แม้ภาวะเศรษฐกิจในปี 2569 จะถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับตัวเลขการเติบโตของ จีดีพี ที่ถูกมองว่าจะมีออกมาแค่ 1% กว่าๆ เท่านั้น ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคที่ถูกมองว่าจะเป็นอีกปีแห่งความท้าทายของนักการตลาดในการกระตุ้นให้ยังคงมีการจับจ่ายอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มีการมองกันว่า ในปี 2569 ปัจจัยทางอารมณ์จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของคนไทย ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายและมอบประสบการณ์ที่เติมเต็มคุณค่าทางจิตใจให้แก่ผู้บริโภค โดยรูปแบบของการตัดสินใจซื้อ หากไล่เลียงออกมาแล้วจะมีประมาณ
1.การแสวงหาความหมายและความสุขผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ "ของดี" แต่ต้องการสินค้าหรือบริการที่ "มีความหมาย" ต่อใจและชีวิตของพวกเขา หลังจากเผชิญความกดดันและความเหนื่อยล้าจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ผู้คนจะมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายที่มอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน (Daily Enjoyment) และช่วยเยียวยาจิตใจ เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ ความงาม อาหาร และเครื่องดื่ม
2.ขณะเดียวกันก็มองหาคุณค่าทางอารมณ์และประสบการณ์ หรือ Emotional & Experiential Value โดยข้อมูลจาก The 1 Insight และแหล่งอื่นๆ ชี้ว่าการใช้จ่ายจะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยคุณค่าทางอารมณ์ที่ได้รับ เช่น ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์ หรือประสบการณ์ที่น่าจดจำ จะเข้ามามีส่วนต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา
3.นอกจากนี้ ยังเกิดกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นคุณภาพ โดยผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจะให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์และประสบการณ์เป็นพิเศษ พวกเขาพร้อมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า บริการที่เหนือกว่า หรือแบรนด์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์ของตัวเอง
4.เช่นเดียวกับเรื่องของความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส แบรนด์ที่จะชนะใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ ต้องมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง รวมถึงสนับสนุนค่านิยมทางสังคมที่ดี ซึ่งสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจทางอารมณ์ในระยะยาว

แน่นอนว่า การทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และประสบการณ์จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่ลึกซึ้งและมีความจริงใจมากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ โดยแนวทางสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อน จะมีตั้งแต่
1. การสร้างเรื่องราวและการเชื่อมโยงทางอารมณ์ (Emotional Storytelling) แทนที่จะเน้นที่คุณสมบัติของสินค้า โดยหันไปเน้นไปที่เรื่องราวเบื้องหลังหรือประโยชน์ทางอารมณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของแบรนด์ ที่เล่าถึงจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ หรือพันธกิจของแบรนด์ที่น่าประทับใจ ความจริงใจและความหลงใหลสามารถสร้างแรงดึงดูดทางอารมณ์ได้
รวมถึงการทำแคมเปญที่สัมผัสหัวใจ เป็นการสร้างเนื้อหาที่กระตุ้นความรู้สึก เช่น ความสุข ความรัก ความสำเร็จ หรือการเอาชนะอุปสรรค เนื้อหาเหล่านี้ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า "แบรนด์เข้าใจฉัน" หรือ "แบรนด์นี้ตรงกับค่านิยมของฉัน"
ขณะเดียวกัน การใช้ Influencer/KOL หรือครีเอเตอร์จะเข้ามาเป็นตัวช่วยชั้นดี เพราะทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงการพูดคุยระหว่างเพื่อกับเพื่อน ไม่ใช่ระหว่างแบรนด์กับพวกเขา ซึ่งการเลือกใช้ผู้มีอิทธิพลที่ไม่ได้แค่โฆษณาสินค้า แต่เป็นคนที่ ใช้จริงและมีความผูกพันกับผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง ทำให้การรีวิวมีความจริงใจและน่าเชื่อถือ

2. การมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย (Exceptional Customer Experience) เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึก" ที่ได้รับตลอดการเดินทางกับแบรนด์ (Customer Journey) ตั้งแต่ต้นจนจบ
ไม่ว่าจะเป็นบริการที่เป็นส่วนตัว (Personalization) โดยต้องจดจำลูกค้า ทราบความชอบ และเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงใจเป็นรายบุคคล ทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษและได้รับการดูแล
รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่น่าจดจำ ยิ่งหากมีหน้าร้าน (Physical Store) การออกแบบตกแต่ง กลิ่น เสียง และการบริการของพนักงาน ล้วนมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกที่ดีของลูกค้า
เช่นเดียวกับการมีบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ ที่แสดงถึงความใส่ใจและการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว จริงใจ และมีประสิทธิภาพ สร้างความประทับใจทางอารมณ์ได้มากกว่าแค่การขายจบ
3. การสร้างชุมชนและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Community Building) เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเมื่อซื้อสินค้าจากคุณแล้ว พวกเขาได้เข้าร่วมกลุ่มหรือชุมชนที่มีค่านิยมเดียวกัน โดยสร้างพื้นที่สำหรับลูกค้าสร้างกลุ่มออนไลน์ เช่น Facebook Group, LINE Community หรือจัดกิจกรรม Workshop ให้ลูกค้าได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใช้สินค้าร่วมกัน ที่สำคัญยังมีเรื่องของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เป็นการจัดกิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่ดีและมีความหมาย
4. การเน้นคุณค่ามากกว่าราคา (Value Over Price) แม้ราคาจะสำคัญ แต่ลูกค้ากลุ่มนี้พร้อมจ่ายแพงกว่าเพื่อ "คุณค่า" ทางอารมณ์ที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความพรีเมียมและคุณภาพที่ต้องสื่อสารว่าทำไมสินค้าถึงดีกว่า มีคุณภาพกว่า และจะอยู่กับลูกค้าได้นานกว่า หรือให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าอย่างไรหรือการรับประกันที่มั่นใจ ซึ่งการรับประกันที่ยาวนานหรือเงื่อนไขการคืนสินค้าที่ไม่ยุ่งยาก เป็นการสร้างความมั่นใจและลดความกังวลทางอารมณ์ให้ลูกค้านั่นเอง...