ว่ากันว่า อุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลกกำลังถูกกำหนดโดยการบรรจบกันของเทคโนโลยีขั้นสูง ความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นคุณค่า ประสบการณ์และความยั่งยืน ร้านค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีความคล่องตัวและสามารถผสมผสานช่องทางทางกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
ทำให้โลกของค้าปลีกเริ่มที่จะไม่มีเส้นแบ่งระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อป ตลอดจนเป็นที่มาของการเกิดเทรนด์ใหม่ๆ ของค้าปลีก โดยมีการมองกันว่า เทรนด์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับตลาดค้าปลีกของบ้านเรา ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2569 นั้น จะมีออกมาตั้งแต่
1. การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ (AI & Automation Adoption) มาใช้ในการทำตลาดอย่างเข้มข้นมากขึ้น หลังจากเริ่มปูทางมาตั้งแต่ 1 – 2 ปีที่ผ่านมา โดย ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลง โดยจะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวให้กับลูกค้า
นอกจากนี้ เราจะได้เห็นร้านค้าอัตโนมัติ หรือร้านค้าไร้แคชเชียร์ที่จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์และชั้นวางสินค้าที่ตรวจจับน้ำหนักได้ รวมถึงการมีระบบหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ โดยAI จะช่วยในการคาดการณ์ความต้องการสินค้า การจัดการสต็อก และการตัดสินใจที่ดีขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้ประกอบการค้าปลีกจะใช้ AI อย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพผ่านกลยุทธ์ขั้นสูง Hyper-personalization จะกลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญ โดยการส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์รายบุคคลในอีกระดับ ผ่านการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความผูกพันและยอดขาย

ขณะเดียวกัน Dynamic Pricing หรือการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นจะถูกนำมาทดสอบอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยปรับราคาแบบเรียลไทม์ตามความต้องการ สินค้าคงคลัง และสภาวะการแข่งขันเพื่อเพิ่มรายได้สูงสุด โดยการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ (Predictive Analytics) จะช่วยตีความการพยากรณ์ความต้องการ ลดปัญหาของขาดสต๊อกและสินค้าล้นสต๊อก
เช่นเดียวกับ AI-powered Camera Vision และชั้นวางอัจฉริยะ (Smart Shelves) จะเข้ามาช่วยปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลังและภารกิจต่างๆ ในร้าน หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics and Automation): จะถูกนำมาใช้มากขึ้นทั้งในคลังสินค้าและหน้าร้านเพื่อเพิ่มผลผลิต ควบคู่ไปกับ Virtual Assistants (ผู้ช่วยเสมือน) ที่ยกระดับการบริการลูกค้า ในขณะที่ช่วยลดต้นทุน
2. ประสบการณ์แบบ Omni-Channel และ Phygital (Omni-Channel & Phygital Experiences) ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างการช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์จะเลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง ร้านค้ากลายเป็นศูนย์กลางประสบการณ์ โดยร้านค้าจริงจะเปลี่ยนบทบาทเป็นศูนย์กลางประสบการณ์ การสาธิตสินค้า และกิจกรรมทางสังคม แทนที่จะเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีเสริมประสบการณ์ การใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) จะช่วยให้ลูกค้าลองสินค้าหรือเห็นภาพสินค้าในสภาพแวดล้อมจริงได้ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการซื้อ ถือเป็นการสร้าง Immersive Experience ที่นำโลกของออนไลน์กับออฟไลน์มาบรรจบในการมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เพื่อปูทางไปสู่การช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ค่อนข้างดี ส่วนการให้ลูกค้าสามารถรับสินค้าได้ในร้านบริการรับสินค้าที่สั่งออนไลน์ในร้าน (In-store Pickup) จะเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างช่องทางต่างๆ

3. ความยั่งยืนและจริยธรรม (Sustainability & Ethics) ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและจะเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีจุดยืนที่ชัดเจนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มการขายต่อ (Resale) สินค้ามือสอง การซ่อมแซม และการให้เช่า เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคต้องการความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและข้อมูลรับรองด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนของแบรนด์
4. การเติบโตของแบรนด์เฮ้าส์/ ไพรเวทเลเบล (Private Labels Growth) ร้านค้าปลีกจะลงทุนในแบรนด์ของตัวเอง (Private Labels หรือ House Brands) มากขึ้น โดยขยายไปสู่หมวดหมู่ใหม่ๆ รวมถึงสินค้าระดับพรีเมียม อาหารออร์แกนิก หรือสินค้าเฉพาะทาง เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มกำไร
สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ในสเตปถัดจากนี้ไปจะเน้นที่การสร้างความแตกต่างมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับการทำเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ก็เพราะว่าสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จะเป็นตัวช่วยเชื่อมต่อไปสู่การสร้างสโตร์ ลอยัลตี้ให้เกิดขึ้นระหว่างค้าปลีกกับลูกค้าของตัวเอง
5. การตลาดผ่านสื่อค้าปลีก (Retail Media) พื้นที่สื่อในช่องทางของร้านค้าปลีก ทั้งบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และในร้านค้าจะกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักแหล่งใหม่สำหรับร้านค้าปลีก
6. การช้อปปิ้งที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value-Driven Shopping) คุณค่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงราคาที่ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความผูกพันทางอารมณ์ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ผู้บริโภคจะมองหาความคุ้มค่าและข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากขึ้น
ทั้งหมดนั้นจะมีให้เห็นมากขึ้นในการแข่งขันในตลาดค้าปลีกของบ้านเรา
(ข้อมูล : IGD Retail Analysis)