การเปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยของ LOPIA JAPAN ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถสร้างกระแสความน่าสนใจได้ไม่น้อย เพราะเป็นอีกการรุกเข้ามาทำตลาดของค้าปลีกจากประเทศญี่ปุ่น ที่ในครั้งนี้ถูกจับจ้องว่าจะสามารถแจ้งเกิดในไทยได้หรือไม่
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือการเข้าตลาดของผู้เล่นรายนี้ เลือกใช้วิธีการเจาะตลาดที่แตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป นั่นคือการเป็น Specialist Supermarket ที่เน้นสร้างจุดขายเฉพาะของตัวเองขึ้นมา
หากจะให้อธิบายความหมายของ Specialist Supermarket หรือ Specialty Grocery Store แบบเข้าใจง่ายๆ แล้ว มันก็คือร้านค้าปลีกที่เน้นจำหน่ายสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะทางโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่เน้นขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการ
และ LOPIA JAPAN น่าจะเป็นตัวอย่างที่สะท้อนภาพในเรื่องนี้ได้ชัดเจน ในการนำกลยุทธ์ Specialist มาใช้ในโลกของซูเปอร์มาร์เก็ต จนเรียกได้ว่าเป็น "โมเดลร้านอาหารในร่างซูเปอร์มาร์เก็ต"

เหตุผลที่ LOPIA JAPAN ถูกจัดว่าเป็น Specialist แม้จะขายของชำทั่วไปด้วย น่าจะมาจาก
1. Meat Specialist โดยมี DNA จากร้านเขียงเนื้อติดตัวมาตั้งแต่เปิดตัวในประเทศญี่ปุ่น ซูเปอร์มาร์เก็ต LOPIA มีจุดกำเนิดมาจากจังหวัดคานากาวะ (Kanagawa) ประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายเนื้อสัตว์ขนาดเล็กชื่อ "Niku no Takagi" (เนื้อของทากากิ) เมื่อปี ค.ศ. 1971 ก่อนจะขยายตัวเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มรูปแบบ
การเริ่มต้นจากการเป็นร้านขายเนื้อสัตว์ ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตรายนี้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อคุโระโกะ วากิวพันธุ์ขนดำ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพและความอร่อย ทำให้เนื้อถือเป็นจุดขายที่สำคัญในการใช้เพื่อเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย โดยมีจำนวนเอสเคยูถึง 500 เอสเคยู ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเนื้อ
แม้สินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาขาย แต่ด้วยการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นั่นคือมีธุรกิจปศุสัตว์เองทำให้น่าจะสามารถคอนโทรลในเรื่องของราคาขายปลีกได้ ซึ่งจะกลายเป็นอีกตัวช่วยสร้างแรงดึงดูดในการเข้ามาทำตลาดเมืองไทย โดยชื่อแบรนด์ LOPIA ย่อมาจากคำว่า "Low Price Utopia" ซึ่งหมายถึงสวรรค์ของสินค้าราคาถูก มีจุดเด่น ตรงที่เน้นความเชี่ยวชาญด้าน เนื้อสัตว์ อาหารสด ผลไม้พรีเมียม และอาหารปรุงสำเร็จ เช่น ซูชิไซซ์ยักษ์และพิซซ่าเตาถ่าน
ซูเปอร์มาร์เก็ต LOPIA JAPAN ถือเป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทในเครือ “OIC Group” เครือที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจปศุสัตว์ ผู้ผลิตอาหาร การนำเข้า-ส่งออก และในรอบปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครือ OIC Group สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 521,000 ล้านเยน สำหรับซูเปอร์มาร์เก็ต LOPIA JAPAN ปัจจุบันมีสาขาในญี่ปุ่นจำนวน 139 สาขา (*ข้อมูล ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)

ส่วนการขยายสาขาไปต่างประเทศนั้น LOPIA เริ่มมีการขยายสาขาสู่ต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ “ไต้หวัน” เมื่อเดือนมกราคม 2566 และสามารถขยายสาขาไปถึง 9 สาขาได้ในเวลาไม่ถึง 3 ปี ส่วนประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 2 นอกประเทศญี่ปุ่นและเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ LOPIA JAPAN
การเริ่มต้นจากการเป็นร้านขายเนื้อ (Butcher Shop) มาก่อน ทำให้จุดแข็งที่สุดของ LOPIA คือ "ความเชี่ยวชาญด้านเนื้อสัตว์" ที่รู้วิธีการคัดเกรดเนื้อ การตัดแต่ง (Butchery) และการทำราคาที่ดึงดูดใจ
ในขณะที่ซูเปอร์ฯ อื่นอาจจะเน้นความหลากหลายของสินค้าอุปโภคบริโภค LOPIA เน้นการโชว์ "ตู้แช่เนื้อ" เป็นพระเอกของร้าน จนอาจเรียกได้ว่า เป็น Specialist เบอร์ต้นๆ ในด้านเนื้อ
2. Ready-to-Eat "Restaurant Quality" ถือเป็นอีกจุดแตกต่าง เพราะไม่ได้ขายแค่ข้าวกล่องแช่แข็งทั่วไป แต่ทำตัวเป็น Specialist ด้านอาหารพร้อมทาน (Grocerant) อย่าง Pizza & Sushi โดยพิซซ่าของ LOPIA ใช้เตาอบจริงและแป้งสด ส่วนซูชิก็ใช้ปลาเกรดเดียวกับร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม แต่ขายในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
เช่นเดียวกับตัว Monster Burger ที่ถือเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่กลายเป็นไวรัล เพราะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเนื้อมาทำเบอร์เกอร์ที่ชิ้นใหญ่และคุณภาพดีเกินราคาซูเปอร์มาร์เก็ต
3. Sensory Marketing หรือการสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวให้จดจำ โดยสร้างภาพจำว่า LOPIA ไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เงียบเหงา แต่เป็น "สวนสนุกแห่งการกิน" ด้วยการมีเสียงเพลงประจำร้านที่ติดหู มีรถไฟวิ่งบนเพดาน มีพนักงานคอยตะโกนเชียร์ขายของ นี่คืออีกความเชี่ยวชาญในการสร้าง Shopping Experience ที่ทำให้คนรู้สึกว่า "มาที่นี่คือความสนุก" ไม่ใช่แค่มาซื้อของเข้าบ้าน
4. EDLP (Everyday Low Price) แบบสเปเชียลิสต์ โดยใช้ระบบ High Volume, Low Margin คือการรับสินค้าจำนวนมากเพื่อกดราคาให้ต่ำที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารสดที่ถนัด (Fresh Food Specialist) ทำให้คู่แข่งสู้ได้ยากในเรื่องความคุ้มค่า

แม้ในบ้านสินค้าส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้ามาจากญี่ปุ่น แต่ในอนาคตอันใกล้ เมื่อมีสาขาที่ครอบคลุมแล้วน่าจะทำให้สามารถทำราคาขายได้ดีกว่านี้ และนั่นจะตอบโจทย์ความคุ้มค่าคุ้มราคาได้มากขึ้น
หากจะให้สรุปจุดแข็งของการเข้ามาทำตลาดในบ้านเราของ LOPIA แล้ว น่าจะออกมาประมาณนี้ ไล่ตั้งแต่
1. จุดแข็งที่สร้างความต่าง ซึ่งถือเป็น DNA ของผู้มาใหม่ที่น่าจะช่วยในการแจ้งเกิดในตลาดเมืองไทย โดยเฉพาะกับเรื่องของการเป็น "Wagyu Revolution" ที่ผู้เล่นรายนี้เริ่มต้นจากร้านขายเนื้อ ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการจัดการเนื้อวากิวแบบครบวงจรและไม่ผ่านคนกลาง สามารถทำราคา เนื้อวากิวขนดำเริ่มต้นเพียง 99 บาท/100 กรัม ซึ่งเป็นราคาที่สั่นคลอนตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในไทย
2.คอนเซ็ปต์ Food Theme Park ถือว่าแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่เน้นซื้อของใช้ แต่ Lopia เน้น "ประสบการณ์" และอาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat) คุณภาพสูง เช่น ซูชิคำโต 26 กรัม และพิซซ่าราคาเริ่มต้น 159 บาท
3.ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งญี่ปุ่น: แม้จะนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นถึง 90-95% แต่ LOPIA ชูจุดขายว่าสินค้ากลุ่มนี้ราคาถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นเจ้าอื่นในไทย เนื่องจากมีการคอนโทรลซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นทาง นั่นคือการเป็นผู้ผลิตเนื้อเอง
4. พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Alliance การร่วมมือกับเบอร์ 1 ด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกของบ้านเราอย่างเซ็นทรัลพัฒนา ช่วยในเรื่องของการมี Strategic Location ที่ดี ที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ เพราะหลายศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาปรู๊ฟแล้วในเรื่องของการมีทำเลศักยภาพอยู่ในมือ
ทำให้สามารถขยายสาขาได้เร็วขึ้น โดยแผนในปีแรกคือปี 2569 นี้ มีการเตรีมเปิดถึง 5 สาขา และเป้าหมายระยะยาวถึง 50 สาขา สะท้อนถึงความมั่นใจและทรัพยากรที่พร้อม
5. สัญญาณตอบรับที่ดีในช่วงเริ่มต้น โดยมียอดใช้จ่ายต่อบิลออกมาค่อนข้างดี จากข้อมูลหลังการ Soft Launch พบว่าคนไทยมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 1,000–1,500 บาทต่อบิล ซึ่งสูงกว่าในไต้หวันถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่ากลุ่มเป้าหมายระดับกลาง-บนของไทยมีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายให้กับสินค้าคุณภาพจากญี่ปุ่นนั่นเอง...