เฌอร่า หนึ่งในแบรนด์วัสดุทดแทนไม้ของไทยที่ผู้บริโภครู้จักมาอย่างยาวนาน จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้พัฒนาวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ เพื่อแก้ข้อจำกัดของไม้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทนทาน การดูแลรักษา หรืออายุการใช้งาน แบรนด์ค่อยๆ สร้างบทบาทของตัวเองขึ้นมาในอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของบ้านและอาคารในสภาพแวดล้อมแบบเมืองร้อน
ความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการได้รับการโหวตให้เป็นอันดับ 1 ของกลุ่มวัสดุทดแทนไม้ในหมวดวัสดุก่อสร้าง จากผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand ตอกย้ำบทบาทของเฌอร่าในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่ไม่หยุดนิ่ง
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศส่งสัญญาณชัดเจนถึงการชะลอตัว โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่กำลังซื้อที่ลดลง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงดีมานด์บ้านสร้างใหม่ที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดวัสดุทดแทนไม้ซึ่งเคยเติบโตไปพร้อมกับโครงการใหม่จำนวนมากจึงเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง
คุณวีระศักดิ์ กิตตินันทกูล รองผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เฌอร่า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในวันที่ตลาดโดยรวมดูเหมือนจะชะลอลง เรามองเห็นบางเซกเมนต์ที่ยังเติบโต หรืออย่างน้อยก็ยังสามารถเดินต่อได้ สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องมองให้ออกว่าโอกาสนั้นอยู่ตรงไหน และต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่วัสดุหรือราคาอีกต่อไป เขามองถึงความสบาย ความปลอดภัย และคุณค่าที่จะอยู่กับเขาในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้คือโจทย์ที่แบรนด์ต้องตอบให้ได้”
สำหรับเฌอร่า แนวคิดสำคัญคือการอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน บ้านในวันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่ถูกคาดหวังให้ตอบโจทย์สุขภาพ ความปลอดภัย และความสบายใจในชีวิตประจำวัน การเป็นแบรนด์วัสดุทดแทนไม้ที่ดีต้องช่วยลดภาระการดูแลรักษา ลดความกังวลเรื่องปลวก ความชื้น และความเสื่อมสภาพ พร้อมสร้างความรู้สึกมั่นใจให้ผู้อยู่อาศัยในทุกวันของการใช้งาน
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางกว่า 50 ปี สิ่งที่เห็นชัดไม่ใช่เพียงอายุของแบรนด์ หากคือการเปลี่ยนบทบาทของตัวเองตามบริบทของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง คุณวีระศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า “พอแบรนด์เดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราไม่ได้มองแค่การเติบโตระยะสั้นอีกแล้ว วัสดุทดแทนไม้ของเราไม่ได้อยู่กับลูกค้าแค่ตอนซื้อ แต่ต้องอยู่กับเขาไปอีกหลายสิบปี ทั้งเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ และการดูแลรักษา นี่คือเหตุผลที่เฌอร่าต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา”
มุมมองนี้เองที่ทำให้เฌอร่า เปลี่ยนจากแบรนด์ที่ขาย “วัสดุ” ไปสู่แบรนด์ที่พูดถึง “คุณค่า” ในทุกมิติ เมื่อพูดถึงเฌอร่าในวันนี้ หนึ่งในคำที่ถูกกล่าวถึงคือ “Green Soul” ที่ถูกวางให้เป็นรากฐานของแบรนด์วัสดุทดแทนไม้ตั้งแต่ต้นน้ำที่เริ่มจากจุดตั้งต้นว่าวัสดุที่ใช้ในบ้านควรส่งผลต่อผู้ใช้งานและโลกอย่างไรในระยะยาว
การเลือกพัฒนาเนื้อวัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ปล่อยสารพิษ ลดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ไปเป็นเนื้อวัสดุที่ไม่ติดไฟไม่ลามไฟ จนถึงการใช้วัตถุดิบที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นต้นทุนเพิ่มเติม หากเป็นมาตรฐานที่แบรนด์ยึดถือ และเป็นความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในระยะยาว
“Green Soul สำหรับเฌอร่าไม่ได้เป็นแค่แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม มันคือจิตวิญญาณของการทำงาน เรามองตั้งแต่ต้นว่าผลิตภัณฑ์จะส่งผลต่อผู้ใช้งานอย่างไรต่อสุขภาพ ต่อชีวิตประจำวัน และต่อโลกในระยะยาว เมื่อทุกคนในองค์กรยึดกรอบความคิดเดียวกัน การพัฒนาสินค้า การผลิต และการบริการ ก็จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน”
แล้วนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไรเพราะเมื่อเริ่มจากการตั้งโจทย์ที่ชัดว่าวัสดุก่อสร้างควรปลอดภัยขึ้น สะดวกขึ้น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงอย่างไร สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเฌอร่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา คุณวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

“เราเชื่อว่านวัตกรรมที่แท้จริงต้องเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีใหม่ เฌอร่าลงทุนด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง เพราะเรามองว่าบทบาทของแบรนด์ผู้นำคือการคิดไปข้างหน้าอย่างน้อย 1 ก้าวเสมอ” พร้อมยกตัวอย่าง “ตั้งแต่ยุคไฟเบอร์ซีเมนต์ไร้ใยหินเป็นรายแรกมาจนถึงไฟเบอร์คอมโพสิต Low Carbon ภายใต้นวัตกรรม SHERA Gen 3 ในปัจจุบัน ทุกก้าวคือการยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น เพื่อให้วัสดุก่อสร้างตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน สุขภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว”
ภายใต้นวัตกรรมเหล่านี้ยังมีองค์ความรู้เฉพาะที่เฌอร่าพัฒนาขึ้นจากการวิจัยระยะยาว ทั้งในระดับโครงสร้างวัสดุ กระบวนการผลิต และเทคโนโลยีการเคลือบพื้นผิว ซึ่งล้วนออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์การใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรง น้ำหนัก ความทนทาน หรือความสวยงามที่สอดคล้องกับงานออกแบบร่วมสมัย

เมื่อบทบาทของวัสดุก่อสร้างขยับจากสินค้าไปสู่ส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิต ประสบการณ์ของผู้ใช้งานจึงไม่อาจเริ่มต้นหรือจบลงที่จุดขายเพียงอย่างเดียว เฌอร่าเลือกออกแบบ Customer Experience ในลักษณะของ Ecosystem ที่เชื่อมโยงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่าง สถาปนิก เจ้าของบ้าน ไปจนถึงเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนกรอบเดียวกับคำว่า Build Better, Live Better คุณวีระศักดิ์ อธิบายว่า การสร้างที่ดีขึ้นหมายถึงการทำให้คนที่อยู่ในกระบวนการก่อสร้างทำงานได้ง่าย สะดวก และมั่นใจมากขึ้น ส่วนการอยู่อาศัยที่ดีขึ้นหมายถึงบ้านที่ดูแลน้อยลง ปลอดภัยขึ้น และส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว เมื่อ 2 แกนนี้ถูกออกแบบควบคู่กัน ประสบการณ์ของลูกค้าจึงถูกกำหนดตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
“เราไม่ได้มอง Customer Experience เป็นแค่เรื่องการบริการหลังการขาย เรามองว่ามันเริ่มตั้งแต่คนที่ใช้สินค้าของเราไปทำงาน ไปสร้างบ้าน ไปออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงคนที่อยู่อาศัยอยู่ในบ้านนั้นจริงๆ ทุกจุดต้องเชื่อมโยงกันได้ เมื่อช่างทำงานง่าย สถาปนิกออกแบบได้เต็มที่ เจ้าของบ้านอยู่สบาย ความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ”
เมื่อฐานของประสบการณ์ผู้ใช้งานแข็งแรง คำถามถัดไปจึงไม่ใช่ว่าแบรนด์จะขายอะไรได้มากขึ้นเพียงใด หากเป็นว่า ในสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย กำลังซื้อถูกกดดัน ต้นทุนเพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ เฌอร่าจะเลือกเดินเกมอย่างไรต่อไป ภาพที่เห็นชัดคือบ้านสร้างใหม่อาจชะลอลง ขณะเดียวกัน ความต้องการต่อเติม ปรับปรุง และยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมยังคงเดินหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทิศทางนี้ทำให้เฌอร่าเลือกโฟกัสการทำตลาดในมิติที่เฉพาะมากขึ้น
การขับเคลื่อนกลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านแคมเปญ “เฌอรักโฮม” ซึ่งเชื่อมโยงแบรนด์วัสดุทดแทนไม้กับความหมายของการดูแลบ้านและครอบครัว กลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นลูกที่เลือกสิ่งที่ดีให้พ่อแม่และคนที่รัก บ้านในบริบทนี้คือพื้นที่ของความปลอดภัย ความสบายใจ และการอยู่อาศัยระยะยาว
“ในปีที่กำลังซื้อถูกกดดัน เราไม่ได้มองว่าทุกตลาดจะต้องเติบโตพร้อมกัน สิ่งที่เราทำคือเลือกโฟกัสในจุดที่ผู้บริโภคยังให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมบ้าน การดูแลครอบครัว หรือการยกระดับคุณภาพชีวิต เฌอร่าเลือกทำตลาดแบบเจาะลึก ไม่ใช่กระจาย เพื่อให้ทุกการลงทุนตอบโจทย์จริงและสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์ในระยะยาว” คุณวีระศักดิ์ กล่าวเสริม

จากฐานในประเทศที่แข็งแรง เฌอร่าจึงขยับบทบาทสู่เวทีภูมิภาค ด้วยการมองเห็นศักยภาพของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งมีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การมีโรงงานผลิตในแต่ละประเทศจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฐานการผลิต หากเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจตลาดท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการก่อสร้างและลดข้อจำกัดของการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน
แน่นอนว่า การเดินหน้าในหลายประเทศพร้อมกันคือทั้งโอกาสและความท้าทาย การบริหารแบรนด์ให้คงมาตรฐานเดียวกัน การถ่ายทอดแนวคิด Green Soul และการรักษาคุณภาพสินค้าในทุกตลาด กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เฌอร่าต้องจัดการอย่างรอบคอบ ในขณะเดียวกัน การมีหลายตลาดช่วยสร้างสมดุลให้ธุรกิจ และลดการพึ่งพาความผันผวนของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง
"เป้าหมายของเฌอร่าในวันนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นแบรนด์วัสดุก่อสร้างของไทย เรากำลังก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค และมุ่งหน้าต่อไปสู่การเปลี่ยนโลกด้วย Green Building Solutions ทุกการลงทุน ทั้งโรงงาน นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และทำให้เฌอร่ามีบทบาทที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนอนาคตของการก่อสร้างที่ยั่งยืนในเวทีโลก"
วันนี้ เฌอร่ากำลังยืนอยู่ในฐานะแบรนด์ที่พร้อมก้าวต่อไป ด้วยบทบาทใหม่ในระดับภูมิภาค และเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นผู้นำด้าน Green Building Solution บนเวทีโลกและนี่คือความหมายของคำว่าเฌอร่า 50 ปี แบรนด์ที่ไม่ยืนอยู่กับที่