ทำไมโยเกิร์ตของ CP-Meiji ถึงครองใจคนไทยจนคว้ารางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดโยเกิร์ตพร้อมทานไปครอง
คำตอบของคำถามนี้ต้องเริ่มจากการมองภาพตลาดโยเกิร์ตไทยในปีที่ผ่านมา ซึ่งยังคงเติบโตได้ดีต่อเนื่อง 10% ทว่าการเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นกับโยเกิร์ตทุกประเภทเท่ากัน กลุ่มที่ขยายตัวเด่นที่สุดคือ “โยเกิร์ตพรีเมียม” โดยเฉพาะกลุ่มกรีกโยเกิร์ตที่กลายเป็นดาวรุ่งของตลาดตั้งแต่ปี 2024 และยังเติบโตแรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันมากขึ้น

คุณอินทิรา มีสมานยนต์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวถึงเหตุผลหลักที่ทำให้โยเกิร์ตพรีเมียมเติบโตดีมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คนไทยไม่ได้กินอาหารแค่ให้อิ่มหรือให้อร่อยเหมือนเมื่อก่อน ภายใต้เทรนด์ Longevity และ Healthspan ผู้บริโภคเริ่มสนใจสุขภาพมากขึ้น อ่านฉลากมากขึ้น ดูส่วนผสมมากขึ้น และเลือกอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกายจริงๆ แม้ต้องจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยก็ยอม เพราะมองว่าเป็นการลงทุนกับสุขภาพในระยะยาว
ผลที่ตามมาคือโยเกิร์ตกลุ่มแมสเมนสตรีมที่เน้นขายรสชาติใหม่ๆ เป็นหลักเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่กลุ่มพรีเมียมกลับโตสวนทางแบรนด์ต่างๆ จึงต้องปรับกลยุทธ์จากเดิมที่เน้นขาย “รสชาติ” เป็นหลักขยับมาเน้น “สุขภาพ” มากขึ้น เช่น การสื่อสารเรื่องโพรไบโอติก ประโยชน์ต่อทางเดินอาหาร ใยอาหาร คอลลาเจน หรือโปรตีน สนามแข่งขันของโยเกิร์ตในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ราคาและโปรโมชันอีกต่อไป แต่ย้ายไปอยู่ที่คุณภาพของสารอาหาร นวัตกรรม และความน่าเชื่อถือของแบรนด์
หากไล่เลียงย้อนดูจะเห็นว่า CP-Meiji ไม่ได้เพิ่งมาปรับตัวตามเทรนด์แต่ยืนอยู่มานานก่อนที่กระแสนี้จะชัดเจน เพราะพอร์ตโฟลิโอถูกวางไว้ให้เชื่อมกับเรื่องสุขภาพตั้งแต่ต้น ทำให้การเติบโตของตลาดพรีเมียมกลายเป็นลมส่งให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี และจากจุดนี้จะพาไปถอดรหัสสูตรครองใจฉบับ CP-Meiji ตั้งแต่การอ่านพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาสินค้า ไปจนถึงวิธีสร้างความผูกพันกับคนกินนมและโยเกิร์ตทั่วประเทศ
หากถามว่าปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้สามารถครองใจผู้บริโภคได้คืออะไร คุณอินทิรา อธิบายอย่างชัดเจนว่า ต้องเริ่มจากความสม่ำเสมอและความน่าเชื่อถือ พร้อมสร้าง Brand Loyalty ผ่านประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อซ้ำด้วยความเชื่อมั่น ขณะเดียวกัน แบรนด์ต้องมีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าใหม่ๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมให้แข็งแรง และขยายการบริโภคไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ นี่คือเหตุผลที่ CP-Meiji ยึดแนวทาง Consumer Centric มาโดยตลอด
“เราต้องการให้ประสบการณ์ที่ดีต่อแบรนด์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเราเริ่มจากโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก และตั้งเป้าหมายร่วมกันภายในองค์กรให้ทุกทีมเดินไปในทิศทางเดียวกัน พัฒนานวัตกรรมสินค้าให้อยู่ในพื้นฐานของคำว่า “ดีต่อใจ ดีต่อร่างกาย” ครอบคลุมความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคที่หลากหลาย เพราะผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อคุณค่าและความเข้าใจที่แบรนด์มอบให้”

คุณอินทิรา ยกตัวอย่างปี 2025 นอกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ CP-Meiji ยังกลับมาปรับปรุงโยเกิร์ตเมจิให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับสูตร ปรับดีไซน์และคอนเซ็ปต์ จากเดิมที่เน้น “ความอร่อย” ขยับสู่การวางตำแหน่งเป็น “โยเกิร์ต โพรไบโอติก” ที่สื่อสารคุณประโยชน์ด้านจุลินทรีย์อย่างชัดเจนมากขึ้น ผลลัพธ์คือผู้บริโภคได้ทางเลือกโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพที่เข้าถึงง่าย ราคาเหมาะสม และหาซื้อได้ทุกที่ การปรับครั้งนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหน้าตาแพ็กเกจ แต่เป็นการยกระดับคุณค่าของสินค้าให้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญจริงๆ
รากฐานสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ CP-Meiji ครองใจผู้บริโภคได้ยาวนาน คือระบบคุณภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด เรียกว่าเป็น DNA ของพนักงานทุกคนและกระบวนการทำงานทั้งองค์กร ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบการผลิต ไปจนถึงการส่งสินค้าออกสู่ตลาด ทุกขวด ทุกถ้วย ถูกออกแบบให้ปลอดภัย มีคุณภาพ และส่งมอบประโยชน์ตามที่สื่อสารไว้จริง
คุณอินทิรา กล่าวเสริมว่า “เรามีการลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานระดับโลก ใช้กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยที่ละเอียดตามมาตรฐานญี่ปุ่น รวมไปถึงการทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ในสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังคงคุณภาพทั้งด้านความปลอดภัยต่อการบริโภค รสชาติที่อร่อย สารอาหารและประโยชน์เพื่อสุขภาพที่คงที่ ตั้งแต่วันที่ผลิตจนถึงวันหมดอายุ นอกจากนี้ เรายังมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า สินค้าผลิตเมื่อไหร่ ใช้วัตถุดิบอะไร ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างโปร่งใสและรวดเร็วหากเกิดเหตุผิดปกติ”
วันนี้ในยุคที่ผู้บริโภครับข้อมูลจากหลายช่องทาง การสื่อสารแบบทางเดียวจากแบรนด์ไม่เพียงพออีกต่อไป CP-Meiji จึงหันมาเน้น Two-Way Communication อย่างจริงจัง โดยมองว่าทุกความคิดเห็น รีวิว และคอมเมนต์ของลูกค้าเป็นหลักฐานความเชื่อมั่นที่ทรงพลังยิ่งกว่าการโฆษณาใดๆ หน้าที่ของแบรนด์จึงไม่ใช่แค่บอกเล่าคุณค่า แต่ต้องสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดีพอให้ผู้บริโภคอยากบอกต่อเอง

“การสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาสินค้า CP-Meiji ลงลึกไปศึกษาพฤติกรรมการกิน ไลฟ์สไตล์ และชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ได้จำกัดแค่การทำแบบสอบถาม แต่ลงพื้นที่ไปสังเกตการใช้งานจริง ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาปรับทั้งสูตร รสสัมผัส ราคา และบรรจุภัณฑ์ ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ยกตัวอย่างเมจิ กรีกสไตล์โยเกิร์ต ช่วงปีแรกของการวางตลาด บริษัทเน้นทำสินค้าให้ดีจริง ตั้งราคาที่เหมาะสม และกระตุ้นให้คนลอง หลังจากเริ่มขายได้ไม่นานก็เกิดกระแสการรีวิว เกิดความชื่นชอบ มาช่วยกันโปรโมตสินค้าให้เรา ผ่านการใช้จริง และความคิดเห็นจริงๆ ทำให้สินค้าไม่เพียงพอในช่วงแรกๆ เพราะกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมายมาก”
นอกจากนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ต้นทุน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม คุณอินทิรา มองว่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ต้องตั้งอยู่บน 2 เสาหลักที่เดินคู่กัน คือความยั่งยืน (Sustainability) และความคล่องตัว (Speed) โดยนิยามความยั่งยืนไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งธรรมาภิบาล ผลกระทบต่อโลก และที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืนของสุขภาพผู้บริโภค
มิติสุขภาพ ได้มีแผนในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีต่อสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพื้นฐานไปจนถึงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริม Healthspan โดยกำหนดแนวทางไว้ชัดเจน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ เรื่องของความปลอดภัยต้องปลอดภัย 100% ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ถัดมาคือเรื่องการลดความหวานและไขมันที่ส่งผลต่อสุขภาพต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รากฐานของสินค้าดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมากขึ้น และสุดท้ายเรื่องการสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์จริง ไม่ว่าจะเป็นการขยายไลน์โปรตีน การพัฒนาสูตรปราศจากแลคโตส หรือการใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ควบคู่กัน CP-Meiji ได้มีการพัฒนาปรับบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น และทดลองใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ในบางไลน์สินค้า เพื่อให้ความยั่งยืนครอบคลุมทั้งคนและโลกไปพร้อมกัน
อีกด้านหนึ่งคือความคล่องตัว บริษัทปรับกระบวนการทำงานและระบบข้อมูลให้เร็วขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างจริงจัง ทำให้สามารถปรับแผนผลิต การกระจายสินค้า และการสื่อสารได้ทันท่วงทีไม่ตกขบวนเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
ก้าวเข้าสู่ปี 2569 CP-Meiji ยังคงเดินบนเส้นทางเดิม คือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยคุณภาพสินค้า นวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพผู้บริโภค และการทำงานแบบ Consumer Centric ที่ลึกและกว้างขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ได้จำกัดแค่การเข้าใจผู้บริโภคที่ซื้อไปกินเอง แต่ยังขยายมุมมองไปถึงผู้ใช้หลายรูปแบบ เช่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร-เครื่องดื่ม หรือธุรกิจที่นำสินค้าไปต่อยอด ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาสินค้าสอดรับกับบริบทการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด สูตรครองใจฉบับ CP-Meiji จึงประกอบด้วย 3 ข้อที่ทำงานประสานกัน นั่นคือการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกและจริง พร้อมสร้างระบบคุณภาพและนวัตกรรมที่แข็งแรง สุดท้ายคือการทำให้องค์กรคล่องตัวด้วยข้อมูล และเทคโนโลยี ทั้ง 3 ข้อนี้ทำให้แบรนด์สามารถเดินนำเทรนด์สุขภาพ รักษาความเชื่อมั่น เพื่อสร้างแบรนด์ให้ครองใจผู้บริโภคได้ในระยะยาว