ปีที่ผ่านมา ตลาดยางรถยนต์ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านพร้อมกัน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่ลดลง และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในแทบทุกเซกเมนต์ ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดรถยนต์ก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการขยายตัวของรถเอสยูวี การเข้ามาของรถไฟฟ้าไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกยืดระยะเวลาเปลี่ยนยางออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาพรวมเหล่านี้ทำให้ตลาดยางกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน

คุณชาญวิทย์ สุขุมรัตนาพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ฉายภาพที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ตลาด “ไม่ง่าย” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมุมของผู้บริโภคที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น ทุกการใช้จ่ายต้องมีเหตุผลรองรับมากกว่าที่เคยเป็น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่จ่ายไปนั้นให้คุณค่าอะไรกลับมาในระยะยาว
“แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่มิชลินยังสามารถเติบโตได้ดีทั้งในแง่ของ Volume และ Value ถ้ามองในมุมของแบรนด์ เราพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีผลงานโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้คะแนนสูงที่สุดจากทั้งหมด 12 ประเทศที่มิชลินให้ความสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไทยมีบทบาทสำคัญต่อมิชลินในเชิงกลยุทธ์ และถูกมองว่าเป็น Strategic Country ของแบรนด์ในระดับภูมิภาค”
จากการเติบโตของเอสยูวีและรถไฟฟ้าทำให้ยางขอบใหญ่ยังมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น ขณะที่ยางบางกลุ่มเริ่มชะลอลงจากการใช้รถที่ลดลง มิชลินโฟกัสที่ยางขอบใหญ่ตั้งแต่ 18 นิ้วขึ้นไป ได้ผลกระทบด้านบวกโดยตรงจากการเติบโตของเอสยูวีและรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเซกเมนต์นี้ก็ดึงดูดผู้เล่นจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เกิดการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับมิชลินสะท้อนชัดในโครงสร้างตลาดที่บริษัทเลือกให้ความสำคัญ คุณชาญวิทย์อธิบายว่า หนึ่งในกลุ่มที่ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง คือกลุ่มยางขอบใหญ่ตั้งแต่ 18 นิ้วขึ้นไป ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขยายตัวของเอสยูวีและรถไฟฟ้า ขณะเดียวกันการเติบโตของเซกเมนต์นี้ก็ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เล่นจำนวนมากหันเข้ามาในตลาดเดียวกัน ความกดดันด้านราคาจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับแบรนด์ที่วางตำแหน่งในกลุ่มพรีเมียม การตอบโจทย์ตลาดด้วยการลดราคาอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน
“การแข่งขันดุเดือดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยางขอบใหญ่ ทุกคนเห็นกันว่าตรงนี้ยังโต แต่สิ่งที่เราคิดคือเราจะไม่แข่งกันที่ราคา เราเลือกแข่งในเรื่องประสบการณ์การขับขี่และคุณภาพของสินค้า เพราะเรามองว่ากลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องนี้ยังเป็นฐานที่แข็งแรงอยู่”
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เพิ่มความซับซ้อนให้ตลาด คือการมาของรถไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปแบบการใช้งานของยาง แต่ยังสร้างความสับสนให้ผู้บริโภคในคำถามพื้นฐานว่า รถไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ยางเฉพาะหรือไม่ คุณชาญวิทย์เล่าว่า ในช่วงหนึ่งตลาดเต็มไปด้วยคำถาม ตั้งแต่เรื่องน้ำหนักแบตเตอรี่ แรงบิด ไปจนถึงอายุการใช้งานของยาง คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว
“แทนที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ด้วยการเพิ่มประเภทสินค้า แนวคิดในการพัฒนา MICHELIN PRIMACY 5 เริ่มจากการถอยกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานว่า ความท้าทายที่แท้จริงของรถไฟฟ้าคืออะไร และยางหนึ่งเส้นต้องทำหน้าที่อะไรได้บ้างเพื่อรองรับการใช้งานนั้น โดยเรามองว่าความท้าทายหลักของรถไฟฟ้ามันมี 2 เรื่องชัดๆ คือน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มากขึ้นกับแรงบิดที่สูงขึ้นตั้งแต่ออกตัว ถ้ายางเส้นหนึ่งรองรับ 2 อย่างนี้ได้ดี มันก็ไม่มีเหตุผลว่าทำไมจะใช้กับรถประเภทอื่นไม่ได้”

ด้านการใช้งาน MICHELIN PRIMACY 5 ยังคงรักษาจุดแข็งของตระกูล PRIMACY ในกลุ่มยาง Premium Comfort ที่ให้ทั้งความนุ่มเงียบ ความสบาย และความมั่นใจในอายุการใช้งานที่ดีเยี่ยมยาวนาน พร้อมกับการปรับให้รองรับความต้องการใหม่ๆ ที่มากับรถไฟฟ้าและเอสยูวี ผลลัพธ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งผู้บริโภค แต่ยังช่วยให้ร้านค้าบริหารสต๊อกสินค้าได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ เรื่องของการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับยางกลุ่มประหยัดพลังงานเป็นอีกโจทย์ที่อุตสาหกรรมยางต้องเผชิญมาโดยตลอด คุณชาญวิทย์ยอมรับว่า แนวคิดเรื่อง ENERGY TYRE เป็นโจทย์ที่ยาก เพราะผู้ใช้งานรถจำนวนมากเข้าใจว่า ยางที่ช่วยลดการใช้พลังงานมักถูกมองว่าต้องแลกกับสมรรถนะด้านอื่น
การพัฒนา ENERGY TYRE ของมิชลินจึงต้องทำให้แรงต้านทานการหมุนลดลง ขณะที่การเบรกและการควบคุมรถยังอยู่ในระดับที่ผู้ใช้คุ้นเคย ยางรุ่นใหม่ต้องพัฒนาให้ได้ระดับ Triple A ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงความพยายามทำให้ตัวแปรที่มักสวนทางกันไปด้วยกันให้ได้มากที่สุด ทั้งการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และการควบคุมรถ
ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับรถไฟฟ้า เพราะยางมีผลต่อระยะทางต่อการชาร์จและต้นทุนการใช้งานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คุณชาญวิทย์ย้ำว่ายางกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเฉพาะสำหรับรถไฟฟ้า แต่เป็นทางเลือกของผู้ใช้รถทุกประเภทที่ต้องการลดการใช้พลังงานโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรมการขับขี่
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับอายุการใช้งานยาง คุณชาญวิทย์มองว่าเป็นหนึ่งในความเชื่อที่ส่งผลต่อทั้งผู้บริโภคและโครงสร้างตลาดโดยรวม เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังยึดกับปีผลิต ทั้งที่ยางบางเส้นเพิ่งผลิตมาไม่กี่เดือน แต่ถูกมองว่าเป็นยางเก่า ทั้งที่คุณภาพยังสมบูรณ์ โดยมิชลินรับประกันคุณภาพ 6 ปี นับจากวันที่ยางลงล้อ ไม่ใช่นับจากวันผลิต สิ่งที่อยากให้ดูจริงๆ คือสภาพการจัดเก็บของยางว่าจัดเก็บอย่างถูกต้องและได้มาตรฐานในการจัดเก็บมากน้อยเพียงใดมากกว่า ซึ่งมันจะกระทบกับสมรรถนะในการขับขี่มากกว่าอายุของยางที่ถูกจัดเก็บอย่างดีและได้มาตรฐาน

ประเด็นเรื่องอายุการใช้งานยางจึงไม่ได้มีแค่เรื่องความคุ้มค่า แต่เชื่อมโยงไปถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืนและ Net Zero อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คุณชาญวิทย์ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของยางไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงงานหรือขั้นตอนการผลิตเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทุกครั้งที่รถออกวิ่งบนถนน
“เวลารถวิ่งจริงๆ มันไม่ได้มีแค่เรื่องเครื่องยนต์หรือการใช้พลังงานอย่างเดียว ยางกับถนนมันเสียดสีกันตลอดเวลา ตรงนั้นมันจะมีการสึกหรอ แล้วก็จะมีอนุภาคเล็กๆ หลุดออกมา ซึ่งในทางเทคนิคเขาเรียกว่า Tire and Road Wear Particles มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่รถออกวิ่ง ถึงคนใช้รถจะไม่เห็น แต่มันมีอยู่จริงตลอดอายุการใช้งานของยาง ซึ่งการลดผลกระทบในส่วนนี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดควบคู่กันไปตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพราะถ้าเราทำให้ยางสึกช้าลง ใช้ได้นานขึ้น มันก็ช่วยลดผลกระทบตรงนี้ไปในตัว ยางหนึ่งเส้นถูกใช้งานได้นานขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย สามารถลดทั้งการผลิต การขนส่ง และของเสียที่ตามมา”
การสื่อสารเรื่องอายุการใช้งานยางจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า “การใช้ให้ถึงอายุจริง” คือหนึ่งในวิธีลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สำหรับมิชลินความยั่งยืนจึงเริ่มจากการทำให้ยางหนึ่งเส้นถูกใช้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่วันแรกที่ลงล้อไปจนถึงวันที่ควรเปลี่ยนจริงๆ บนท้องถนน ลดการเปลี่ยนยางบ่อยเกินความจำเป็น
แม้จะเป็นแบรนด์ที่มีอายุกว่า 137 ปี ภาพลักษณ์ของมิชลินในปัจจุบันกลับถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเรื่อง “การมุ่งสร้างนวัตกรรม” หนึ่งในภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด คือวิวัฒนาการของ Bibendum หรือมิชลินแมน มาสคอตสีขาวประจำแบรนด์ที่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ตามยุคสมัย จากภาพยางที่วางซ้อนเป็นชั้น สู่ตัวละครที่ดูคล่องตัว สมาร์ต และร่วมสมัยมากขึ้น

คุณชาญวิทย์ อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการสื่อสารทิศทางเดียวกับองค์กรที่พยายามทำให้แบรนด์มีความ Agile มากขึ้น ตอบรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนเร็ว และสะท้อนบทบาทของมิชลินในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบัน
สุดท้าย เมื่อถูกถามถึงการนิยามภาพของปีนี้ที่มีนักษัตรเป็นม้าคุณชาญวิทย์เปรียบมิชลินว่าเป็น “ม้าเหล็ก” ที่ต้องแข็งแกร่งและอดทน พร้อมพุ่งทะยานได้ไกลกว่าเดิม แม้สนามจะยากขึ้นกว่าเดิม เพราะในวันที่หลายแบรนด์เลือกชะลอฝีเท้า การวิ่งต่ออย่างมีทิศทางของมิชลินอาจปลอดภัยกว่าการหยุดรอในสนามที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
และอาจเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ในปีที่ตลาดไม่ง่าย แบรนด์อายุ 137 ปีนี้ยังสามารถรักษาการเติบโตทั้งในแง่ Volume และ Value พร้อมคว้าตำแหน่งในใจผู้บริโภคจากผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand หมวดยานยนต์ กลุ่มยางรถยนต์ไปครองได้อีกครั้ง