การที่แบรนด์ขนมขบเคี้ยวสักแบรนด์จะสามารถยืนอยู่ในใจผู้บริโภคได้ยาวนานหลายทศวรรษไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดสแน็คเต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ในสมรภูมินี้ “เจ้าสัว” ภายใต้การบริหารของบริษัท เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์และครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับในฐานะ แบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชมมากที่สุดจากรางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand สะท้อนให้เห็นถึงพลังของแบรนด์ที่เกิดจากยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ผสมผสานระหว่างรากฐานดั้งเดิมกับการปรับตัวสู่ยุคใหม่อย่างสมดุล
ในมุมมองของ คุณณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ความสำเร็จของเจ้าสัวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการมีสินค้าอร่อยหรือการทำตลาดที่เข้มข้นเท่านั้น แต่เกิดจากการวางรากฐานแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผสานระหว่าง “Heritage” หรือมรดกความอร่อยที่สืบทอดมายาวนาน กับ “Modernization” หรือการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
วิสัยทัศน์นี้จึงกลายเป็นเสาหลักที่ทำให้แบรนด์สามารถรักษาความน่าเชื่อถือของรสชาติและคุณภาพแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาแบรนด์ให้ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ที่ทำให้เจ้าสัวยืนระยะได้ยาว คือการยึดหลัก “Quality First” หรือการให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับแรก ในตลาดขนมขบเคี้ยวที่การแข่งขันด้านราคามักถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เจ้าสัวกลับเลือกรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยมองว่าคุณภาพไม่ใช่เพียงคุณสมบัติของสินค้า แต่คือรากฐานของความเชื่อมั่นในแบรนด์
“เราเชื่อว่าแบรนด์จะยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากการส่งมอบคุณภาพที่ไว้ใจได้ โดยไม่ลดมาตรฐานเพื่อแลกกับผลกำไรเชิงตัวเงิน แต่ความสม่ำเสมอนี้จะสะสมเป็นผลกำไรเชิงความเชื่อมั่น หรือ Trust Capital และพัฒนาไปสู่ Brand Loyalty ในระยะยาว” คุณณภัทร อธิบาย
แนวคิดเรื่อง Trust Capital นี้สะท้อนให้เห็นถึงการมองธุรกิจในมิติระยะยาวมากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้น เพราะในโลกของสินค้าอุปโภคบริโภค ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าตัวเลขยอดขายในช่วงเวลาหนึ่ง และการสร้างความสม่ำเสมอในคุณภาพคือกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าสัวสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดได้ คือการพัฒนานวัตกรรมสินค้าโดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง หรือ Customer-Centric Innovation ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึกจึงกลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงเรื่องรสชาติ แต่รวมถึงรูปแบบสินค้า ประสบการณ์การบริโภค และคุณค่าที่ผู้บริโภคต้องการ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์ “Better-for-You Snack” หรือขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพมีมากขึ้นและเริ่มเติบโตอย่างชัดเจน ผู้บริโภคไม่ได้มองหาความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความสมดุลระหว่างความอร่อยกับคุณค่าทางโภชนาการ เจ้าสัวจึงปรับกลยุทธ์สินค้าให้ตอบโจทย์เทรนด์นี้ โดยใช้กระบวนการผลิตแบบ “อบ” แทนการทอด และเน้นการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ข้าวหอมมะลิและเนื้อหมูคุณภาพสูง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสแน็คที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ
ทั้งนี้ในเชิงการตลาด เจ้าสัวยังเดินหน้าสื่อสารแบรนด์อย่างเป็นระบบผ่านแผน 360 องศา ครอบคลุมทั้งช่องทาง Offline และ Online เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในทุก Touchpoint โดยมีเป้าหมายไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ต้องการให้แบรนด์กลายเป็นตัวเลือกแรกที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่ออยากเติมพลังด้วยสแน็คที่มีคุณภาพ

หนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ดังกล่าว คือการเปิดตัวสินค้าใหม่ “ข้าวตังหน้าหมูหยองหน้าล้น โอเวอร์โหลด” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อร่อยล้น ได้โปรตีน คลายทุกความหิว” ที่ออกแบบมาเอาใจกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบหมูหยองโดยเฉพาะ ด้วยการเพิ่มปริมาณหมูหยองมากขึ้นถึง 50% พร้อมชูจุดขายด้านโภชนาการ โดยให้โปรตีนสูงถึง 12 กรัมต่อซอง
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการพัฒนาสแน็คให้เป็นมากกว่าของว่าง แต่เป็นทางเลือกของการเติมพลังระหว่างวัน ผ่านวัตถุดิบธรรมชาติอย่างข้าวหอมมะลิและเนื้อหมูแท้ ผสานรสชาติเอกลักษณ์จากน้ำปรุงสูตรลับของเจ้าสัว เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความอร่อยและคุณประโยชน์ในเวลาเดียวกัน
“สมัยนี้ผู้บริโภคมีความฉลาดเลือก ไม่ใช่แค่มองหาขนมที่อร่อยเท่านั้น แต่ยังต้องดีต่อสุขภาพด้วย เราจึงนำเสนอทางเลือกแบบ Better Choice ที่ตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและความใส่ใจสุขภาพในเวลาเดียวกัน”
นอกจากการเข้าใจผู้บริโภคแล้ว จุดแข็งอีกด้านที่ทำให้เจ้าสัวแตกต่างจากคู่แข่ง คือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในหมวดสินค้า Rice Crackers และ Meat Snack ซึ่งเป็นความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานกว่า 68 ปี ความเชี่ยวชาญนี้ทำให้เจ้าสัวสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านรสชาติและกระบวนการผลิต จนกลายเป็นผู้นำตลาดในหลายเซกเมนต์
ปัจจุบันเจ้าสัวครองส่วนแบ่งตลาดข้าวตังกว่า 79% และ Meat Snack ประมาณ 60% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นรายหนึ่งในตลาดสแน็ค แต่เป็น Category Leader ที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของตลาด

“แม้คู่แข่งจะสามารถพัฒนาสินค้าที่เหมือนกันได้ แต่การสร้างแบรนด์ที่มีรากฐานมั่นคงและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคได้นั้น ต้องอาศัยเวลาและการควบคุมมาตรฐานระดับสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าสัวสั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง”
ขณะเดียวกัน การสร้าง Barrier to Entry หรือกำแพงการแข่งขันในเชิงโครงสร้างธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ทำให้เจ้าสัวรักษาความได้เปรียบในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแบรนด์มีเครือข่ายกระจายสินค้ากว่า 23,000 จุด ครอบคลุมทั้ง Modern Trade, Traditional Trade และช่องทางออนไลน์ รวมถึงการส่งออกไปมากกว่า 21 ประเทศทั่วโลก
อีกทั้งการลงทุนโรงงานใหม่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาทเพื่อรองรับการผลิตตามมาตรฐานฮาลาลและมาตรฐานสากล ยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของเจ้าสัวในการยกระดับแบรนด์จาก “ขนมไทย” สู่ “แบรนด์สแน็คระดับโลก”
อย่างไรก็ตาม แม้กลยุทธ์ด้านสินค้าและการกระจายสินค้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ในมุมมองของคุณณภัทร สิ่งที่ทำให้แบรนด์สามารถยืนระยะได้จริงคือการสร้าง Brand Loyalty หรือความผูกพันระยะยาวกับผู้บริโภค ซึ่งไม่สามารถสร้างได้ด้วยโปรโมชันเพียงอย่างเดียว
“โปรโมชันอาจดึงผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อครั้งแรกได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เขากลับมาซื้อซ้ำคือคุณภาพ ความอร่อย และรสชาติที่สม่ำเสมอ ซึ่งนี่คือหัวใจของเจ้าสัว”
บริษัทจึงเลือกลงทุนกับการสร้าง Brand Equity มากกว่าการแข่งขันด้านราคา โดยมองว่าการรักษาคุณภาพและความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคคือกลยุทธ์ที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวได้มากกว่า ขณะเดียวกัน เจ้าสัวยังพยายามเปลี่ยนบทบาทของแบรนด์จาก “ขนมของฝาก” ให้กลายเป็น “ขนมในชีวิตประจำวัน” เพื่อเพิ่มความถี่ในการบริโภคและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา
“เราไม่ได้ต้องการเป็นเพียงขนมที่ซื้อเป็นของฝากหรือซื้อเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ต้องการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค เมื่อแบรนด์สามารถอยู่ในทุกช่วงเวลาได้ ความผูกพันจะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็น Brand Love”
การใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ทั้งในด้านการพัฒนาสินค้า การวางสินค้าในช่องทางขาย และการสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาความเป็นผู้นำของเจ้าสัวไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คุณภาพสินค้า นวัตกรรม การตลาด การกระจายสินค้า ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว รางวัล Thailand’s Most Admired Brand จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จของแบรนด์ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของเส้นทางการสร้างแบรนด์ที่ยึดมั่นในคุณภาพ ความเชื่อมั่น และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง