เพราะคำถามของคนรุ่นนี้ไม่ใช่ “ทำไมต้องอยู่ที่นี่นาน ๆ” แต่เป็น “ทำไมยังต้องอยู่ที่นี่ ในเมื่อมีที่อื่นที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า”
นั่นจึงกลายเป็นคำถามสำคัญที่องค์กรต้องตอบให้ได้ ไม่ใช่แค่ “เราทำธุรกิจไปเพื่ออะไร” แต่คือ “ทำไมฉันถึงต้องมาทำงานที่นี่” ความสำเร็จของการสร้างแบรนด์องค์กรในยุคนี้จึงไม่ใช่การสื่อสาร Purpose ขององค์กรเพียงฝ่ายเดียว แต่คือการเชื่อมโยง Purpose นั้นเข้ากับเป้าหมายชีวิตของคนทำงานให้ได้จริง และต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่แรงบันดาลใจชั่วคราวที่พูดได้สวยแต่ใช้ไม่ได้จริง
ผลการสำรวจจาก บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด ในปีนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z เมื่อปัจจัยเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการไม่ได้ครองอันดับ 1 หรือ 2 เหมือนในอดีต แม้ “เงิน” จะยังสำคัญ แต่มีปัจจัยอื่นที่ขยับขึ้นมาแซงหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร การบริหารจัดการภายในและทีม รวมถึงสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-life Balance)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความต้องการของ Gen Z แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง “ช่วงตัดสินใจเข้าทำงาน” กับ “ช่วงที่ทำงานอยู่จริง” ในช่วง Reason to Join สิ่งที่ดึงดูดพวกเขามากที่สุดคือ “วัฒนธรรมองค์กร” แต่เมื่อเข้ามาทำงานแล้ว เหตุผลที่ทำให้อยากอยู่ต่อกลับเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของ “ทีมเวิร์ก” และประสบการณ์การทำงานร่วมกับคนรอบตัว รวมถึง “สถานที่ทำงาน” ที่ไม่ใช่แค่ใช้งานได้ดี แต่ต้องสะท้อนตัวตน สร้างความภูมิใจ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์หรือคอนเทนต์ในชีวิตได้

ในขณะที่ Gen X และ Gen Y ยังคงให้ความสำคัญกับเงินในระดับที่ค่อนข้างคงที่ Gen Z จะมีความคาดหวังเรื่องเงินสูงในช่วงแรกของการเข้าทำงาน แต่เมื่อได้สัมผัสการทำงานจริง พวกเขาจะเริ่มมองหาสิ่งที่มากกว่า “ตัวเลขเงินเดือน” เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการอยู่ต่อ
หากองค์กรต้องการให้พนักงาน “บอกต่อ” และกลายเป็นกระบอกเสียงของแบรนด์นายจ้าง ปัจจัยที่ต้องสร้างให้แข็งแรงจึงไม่ได้มีแค่ค่าตอบแทน แต่รวมถึงการทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการองค์กร วัฒนธรรมองค์กร และเงินเดือนที่เดินควบคู่ไปกับ Work-life Balance อย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลมาถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมองไปข้างหน้า ภายในปี 2030 Gen Z จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเกือบทั้งหมด และองค์กรยังต้องเตรียมรับ Gen Alpha ที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีและความคาดหวังที่สูงกว่าเดิม ท่ามกลางบริบทที่จำนวนแรงงานใหม่ลดลงต่อเนื่อง และอาชีพนอกระบบแบบเดิมเพิ่มมากขึ้น

ภาพจำที่ว่า “Gen Z ไม่ทนงาน” อาจเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมาก แต่เป็นการทำงานที่ “ไม่ทำลายโจทย์ชีวิต” Gen Z พร้อมทำงานหนัก พร้อมสู้กับความท้าทาย แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ยอมแลก คือคุณภาพชีวิต กระบวนการทำงานที่ไม่มีเหตุผล วัฒนธรรมที่บั่นทอนใจ หรือองค์กรที่ไม่เคารพตัวตนของพนักงาน
การสร้างองค์กรให้ตอบโจทย์ Gen Z ไม่ได้จบแค่เรื่องเงินเดือนหรือความมั่นคง แต่คือการสร้างที่ทำงานที่บรรยากาศดี วัฒนธรรมเหมาะกับคนทำงาน และมีทีมที่ร่วมงานกันได้อย่างสบายใจ เมื่อประสบการณ์การทำงานดีพอ คนก็พร้อมอยู่ต่อและกลายเป็นเสียงบอกต่อให้กับองค์กร
เงินเดือนยังสำคัญสำหรับ Gen Z และจะไม่มีวันไม่สำคัญ เพราะชีวิตต้องใช้เงินจริง ๆ แต่สิ่งที่คนรุ่นนี้ไม่ยอมรับอีกต่อไป คือความคิดที่ว่าเงินเดือนที่ดีควรใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับชีวิตที่หายไป การทำงานจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง การอยู่ในระบบที่ไม่มีเหตุผล หรือการต้องฝืนอยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่เคารพความเป็นคน

Gen Z ไม่ได้ปฏิเสธเงินเดือนสูง ไม่ได้หนีความรับผิดชอบ และไม่ได้กลัวความเหนื่อย แต่พวกเขาปฏิเสธงานที่ทำให้ต้อง “ทนอยู่” โดยไม่รู้ว่าทนไปเพื่ออะไร หากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้การทำงานมีความหมาย หรือไม่ได้ทำให้ชีวิตข้างนอกงานยังเดินต่อได้ เงินเดือนนั้นก็ไม่เพียงพอจะเป็นเหตุผลในการอยู่ต่อ
สำหรับ Gen Z เงินเดือนจึงไม่ใช่รางวัลของการเสียสละชีวิต แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานที่ยุติธรรม เคารพเวลา เคารพพลัง และเคารพตัวตนของคนทำงาน เพราะในวันที่มีตัวเลือกมากขึ้น การอยู่ต่อไม่ใช่เรื่องของความอดทนอีกแล้ว แต่คือการตัดสินใจว่า ที่นี่คือที่ที่ชีวิตยังเติบโตไปพร้อมกับงานได้จริงหรือไม่