จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุถึงสถานการณ์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย ปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา
ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่า ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%
ทางด้าน แกร็บ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ สามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยแกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ แกร็บ ประเทศไทย ได้ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Winning with Purpose Together” มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม เร่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่การขยายเซกเมนต์ใหม่ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและลูกค้าองค์กร หนุนรัฐบาลเร่งกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างงาน-อาชีพ รับวิกฤติพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง

ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประสบความสำเร็จอย่างมากกับธุรกิจการเดินทาง ในส่วนของการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคา ในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด โดยมีอัตราการใช้บริการที่เติบโตสูงขึ้นกว่า 250%
ขณะเดียวกันยังคงรักษาฐานลูกค้าในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและลูกค้าเชิงธุรกิจ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabExecutive เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ต้องการจองรถล่วงหน้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงลูกค้าองค์กร
“สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี ได้นำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น ดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ”
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯกับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ

จันต์สุดา กล่าวเสริมถึงแผนการสร้างการเติบโตในปี 2569 ภายใต้แนวคิด Winning with Purpose Together แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก คือ 1.การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) 2.การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และ 3.การสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย
ด้านธุรกิจ แกร็บ ยังคงเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่างการเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็นของร้านอาหารต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า
สิ่งน่าจับตามอง คือแผนการรุกตลาดโดยขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ เช่น กลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก สเตฟาน - ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์เจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุด เพื่อจับกลุ่มคอบอล และเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ผ่านการนำเสนอแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มีสิทธิประโยชน์ทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร ช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาทต่อปี
“แกร็บยังทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาท และผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”
อย่างไรก็ตาม แกร็บ ยังส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพ เพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ

ขณะเดียวกัน แกร็บ ยังเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยแกร็บเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี
“แกร็บยังมีการสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาล เชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีและ Big Data รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บในประเทศต่างๆ” จันต์สุดา กล่าว
หากกล่าวโดยภาพรวม สิ่งที่มองเห็น คือแกร็บกำลังขับเคลื่อนธุรกิจที่ไม่ใช่เพียงการขยายบริการให้กว้างขึ้น แต่คือการออกแบบการเติบโตให้ “สมดุล” มากขึ้นในทุกมิติ ระหว่างตลาดแมสกับพรีเมียม ดีมานด์กับซัพพลาย ไปจนถึงการเติบโตทางธุรกิจกับผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในภาพใหญ่
เมื่อ Barbell Strategy 2.0 ถูกผสานเข้ากับนวัตกรรมและการเจาะเซกเมนต์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น แกร็บจะค่อยๆ ขยับบทบาทจากแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ “การใช้งาน” ไปสู่แพลตฟอร์มที่ฝังตัวอยู่ใน “การใช้ชีวิต” ของผู้คน และเชื่อมโยงผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ใช่แค่การเติบโตของตัวเลขธุรกิจ แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่มีเสถียรภาพมากพอจะรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ พร้อมเปิดโอกาสใหม่ให้ทั้งผู้ใช้ คนขับ ร้านค้า และพาร์ทเนอร์เติบโตไปด้วยกัน
ในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้แกร็บรักษาความเป็นผู้นำได้ต่อเนื่องในระยะยาว