การขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายรถยนต์ประเภท BEV พุ่งสูงจนครองสัดส่วนเกือบ 20% ของตลาด นี่คือเวทีสำคัญที่ส่งเสริมให้ MG ทะยานขึ้นสู่แบรนด์อันดับ 5 ของประเทศ ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่า 27,007 คัน ซึ่งเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 57% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกุญแจสำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ที่มีต่อแบรนด์ และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของเอ็มจี จึงครองสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 80% นำโดยโมเดลความสำเร็จอย่าง NEW MG4 ELECTRIC เจ้าของรางวัล Thailand EV of the Year 2023 และ NEW MG S5 EV เจ้าของรางวัล Thailand EV of the Year 2025 และ MG IM6 ที่สามารถทำยอดขายได้สูงสุดนอกประเทศจีน ขณะที่กลุ่มเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดอย่าง MG5 และ ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับผู้บริโภคในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เครื่องการันตีความสำเร็จของ MG ในฐานะผู้บุกเบิกโลกยานยนต์ไฟฟ้าไทย ไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเลขยอดขายที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังมีรางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand ที่สะท้อนการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคคนไทย แม้ในปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดและมีตัวเลือกใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

คุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้แบรนด์มีความแข็งแกร่งไม่ใช่เพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์หรือการดีไซน์ แต่จุดแข็งที่แท้จริงคือการสร้าง EV Ecosystem ซึ่ง MG ถือเป็นแบรนด์แรกที่บุกเบิกในการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในประเทศไทย
ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายอยู่ที่ 130 แห่งทั่วประเทศ กระจายจุดชาร์จทุกๆ 150 กิโลเมตร อีกทั้งยังพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเป็นเจ้าแรกในตลาดที่ให้การรับประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (EV LIFETIME WARRANTY) ซึ่งสามารถลดทอนความกังวลของผู้บริโภคได้จริง โดยเปลี่ยนความไม่สบายใจให้เป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริง ทำงานควบคู่ไปกับการใช้ระบบจัดการอะไหล่ของ MG ที่มีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับการจัดส่งอะไหล่ด้วยระบบสั่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันมีอัตราจ่ายอะไหล่ครั้งแรกสูงถึง 99.38% ช่วยลดเวลารถค้างซ่อม
“ความสำเร็จของ MG เกิดจากการรับฟังเสียงสะท้อนจากลูกค้ากว่า 260,000 ราย ซึ่งมีส่วนผลักดันให้เราพัฒนาการบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอน และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกย่างก้าวของลูกค้าจะได้รับการดูแลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งเรายังพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย ทีมขาย และทีมบริการอย่างรอบด้าน”

อีกทั้ง MG ยังมีระบบ e-Workshop เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้จำหน่ายสำหรับติดตามงานบริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนการตรวจสอบ รองรับการเก็บข้อมูลในระยะยาว และให้การบริการที่สมบูรณ์แบบ โดยจะเริ่มใช้งานกับผู้จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจะขยายสู่ศูนย์บริการทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการทำการนัดหมายเข้าศูนย์บริการและแจ้งสถานะการบริการแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ LINE OA เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า โดยมีแผนเริ่มใช้งานในช่วงกลางปีนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End
อีกทั้งในปีนี้ MG มุ่งเน้นการทำ CRM เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นผ่าน MG Community หลากหลายกิจกรรมทั้ง Road Trip, กิจกรรมไลฟ์สไตล์ รวมถึงการให้ความรู้กับกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถไฟฟ้ารุ่นพรีเมียมให้เข้าใจรถของตัวเองอย่างถ่องแท้ และมีประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีของรถให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีระบบอัจฉริยะและเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดจากตัวรถ
หนึ่งในก้าวสำคัญของ Ecosystem ที่ MG วางเป้าหมายคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยผ่านอุตสาหกรรม EV ในระยะยาว โดยที่ผ่านมาลงทุนในไทยด้วยเงินลงทุนสะสมกว่า 30,000 ล้านบาท ยกระดับโรงงานในไทยให้เป็นฐานการผลิตที่ทันสมัย และเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของภูมิภาค เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ และแพลตฟอร์ม Smart EV ที่ตอบโจทย์คนไทยโดยเฉพาะ ล่าสุดเป็นค่ายรถยนต์แบรนด์แรกที่ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อพัฒนาหลักสูตร “ยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่” มุ่งเน้นการผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ

เพื่อรักษาตำแหน่งทางการตลาดต่อไป กลยุทธ์ GLOCAL จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์นับจากนี้ของ MG โดยนำความได้เปรียบในฐานะโกลบอลแบรนด์และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับโลก (Global) ผนวกเข้ากับความเข้าใจตลาดเมืองไทย (Local) ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องแนวการตลาด และการขายเพื่อสร้างการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคา พุ่งเป้าไปสู่การเป็นแบรนด์ Value Choice
“เราใช้ความเป็น Global Brand ของ MG ผสานเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคชาวไทย (Local) เพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่เข้าถึงหัวใจของคนไทยได้มากที่สุด ยกตัวอย่าง เช่น การนำแนวคิด Live Commerce มาใช้กับแบรนด์รถยนต์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทยในยุคดิจิทัล”
สำหรับปี 2026 MG ได้กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจนที่จะผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ของตลาดรถยนต์ภายในทศวรรษที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจจากปัจจุบันอยู่ในกลุ่ม Top 5 โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวมที่ 30,000 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 5% โดยรากฐานสำคัญที่จะนำพา MG ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือความชัดเจนในการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอภายใต้กลยุทธ์ “Dual Track” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เป็นการเดินหน้าสร้างความสมดุลระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รวมถึงระบบไฮบริดให้เติบโตควบคู่กัน

แน่นอนว่าปีนี้ MG มีแผนการขยายพอร์ตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ตั้งแต่การรุกตลาดพรีเมียมอีวีด้วย MG IM5 ไปจนถึงการยกระดับกลุ่ม e-MPV ด้วย NEW MG MAXUS 9 รุ่น V PLUS และการตอกย้ำความนิยมในกลุ่มแมสด้วย NEW MG4 ELECTRIC รุ่นไมเนอร์เชนจ์ รวมถึงการส่งรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่ม B-Segment เข้าสู่ตลาดภายในไตรมาสที่ 2
นอกเหนือจากการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง MG ยังให้ความสำคัญกับช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยการนำเทคโนโลยี HYBRID+ มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้เพื่อเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งาน ขณะเดียวกันยังได้วางแผนล่วงหน้าไปถึงปี 2527 กับการเปิดตัวรถใหม่รวมถึง 5 รุ่น ภายใต้ปรัชญาการทำงานที่มุ่งเน้นการนำเสนอ “รถที่ใช่ ในเซกเมนต์ที่ใช่ และในเวลาที่เหมาะสม” มากกว่าเพียงการเพิ่มจำนวนรุ่นในตลาด
วิสัยทัศน์ของ MG ไม่ใช่เพียงการขายรถยนต์ที่ราคาถูกหรือคุ้มค่าเท่านั้น แต่คือการส่งมอบ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ชีวิตของผู้บริโภคสะดวกสบายขึ้น และเปลี่ยนวิถีการเดินทางด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยการลงทุนที่ยั่งยืน การสร้างระบบนิเวศที่พร้อมและการไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาคนและเทคโนโลยี คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ MG ยังคงครองความเป็นเบอร์ 1 ในใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง