ท่ามกลางตลาดสุกี้–ชาบูที่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และผู้เล่นในตลาดนี้ต่างก็เร่งขยายสาขากันทุกวัน
แล้ววันนี้ใครกันที่กำลังปรับโมเดลธุรกิจให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคได้จริง?
การเปิดตัวโมเดล “ลัคกี้มาร์เช่” ของลัคกี้ สุกี้ จึงมีความน่าสนใจ เพราะมันไม่ใช่แค่การรีโนเวตร้าน หรือเปิดสาขาใหม่ หากคือการต่อยอดแบรนด์ให้ขยับไปไกลกว่าร้านสุกี้แบบเดิม
ที่ผ่านมา ลัคกี้ สุกี้ เริ่มต้นจากจุดยืนเรื่อง “ความคุ้มค่า” ในราคาที่เข้าถึงง่าย วันนี้เมื่อแบรนด์ขยายตัวเร็วขึ้น และฐานลูกค้ากว้างขึ้น คำถามใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา ลูกค้ายังต้องการเพียงความคุ้มค่าอยู่หรือไม่ หรือพวกเขาเริ่มมองหา “ประสบการณ์” มากกว่านั้น
โมเดลลัคกี้มาร์เช่ จึงถูกวางให้เป็น New Dimension ของแบรนด์ เพราะผู้บริหารมองเห็นสัญญาณบางอย่างจากข้อมูลลูกค้าในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ระบบเสิร์ฟแบบมาตรฐานแม้จะมีประสิทธิภาพ แต่ก็สร้างต้นทุนแฝง ทั้งวัตถุดิบที่เกินความต้องการ และ Food Waste ที่สะสมโดยไม่จำเป็น ยกตัวอย่างจากเดิมลูกชิ้น 3 ชิ้นในหนึ่งถาด แต่ลูกค้าต้องการเพียง 2 ชิ้น นี่จึงสะท้อนช่องว่างระหว่าง “มาตรฐานร้าน” กับ “ความต้องการจริง”
เมื่อการแข่งขันรุนแรง และตลาด Budget Buffet ที่มีมาร์จิ้นบางอยู่แล้ว ต้องพึ่งประสิทธิภาพแทน โมเดลนี้นอกจากจะสร้างความสนุกแล้ว ยังทำให้การใช้ทรัพยากรสอดคล้องกับดีมานด์จริง ลด Food Waste และช่วยควบคุมต้นทุนในระยะยาว
ในอีกมุมหนึ่ง โมเดลนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนิสิต นักศึกษา และคนเมือง คุ้นเคยกับแนวคิด Self-Service และการมีส่วนร่วม พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ “ถูกและเยอะ” แต่ต้องการ “เลือกได้เอง” ลัคกี้มาร์เช่จึงเปลี่ยนบทบาทลูกค้าจากผู้รอรับบริการ มาเป็นผู้กำหนดประสบการณ์ภายใต้แนวคิด Lucky Your Way
สิ่งที่น่าสนใจคือ โมเดลใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากศูนย์ ได้ต่อยอดมาจากประสบการณ์ของ Lucky BBQ ที่ใช้รูปแบบเดินเลือกวัตถุดิบและได้รับการตอบรับดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนนำมาผสานกับจุดแข็งของลัคกี้ สุกี้ แล้วออกแบบเป็นระบบใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิม ทั้งในแง่ผังร้าน บาร์อาหาร และกระบวนการทำงาน
แล้วโมเดลนี้มีการปรับอะไรบ้าง
1. จากสแกนสั่งอาหารผ่าน QR Code เปลี่ยนเป็นการตักอาหาร เลือกสิ่งที่อยากทาน แต่ถ้าไม่ต้องการเดินไปตัก สามารถจดผ่านใบรายการอาหารได้ แล้วพนักงานจะนำมาเสิร์ฟ
2. บาร์อาหารถูกขยายให้หลากหลายขึ้น ของทอดเพิ่มจาก 6 เป็น 9 รายการ มีเมนูหมุนเวียน และโซน Slushy Bar รสชาติใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ
3. บทบาทพนักงานถูกปรับจากการเดินเสิร์ฟ มาเป็นการเติมวัตถุดิบและดูแลบาร์ให้เต็มตลอดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพหน้าร้านโดยไม่ลดมาตรฐานบริการ
4. โมเดลนี้ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ราว 600–700 ตารางเมตร ต้องเป็นพื้นที่แนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อให้มีโซนพื้นที่บาร์กลางของตัวร้าน
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ไม่ได้แทนที่ร้านรูปแบบเดิมทั้งหมด โมเดลลัคกี้มาร์เช่ถูกเลือกใช้ตามศักยภาพทำเล โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยและชุมชนเมืองที่มีกลุ่ม Young Gen หนาแน่น ปีนี้ตั้งเป้าขยายมากกว่า 10 สาขา และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เตรียมเปิดสาขาที่ 2 ที่ V-SQUARE นครสวรรค์ ขณะที่สาขาที่ 3 และ 4 จะเปิดต้นเดือนมีนาคม นั่นหมายความว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน โมเดลนี้จะเปิดพร้อมกันถึง 4 สาขา
หากมองให้ลึกลงไป โมเดลลัคกี้มาร์เช่จึงไม่ใช่เพียงร้านรูปแบบใหม่ หากคือการย้อนกลับไปตั้งคำถามบนพื้นฐานของธุรกิจอาหารยุคนี้ จะรักษาความคุ้มค่าอย่างไรในวันที่ต้นทุนผันผวน จะสร้างความแตกต่างอย่างไรในวันที่เมนูและระดับราคาใกล้เคียงกัน และจะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกเป็นเจ้าของประสบการณ์จริง ๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่โมเดลนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในระยะต่อไป