ต้องยอมรับว่าความผันผวนและไม่แน่นอนที่โลกต้องเผชิญในเวลานี้ ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าทำเลจะยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานอันดับ 1 ที่ลูกค้าให้ความสำคัญ แต่ปัจจัยด้านอื่นๆ อย่างเช่น ราคา โปรโมชัน รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์กลับมามีบทบาทอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ามีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมีการชะลอการตัดสินใจ และเปรียบเทียบข้อมูลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คุณโฉมชฎา กุลดิลก รองกรรมการผู้จัดการสายงานแบรนด์องค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จังหวะนี้เองที่ทำให้บทบาทของแบรนด์ทวีความสำคัญยิ่งกว่ายุคไหนๆ เพราะในวินาทีที่ลูกค้าต้องตัดสินใจจ่ายเงินก้อนใหญ่ สิ่งเดียวที่จะเอาชนะความกลัวและความไม่แน่นอนในใจได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขส่วนลดที่หวือหวา แต่คือความไว้วางใจที่แบรนด์ได้สั่งสมคุณค่าไว้ เปรียบเสมือนหลักประกันให้ลูกค้ามั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะคุ้มค่าที่สุด
“ในขณะที่หลายองค์กรอาจเลือกตัดงบประมาณด้านแบรนด์เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี แต่สำหรับ SC มีความเชื่อว่า แบรนด์คือ Asset ที่ต้องลงทุนเพราะถ้าเราทำได้ดี สิ่งนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งการลงทุนสร้างแบรนด์ต่างจากการทำตลาดชัดเจน เพราะต้นทุนการตลาดคือการลงทุนที่หวังผลลัพธ์ในเชิงปริมาณ เช่น ยอดผู้เยี่ยมชมโครงการหรือยอดขาย ในขณะที่การสร้างแบรนด์เป็นการลงทุนเพื่อสะสมเข้าสู่คลังของความไว้เนื้อเชื่อใจ”
หลายปีมานี้ SC ได้นำจุดแข็งในเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขายมาสร้างแบรนด์ผ่าน “ประสบการณ์จริงจากลูกบ้าน” จนทำให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พิสูจน์ได้จากเสียงตอบรับที่ให้ความไว้ใจในฐานะแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับหนึ่งจากผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

คุณโฉมชฎา กล่าวว่า นอกจากตัวบ้านที่มีคุณภาพแล้ว บริการหลังการขายคือหัวใจสำคัญที่ลูกค้าในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งในเรื่องนี้ SC เน้นย้ำเรื่องการดูแลด้วยหัวใจและความรับผิดชอบมาโดยตลอดตั้งแต่ Day 1
“เพราะบ้านเป็นสินค้าที่ต้องอยู่ไปตลอดชีวิต ปัญหาอย่างท่อตันปูนร้าว เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าบ้านจะแพงแค่ไหน ดังนั้นคำว่าบริการไม่ใช่แค่พนักงานเรามีกิริยามารยาทยิ้มแย้ม พูดจาไพเราะเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา แบรนด์ต้องไม่ทิ้งลูกค้าและพร้อมเข้าไปแก้ไข”
แน่นอนว่าหัวใจของบริการหลังการขายที่ดีมาจาก “คน” ซึ่งจะทำหน้าที่ที่ดีได้ต้องอาศัยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง โดยดีเอ็นเอของพนักงานที่นี่ถูกถ่ายทอดจากซีอีโอลงมาสู่พนักงานทุกคนคือ "ความใส่ใจและการให้เกียรติคน" ส่งผลให้พนักงานมีความสุขและส่งต่อความดูแลนั้นไปยังลูกค้าในรูปแบบของความรับผิดชอบที่ไม่ทอดทิ้งกัน

“SC มีปรัชญาและวิสัยทัศน์หลักที่มุ่งสร้าง “เช้าที่ดี” หรือ For Good Mornings ให้กับทุกคนและเราเชื่อเสมอว่าความสุขส่งต่อกันได้ ถ้าพนักงานของเราตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกดีๆ เขาก็จะส่งมอบความรู้สึกนั้นผ่านการดูแลลูกค้า และเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งเช้าที่ดีสำหรับลูกบ้านทุกคน”
อย่างไรก็ดี การสร้างแบรนด์ที่ดีคือการสร้างความผูกพันระยะยาวกับ Audience ซึ่งในช่วงหลังมานี้ SC หันไปโฟกัสกับการสื่อสารผ่าน Community และ Sub-Culture เฉพาะกลุ่มที่ตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแลนด์สเคปของสื่อที่เปลี่ยนไป รวมถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อน
คุณโฉมชฎา กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการสื่อสารในโลกที่ซับซ้อนว่าอย่าเอาตัวเองเป็นหลัก แต่ต้องหยิบเอาชีวิตจริงและความต้องการของลูกค้ามาเป็นที่ตั้งในการคิดงาน การสร้างแบรนด์ยุคใหม่จึงลดการพึ่งพาสื่อหลักมาเป็นการสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งผ่าน Community เฉพาะกลุ่ม ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมา SC เข้าร่วมเป็น Brand Sponsorship ในเวทีทอล์กโชว์ FaraTalk ซึ่งนอกจากจะสร้างแบรนด์อะแวร์เนสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้แล้ว ยังดึงดูดให้คนกลุ่มนี้มีแบรนด์เอนเกจเม้นต์ วัดได้จากจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้ามาเป็น Intern อย่างล้นหลาม
“SC เป็นแบรนด์ที่ชอบสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แม้วันนี้จะยังไม่ใช่ลูกค้าของเราก็ตาม แต่เราคิดว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ในใจผู้คนได้ถูกที่ถูกเวลา สร้างบทสนทนาที่จริงใจและจับต้องได้ แบรนด์จะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขายสินค้า แต่จะสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน และถ้าเวลาผ่านไปคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นต้องการมีบ้าน เราเชื่อว่า SC จะเป็นแบรนด์ลำดับต้นๆ ที่เขาเลือก”
แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ยังเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ดี ซึ่งจะช่วยต่อยอดความมั่นใจของลูกค้าไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่ SC กำลังจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 โดยนอกจากที่อยู่อาศัยจะเป็น Engine หลักแล้ว ยังมี Engine 2 ที่เป็นธุรกิจสร้างรายได้ประจำ เช่น โรงแรม คลังสินค้า และอาคารสำนักงาน รวมถึง Engine 3 ธุรกิจใหม่ล่าสุดที่ให้บริการและเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย
เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ปีนี้จึงเป็นก้าวสำคัญสำหรับ SC ในการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด “New Look, Same Soul” ผ่านรูปลักษณ์โลโก้ใหม่ และ Color Identity ที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณเดิมที่มุ่งมั่นสร้างเช้าที่ดี หรือ For Good Mornings ให้กับลูกบ้านเช่นเดิม
วิธีการเปลี่ยนภาพจำจากบริษัทที่ทำเพียงบ้านและคอนโด สู่บริษัทที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้และสร้างประโยชน์แก่สังคม ปลายปีที่ผ่านมา SC จึงคิกออฟเปิดตัว SC All-Day Morning Café ที่ NEXTOPIA สยามพารากอนเพื่อเป็นจุดสร้างประสบการณ์ให้คนทั่วไปได้รู้จักแบรนด์ได้ง่ายขึ้นผ่านไลฟ์สไตล์ยามเช้า

“เพราะบ้านและคอนโดมิเนียมไม่ใช่สินค้าที่ซื้อซ้ำได้บ่อย SC จึงเกิดไอเดียในการนำแบรนด์ไปอยู่ในจุดที่ผู้คนสามารถเข้าถึงและสัมผัสประสบการณ์ของแบรนด์ได้ง่ายขึ้น SC All-Day Morning Café จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้ามาทำความรู้จักกับตัวตนของแบรนด์ผ่านไลฟ์สไตล์ โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่อยากซื้อบ้าน แล้วเหตุผลที่ต้องเป็น “Morning” หรือเวลาเช้า เป็นความตั้งใจที่ต้องการให้ผู้คนเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเช้า” เพื่อที่แบรนด์จะได้สื่อสารต่อไปว่า เราเชื่อในเรื่องการสร้าง "เวลาเช้าที่ดี" ซึ่งตรงกับสโลแกนหลักขององค์กรคือ “For Good Mornings”
SC All-Day Morning Café จึงถูกนิยามให้เป็นมากกว่าร้านกาแฟ แต่เป็น “Experience Space” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงแบรนด์ SC เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทั้งยังสะท้อนถึงการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนผ่านการเกื้อกูลกันในสังคม 2 ส่วนหลัก คือการสนับสนุนคู่ค้าอย่าง Jo's Banoffee ซึ่งเป็นการสร้างสังคมที่ยั่งยืนจากการรับซื้อผลผลิตออร์แกนิกต่อจากชาวบ้านเป็นทอดๆ และการสนับสนุนลูกบ้านโดยเปิดพื้นที่พิเศษเพื่อโปรโมตสินค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับครอบครัว SC
การรีแบรนด์ครั้งนี้ SC ได้ขยายขอบเขตความเชื่อของการสร้างเช้าที่ดีจากลูกค้าที่อยุ่อาศัยไปสู่การสร้างเช้าที่ดีให้กับสังคมที่ใหญ่ขึ้น ตามกลุ่มลูกค้าจาก Engine ธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนในทุกสถานการณ์
“ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สุดท้าทายมากมาย แต่ความผันผวนต่างๆ กลับสร้างชุดเกราะและภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับองค์กร ทำให้ในปีนี้ SC พร้อมที่จะลุยในทุกสนามการแข่งขันด้วยอาวุธที่ครบมือและพลังใจที่พร้อมจะสร้างเช้าที่ดีให้กับลูกค้าที่หลากหลายและสังคมที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม” คุณโฉมชฎา กล่าวทิ้งท้าย