ในวันที่ Data และ AI อยู่รอบตัวเรา โจทย์จริงของแบรนด์ไม่ใช่ “ระบบ” แต่คือ “คน” และ “ความรู้สึก”เพราะยุคที่ใคร ๆ ก็พูดถึง Data และ AI แทบทุกเวที การมีระบบที่ล้ำสมัยอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายขององค์กรอีกต่อไป
ดร.เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จำกัด กล่าวบนเวทีงานสัมมนา DECODING THE SOCIAL FORMULA 2025 THAILAND'S SOCIAL POWER BRAND ถอดรหัสสูตรไม่ลับจับใจคนว่า โลกของ Data และ AI กับโลกของ Emotional เลย มันแยกออกจากกันไม่ได้อีกแล้ว ใครที่ใช้แค่ AI หรือ Data โดยไม่มี Emotional Connection ไม่เข้าใจเรื่อง Branding จริง ๆ สำหรับผมยังเรียกได้ไม่เต็มปากว่า “มืออาชีพ”
“วันนี้ทุกคนพูดถึง AI กันหมด ธุรกิจลงทุนในระบบใหม่ แพลตฟอร์มใหม่ ตั้งทีม Data, ทีม Innovation, ทีม Digital Transformation กันใหญ่ แต่ในความเป็นจริง หลายแบรนด์ยังเผชิญโจทย์เดิม ๆ ทั้งยอดขายที่ชะลอตัว ส่วนแบ่งตลาดที่หดลง และความยากในการดึงดูดลูกค้าใหม่”
ทั้งที่เสียงของผู้บริโภคเต็มไปหมดในโลกออนไลน์ ปัญหาที่ ดร.เอกลักษณ์เห็นชัดจากการทำงานกับหลายแบรนด์ เรามี Data ดี แต่สกัด Insight ไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ยังไงให้เกิดผลจริง ตรงนี้เองที่ Emotional เข้ามามีบทบาท Data และ AI ทำให้เรารู้มากขึ้น แต่ Emotional ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น และการจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาว ต้องผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน น้ำท่วม การเมืองที่ไม่แน่นอน และความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่โผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว ดร.เอกลักษณ์เล่าว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาธุรกิจจำนวนไม่น้อยหายไปจากตลาด เพราะปรับตัวไม่ทัน คำถามที่เจอจากลูกค้าแทบทุกวันคือ
- จะเริ่มใช้ Data และ AI ยังไง?
- ใช้แบบไหนถึงจะสำเร็จ?
- ลงทุนไปแล้วคุ้มไหม?
หลายบริษัทลงทุนหลักล้านกับแพลตฟอร์ม แต่พอถามกลับว่าแบรนด์ของคุณยืนอยู่ตรงไหน ลูกค้าต้องการอะไร กลับตอบไม่ได้ บางครั้งเหตุผลที่เลือกโลโก้ สี หรือคอนเซ็ปต์ก็แค่ชอบแบบนี้ มากกว่าเข้าใจลูกค้าแบบนี้ นี่คือช่องว่างสำคัญที่ Data และ AI สามารถช่วยได้ ถ้าองค์กรมีโจทย์ที่ถูกต้องและมีคนตีความเป็น

Big Data = โอกาส ต้องกล้าคว้าและสั่งให้เป็น
ปัจจุบันซอฟต์แวร์และเครื่องมือด้าน Data & AI มีให้เลือกมหาศาล แต่คำถามคือ “เรากล้าคว้าโอกาสนั้นจริง ๆ แค่ไหน และเราสั่งงานเป็นหรือยัง”
ดร.เอกลักษณ์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า Data ทั้งหมดคือ “ห้องครัว”
วัตถุดิบ = Data จาก Social Media, Search, Website, ไฟล์ภายในบริษัท
ห้องครัว = ระบบ Data Analytic และ AI
พ่อครัว = AI โมเดลต่าง ๆ
คนสั่งเมนู = เจ้าของแบรนด์ / นักการตลาด / ทีมคอนเทนต์
ถ้าร้านตั้งใจขายกะเพรา ตู้เย็นก็ต้องมีวัตถุดิบพร้อม หมู เนื้อ กุ้ง ปลาหมึก ใบกะเพรา พริก ฯลฯ แต่เมนูจะออกมาดีหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คนสั่ง” และ “คนปรุง” ว่าเข้าใจคนกินมากแค่ไหน ในโลกของ Data ก็เช่นกัน การเลือก Data ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ การวางโครงสร้างคีย์เวิร์ด การกำหนดโจทย์ให้ AI วิเคราะห์ ตลอดจนการอ่านผลและแปลงเป็น Action คือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่แค่มีระบบแพง ๆ แล้วจบ
กลุ่มคน 3 ประเภท ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนเกม
จากการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ดร.เอกลักษณ์เห็นคน 3 กลุ่มชัดเจนในยุค AI
1. ผู้พ่ายแพ้ต่ออนาคต คนที่รักสบาย ใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวก แต่ไม่อยากเรียนรู้ ไม่อัปสกิล พึ่งเครื่องมือแบบผิวเผิน
2. ผู้มีความเสี่ยง คนที่ใช้แต่เงิน จ้างเอเจนซี่ จ้างคนเก่งมาทำทุกอย่าง แต่เจ้าของหรือผู้บริหารไม่กล้า Transform เอง ไม่เข้าใจกระบวนการจริง ๆ ถ้า “คนที่จ้าง” ล้ม ธุรกิจก็พร้อมล้มตาม
3. ผู้ที่อยู่รอดและไปต่อได้ กลุ่มที่ “บ้าพอ ขยันพอ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” ใช้ AI เป็น “เพื่อนร่วมทีม” ไม่ปล่อยให้ AI มาคุมชีวิตหรือธุรกิจ แต่คุม AI ให้ทำงานที่ควรทำ แล้วเอาเวลาตัวเองไปโฟกัสกับงานที่สำคัญกว่า
โลกข้างหน้ามีโอกาสสูงที่ 30–40% ของงานทั้งหมดจะถูกทดแทนด้วย AI และ Automation หลายตำแหน่ง จะค่อย ๆ หายไป แต่สิ่งที่ยังอยู่และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น คือความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นมนุษย์

จุดเริ่มต้นของการใช้ AI ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “ตัวเรา”
แม้จะอยู่ในวงการ Data และ AI โดยตรง ดร.เอกลักษณ์ยังเชื่อว่า AI ช่วยเราได้ไม่ถึง 100% สิ่งที่จะช่วยเราได้อย่างแท้จริงคือ “ตัวเราเอง”
3 ก้าวสำคัญที่ทุกคนในองค์กรควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้
1. กลับไปเรียนพื้นฐานการตลาดและแบรนด์ให้แน่น เข้าใจ Marketing 101, Branding 101 รู้ว่าธุรกิจตัวเองยืนบนอะไร ใครคือลูกค้า และแบรนด์ต้องการเป็นอะไรในใจคน
2. สร้าง Mindset ใหม่ต่อ Data & AI ยอมรับว่าต้องลงทุนทั้งเวลา คน และระบบ เลิกใช้ AI แบบมักง่าย (ถามสั้น ๆ หวังได้คำตอบลึก ๆ) แต่ใช้แบบมีการอ้างอิง มี Data รองรับ
3. กล้าลอง กล้าปรับ และกล้าบ้า ในขอบเขตที่คิดมาแล้ว เลือกงานที่ AI ทำแทนได้ แล้วปล่อยให้มันทำ และเอาคนไปอยู่ในงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น กลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์กับลูกค้า พร้อมทดสอบเล็ก ๆ ให้จบบนกระดาษและในระบบ ก่อนลงทุนจริงในตลาด
ดร.เอกลักษณ์ทิ้งท้ายไว้ว่า โลกของ Data และ AI จะไม่หยุดพัฒนา AI ไม่เคยหยุดเรียนรู้ แต่ “มนุษย์” หยุดเรียนรู้ได้ และตรงนี้เองที่เป็นจุดต่าง แบรนด์ที่อยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่แบรนด์ที่มีระบบแพงที่สุด หรือใช้เทคโนโลยีเยอะที่สุด แต่คือแบรนด์ที่
เข้าใจตัวเอง เข้าใจลูกค้า กล้าคว้า Big Data ลงมาทำให้เป็นโอกาส ใช้ AI อย่างมีทิศทาง และไม่ทิ้งหัวใจของแบรนด์ที่คือความเป็นมนุษย์และความรู้สึกของผู้บริโภค เพราะสุดท้ายโรงเรียนที่สอน Data ได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่คอร์สเรียนออนไลน์ หรือเวทีสัมมนาใด ๆ แต่คือ “แบรนด์และธุรกิจของเราเอง” ที่พร้อมจะให้เราลองผิดลองถูก เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับคลื่นลูกใหม่ของ Data & AI อย่างมีสติและมีทิศทาง