่เป็นความท้าทายมากๆ แล้วก็เป็นหนึ่งใน Issue ที่จะต้องขับเคลื่อนก็คือ Ecosystem ของ MICE ยังไม่เยอะ เมื่อเทียบกับเมืองจีน เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น คือระบบนิเวศในที่นี้หมายถึงผู้ให้บริการในธุรกิจ MICE ไม่ใช่มีแต่สถานที่จัดงานหรือผู้จัดงาน แต่ยังมี Subset ที่ทําให้เกิดการจัดงานในแต่ละด้านขึ้นมาต้องถือว่าขาดแคลน เราต้องไปกระตุ้นโดยเฉพาะหัวเมืองที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ คือพยายามให้มีผู้ประกอบการในธุรกิจ MICE ที่ให้บริการมีจํานวนมากขึ้น ไม่งั้นจะไม่มีการเติบโต เพราะว่างาน Event จะเกิดขึ้นได้มันไม่ได้แปลว่าเราต้องดึงงานจากนานาชาติ แต่เราสร้างงานเองได้จากแต่ละพื้นที่”
ปัจจุบัน TCEB มีการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ประสานงานมาเป็น Expert และ Consultant มีฝ่ายที่เรียกว่า MICE Capability ที่นำหลักสูตรนานาชาติเข้ามาหลายตัว ทั้งด้านการจัดงานจากอเมริกา ด้าน Convention และล่าสุดคือหลักสูตรด้าน Incentive สนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่จะ Deal กับ International และ Domestic เข้ามาอบรม สร้างมาตรฐานความเป็นมืออาชีพทางด้านนี้ให้มากขึ้น
ดร.ศุภวรรณ อธิบายว่า COVID-19 ทำให้ TCEB ต้องหันมาเน้นในประเทศ ซึ่งทำให้ตลาดในประเทศเติบโตเร็วมาก ส่งผลให้สัดส่วนงาน International ลดลง ดังนั้น อีกหนึ่งเป้าหมายของ TCEB ที่อยากจะขับเคลื่อนก็คือเรื่องของการตลาดต่างประเทศ
“การลดลงของงาน International มาจากหลายสาเหตุ อาทิ เรื่องของการเมือง เรื่องการสื่อสารภาพลักษณ์ ช่วงที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี โดยเฉพาะจากจีน หลายประเทศหันไปที่อื่น เพราะบริษัทประกันไม่สปอนเซอร์ นักเดินทางที่เป็นนักธุรกิจต้องมีประกันสนับสนุนถึงจะเดินทางได้ กลุ่ม Corporate จึงถอนตัวไปเยอะ ตอนนี้เรากําลังเรียกกลับคืนมา อย่างในปีหน้าเราได้งานแอมเวย์ ประเทศจีนซึ่งเป็นกลุ่ม Incentive ระดับท็อปของแอมเวย์ งานนี้จะมีลีดเดอร์หมื่นกว่าคนเดินทางมาประเทศไทย ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเท่าที่แอมเวย์ ประเทศจีนเคยทํา เราคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมาก”

ดร.ศุภวรรณ ยังได้อัปเดตงานที่กำลังจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพิ่มเติมให้ฟัง เริ่มจากจังหวัดภูเก็ตที่ได้งาน Inter Pride Conference, Global Wellness Summit และงานด้านการท่องเที่ยวต่างๆ จังหวัดเชียงรายที่จะมีงาน Pacific Asia Tourism จังหวัดอุดรธานีที่ปีหน้าจะมีงานพืชสวนโลก Type B และนครราชสีมาที่จะจัดงานพืชสวนโลก Type A เหมือนงานราชพฤกษ์ที่เชียงใหม่ในปี 2029
“ส่วนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโครงการ Mega Project งาน World Expo เป็นหนึ่งในโครงการที่กำลังมองหา หลังจากภูเก็ตบิต Specialized Expo แล้วแพ้เซอร์เบีย TCEB มองว่าเมืองในประเทศไทยมีศักยภาพหลายเมือง และกำลังเตรียมคุยในเรื่องการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Expo อีกรอบว่าจะเป็นในปีไหน งาน World Expo ต้องใช้พื้นที่ประมาณ 600 กว่าไร่ นี่คือเหตุผลที่สิงคโปร์ไม่เคยบิตเพราะเป็นประเทศเล็ก
ส่วนการเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน F1 ปัจจุบัน TCEB เป็นส่วนสนับสนุนในการทำ Feasibility Study ซึ่งประเมินว่าจะได้มากกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ Spending ก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีงาน Tomorrowland ที่จะจัดที่พัทยาปีหน้า TCEB ทำ Feasibility Study และพยายามเชื่อมโยง Organizer จากเบลเยียมเข้ามา ซึ่งใกล้จะประกาศได้แล้ว งาน Tomorrowland มีความสำคัญเพราะ UN ให้การรับรองด้าน Sustainability มีการจัดการของเสียที่ดีมาก มีส่วนร่วมกับชุมชน จัดงานแบบ Cashless และมีระบบ Security ที่เข้มงวด ครั้งล่าสุดที่ไฟไหม้ เขาจัดการได้ภายในวันเดียว พื้นที่อื่นไม่ได้รับผลกระทบและยังจัดงานต่อได้ การดูงานครั้งนี้จะช่วยยกระดับการจัดงานในไทยด้าน Sustainability และ Security”
กลับมาที่สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทีมงานอยากรู้ว่า TCEB จะบริหารงานภายใต้งบประมาณจำกัดอย่างไร?
ผู้อำนวยการ TCEB อธิบายว่า TCEB แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คืองานแผนเดิมที่ต้องทำต่อเนื่อง กับงานใหม่ที่เป็น Quick Win ซึ่งทิ้งไม่ได้ทั้ง 2 อย่าง แต่จะเพิ่มศักยภาพจากการมี Alliance การมีพันธมิตร ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้อีกต่อไป Partner ที่นี่เป็นได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
“เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาดูว่า Alliance ที่เราจะเลือกในประเทศก่อนในอุตสาหกรรมที่เราต้องการที่จะไป Pitching หรือต้องการที่จะดึงงาน หรือต้องการที่จะสร้างสร้างงานอยู่ในธุรกิจอะไรก็ไปทําความร่วมมือ Alliance เป็นคําตอบที่ดีที่สุด เราไม่ได้ทํางานคนเดียว ที่เราต้องไปเวิร์กคือต้องเข้าหาพันธมิตรที่มี Impact ปัจจุบันเราเวิร์กกับองค์การมหาชนซึ่งมีกว่า 60 หน่วยงาน อาทิ DEPA, NIA, CEA ฯลฯ
อีกเรื่องที่ทำคือทรานส์ฟอร์มองค์กร เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว คนทํางานที่นี่จะมองว่าตัวเองเป็นแค่ Facilitator หรือเป็นแค่ผู้ประสานงานไม่ได้แล้ว ต้องลงลึกกว่านี้ ต้องเป็น Consult ให้ได้ พอเปลี่ยน Mindset แล้วก็ต้องเพิ่มวิธีการ เพิ่มดาบ เพราะกลุ่ม SME ต้องการ Consultant Service ค่อนข้างเยอะ
การ Upskill และ Reskill มี 2 ส่วนคือ Soft Skills กับ Skills เฉพาะในธุรกิจที่ทำอยู่ มีฝ่ายการประชุม ฝ่ายแสดงสินค้า ฝ่าย Mega Event และเทศกาล ซึ่งต้องใช้ Skill คนละแบบในการ Approach งานหรือสนับสนุนผู้จัดงานให้แข็งแรงใน Skill ที่ทำอยู่ แต่ปรับมุมมองจากการพูดแค่หลักเกณฑ์การสนับสนุน มาเป็นการลงลึกในเรื่อง How to พัฒนางานและช่วยผู้ประกอบการสร้างเครือข่ายให้มากขึ้น”

ดร.ศุภวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า Pain Point ของอุตสาหกรรม MICE ไทยว่า ยังใช้ Data ให้เกิดประโยชน์น้อยมาก เพราะว่าประเทศไทยเก่งเรื่อง Operation แต่มาเรื่องของการวิเคราะห์ยังถือว่ายังด้อย ต่างจากประเทศจีนและสิงคโปร์ ที่ใช้ประโยชน์จาก Data ได้ดีกว่า ซึ่งทาง TCEB เองก็อยากจะเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าใจการใช้ Intelligent ในเรื่องของ Data มาใช้ในการทํางาน โดยเฉพาะกับ AI
“การใช้ AI จะเป็นตัวเสริมทำให้การจัดงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น AI แต่ก่อนคนมองว่าเป็นประโยชน์กับผู้จัดงานเท่านั้น แต่ปัจจุบัน AI เกิดประโยชน์กับผู้เข้าร่วมงานด้วย ให้ Delegate และ Visitor มีส่วนร่วม Interactive โดยใช้ AI ซึ่งต่างประเทศใช้กันเยอะแล้ว
TCEB มีฝ่าย Intelligence และ Innovation ที่ทำงานร่วมกับ DEPA, NIA, DIGA กลุ่มกระทรวงดิจิทัล ทำร่วมกับ True Digital และ AIS เพื่อเสริมผู้ประกอบการ เพราะผู้ประกอบการที่ให้บริการด้านเทคโนโลยียังน้อย ส่วนใหญ่ไปอยู่ใน Real Sector ในอุตสาหกรรม จึงชักชวนกลุ่มที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวเข้ามาให้บริการในกลุ่มการจัดงาน สถานที่จัดงาน และทุก Element ตั้งแต่การลงทะเบียนด้วยใบหน้า ไม่ต้องใส่ Badge การทำ Cashless การให้ Exhibitor ได้ Data ของคนเดินงาน วิเคราะห์พื้นที่ไหนหนาแน่น คนสนใจตรงไหน อยู่นานแค่ไหน หรือหากต้องการข้อมูลบริษัทไม่ต้องหิ้วโบรชัวร์ แค่แตะก็ส่งอีเมลได้ทีหลัง การทำ Business Matching แต่ก่อนผู้จัดงานทำแมตชิ่ง ปัจจุบันถ้าใช้ AI Visitor เลือกหัวข้อ Content เอง แม้มีเป็นพันก็ทำ Personalized ได้ อยากเจอใครคีย์ข้อมูลเข้าไป AI จัดนัดให้เอง สะดวกมาก
หรือแม้กระทั่งความร่วมมือกับ Venue อยากขยาย Experience ของ Delegate โดยเฉพาะต่างชาติ เช่น ไปศูนย์การประชุมสิริกิติ์ไม่รู้จะไปไหนต่อ เพียงใช้ AI และลงทะเบียนเข้ามาในสถานที่จัดงาน ก็เห็นข้อมูลร้านอาหาร Destination Community ที่รอ ไม่ต้องซื้อโปรแกรม หาข้อมูลจาก Google หรือมีบริษัททัวร์ตั้ง Station นี่คือ Information ที่สามารถให้ได้ผ่านเทคโนโลยี”
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอยากให้ ดร.ศุภวรรณ อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง MICE กับการท่องเที่ยว ซึ่งหลายภาคส่วนยังสับสน
ดร.ศุภวรรณ อธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า หลายคนสับสนเพราะช่วงหนึ่งรัฐบาลเอาธุรกิจ MICE ไปอยู่ในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว แต่เป็นท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะปลายทางของ MICE ต้องมีการเดินทาง และต้องใช้จ่ายผ่านค่าที่พัก อาหาร ท่องเที่ยว แต่จริงๆ แล้ว ความต่างของนักเดินทางกลุ่ม MICE และท่องเที่ยวเด่นชัดมากจากอย่างแรก คือวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว วัตถุประสงค์คือเราจะเป็น Backpacker หรือเราจะเป็น Family หรือ Luxury ก็คือเป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวไม่ได้มาทํางาน แต่เมื่อไรก็ตามที่เป็น MICE เขามีธงว่าเขาเดินทางมาเพื่อจะเข้างานประชุม เข้าร่วมงานประชุมองค์กร หรือได้สิทธิพิเศษ Incentive จากบริษัทให้เดินทางมาใช้จ่ายแบบมี Experience ที่น่าจดจํากลับไป หรือเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้า มาเป็นผู้ซื้อหรือมาเป็นผู้ขาย ส่วนใหญ่มาแล้วแทบไม่ได้เที่ยวมาทำงานเสร็จแล้วก็กลับ เว้นแต่จะอยู่ต่อเป็น Long Stay

“ภาพของการเดินทาง Spending ของกลุ่ม MICE ก็เยอะกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเขาไม่ได้จ่ายเอง บริษัทสปอนเซอร์เข้ามาโรงแรมที่พัก Spending ต่างๆ โดนสปอนเซอร์หมด ก็ถือว่าเป็นกลุ่มนักธุรกิจหรือนักวิชาการ หรือกลุ่มประชุมต่างๆ คือเป็นกลุ่มพรีเมียมที่มีคุณภาพ แต่มาเพื่ออะไร สิ่งหนึ่งที่ต่างจากท่องเที่ยว คือเรามีทิศทางหรือ Direction ของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เขาอยู่ ถ้าเขามาทางด้านพลังงาน นอกจากองค์ความรู้ที่เขาได้ก็คือการสร้างเน็ตเวิร์ก หรือได้นวัตกรรม หรือได้ธุรกิจกลับไปทางด้านพลังงาน ถ้าเข้ามาในนามของกลุ่ม Medical เขาก็จะได้องค์ความรู้กลับไป หรือประเทศไทยเองก็จะได้อานิสงส์ของการได้งานนั้นอย่างเช่น งาน Dental เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีทั้งงานคอนเฟอเรนซ์แล้วก็มีงานแสดงสินค้าด้วย ประเทศไทยเอานวัตกรรมทางด้าน Dental เข้ามา ก็มีการซื้อขายกันมูลค่าหลายหมื่นล้าน หรือแม้กระทั่งทันตแพทย์ก็สามารถได้องค์ความรู้และเน็ตเวิร์กเกิดขึ้นด้วย อันนี้เรียกว่าเป็นเสน่ห์ของงานในกลุ่ม MICE ที่เมื่อเกิดการรวมตัวของคนจํานวนมากทางด้านใดก็จะมี Business เกิดขึ้น”