คำว่า “หัวแถว” กลายเป็นหนึ่งในประโยคที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว สะท้อนแนวคิดสำคัญในโลกธุรกิจได้อย่างชัดเจน นั่นคือการเป็นผู้เล่นคนแรกในสนามหรือที่ในภาษาธุรกิจเรียกว่า First Mover Advantage
เพราะในหลายอุตสาหกรรม คนที่ “เริ่มก่อน” มักมีโอกาสสร้างมาตรฐานใหม่ของตลาด สร้างการจดจำในใจผู้บริโภค และกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกนึกถึงก่อนใคร
แน่นอนว่า การเป็นหัวแถวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายความว่าต้องเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ยังไม่มีใครปูทาง ต้องทดลอง ต้องผิดพลาด และต้องใช้เวลาอธิบายตลาดว่ากำลังขายอะไรอยู่ ขณะเดียวกัน หากทำสำเร็จก็มีโอกาสสร้างหมวดหมู่ใหม่ของธุรกิจขึ้นมาได้
แนวคิดนี้เอง กำลังถูกทดลองอีกครั้งในตลาดเครื่องดื่มไทย ผ่านแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า BIBI จากเครือ BEANS Coffee Roaster ที่ไม่ได้ต้องการเปิด “ร้านน้ำผลไม้” หรือ “ร้านกาแฟ” อีกหนึ่งแบรนด์ในตลาด เป้าหมายคือการสร้างหมวดเครื่องดื่มใหม่เพื่อก้าวขึ้นมาเป็น “หัวแถว” ของตลาด แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการนำจุดแข็งด้านคาเฟอีนจาก BEANS มาผสานกับน้ำผลไม้สกัดเย็น (Cold-pressed juice) 100% จนเกิดเป็นหมวดเครื่องดื่มที่แบรนด์นิยามขึ้นเองว่า “JUICEFEE” (JUICE + COFFEE)
แล้วทำไมแบรนด์กาแฟที่มีธุรกิจอยู่แล้ว ถึงเลือกสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา เพื่อพยายามเป็น “หัวแถว” ของตลาดเครื่องดื่มหมวดนี้และเบื้องหลังการแตกแบรนด์ครั้งนี้สะท้อนวิธีคิดอะไรเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจใหม่ในตลาดที่การแข่งขันสูงอย่างตลาดเครื่องดื่มไทย BrandAge มีโอกาสได้พูดคุยกับ ชนัญดา ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BEANS Coffee Roaster, กฤตธี ธนวิพุธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ BEANS Coffee Roaster และ Bill Sida ผู้ร่วมก่อตั้ง BIBI

BIBI มาจากภาษาอาหรับ Habibi ที่แปลว่า ‘ที่รัก’
BIBI มาจากคำว่า Habibi ในภาษาอาหรับ ซึ่งแปลว่า “ที่รัก” หรือ “คนที่รัก” เป็นคำที่ใช้เรียกกันอย่างเป็นกันเองในวัฒนธรรมตะวันออกกลาง คล้ายกับการเรียกใครสักคนว่า my dear ทีมผู้ก่อตั้งจึงนำคำนี้มาตัดให้สั้นลงเหลือเพียง BIBI เพื่อให้จดจำง่าย และสะท้อนบุคลิกของแบรนด์ที่ต้องการให้มีความสนุก เป็นมิตร และเข้าถึงได้ง่าย เหมือนกับการชวนเพื่อนคนหนึ่งมาดื่มเครื่องดื่มด้วยกัน
จุดเริ่มต้นของ BIBI เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเครื่องดื่มที่เริ่มเปลี่ยนไป เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมนูที่นำกาแฟไปผสมกับผลไม้เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกาแฟส้ม กาแฟน้ำมะพร้าว หรือแม้แต่มัทฉะกับน้ำมะพร้าว ซึ่งล้วนเป็นรสชาติที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอยู่แล้ว และเข้าถึงได้ง่าย
สิ่งเหล่านี้ทำให้ทีมผู้ก่อตั้งเริ่มตั้งคำถามว่า หากการผสมระหว่างกาแฟกับผลไม้บางชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค แล้วทำไมการผสมแบบนี้จะไม่สามารถขยายไปสู่ผลไม้ชนิดอื่นได้คำถามนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองและพัฒนาสูตรเครื่องดื่มใหม่ ๆ โดยทีมใช้เวลาทำ R&D อยู่ประมาณ 4–6 เดือน เพื่อหาความลงตัวของรสชาติ เพราะในความเป็นจริงการนำผลไม้ไปผสมกับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่ใช่เรื่องง่าย
กฤต กล่าวว่า “ตอนที่เราจะออกแบรนด์ใหม่ เราไม่ได้อยากออกแค่แบรนด์ใหม่ที่ขายของเดิม คือไม่ได้อยากขายแค่น้ำผลไม้เหมือนเดิม หรือขายกาแฟเหมือนเดิม เพราะสิ่งเหล่านี้ทุกคนก็ขายกันหมดแล้ว สิ่งที่เราอยากทำคือการเป็น First Mover หรือถ้าพูดง่าย ๆ ในภาษาไทยก็คืออยากเป็น “หัวแถว” ของตลาด จึงกลายเป็นที่มาของการพัฒนาโปรดักต์ที่เราเรียกว่า JUICEFEE (JUICE + COFFEE)”

ทำไมต้องสร้างแบรนด์ใหม่
เมื่อแนวคิดของเครื่องดื่มแบบ “Cold-Pressed with Caffeine Kick” เริ่มชัดขึ้น คำถามสำคัญที่ตามมาคือ หากทีมมีแบรนด์กาแฟอย่าง BEANS Coffee Roaster อยู่แล้ว ทำไมไม่เพิ่มเมนูน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มลักษณะนี้เข้าไปในร้านเดิม ซึ่งคำตอบคือในมุมของผู้ก่อตั้ง หากนำเครื่องดื่มแบบนี้ไปวางในร้านกาแฟ มันจะกลายเป็นเพียง “เมนูหนึ่งในร้าน” เท่านั้น
“จริง ๆ ตอนแรกก็มีคำถามเหมือนกันว่า ทำไมไม่เอาเมนูพวกนี้ไปขายใน BEANS เลย เพราะเราก็มีร้านกาแฟอยู่แล้ว แต่ถ้าทำแบบนั้น มันจะกลายเป็นแค่เมนูหนึ่งในร้านกาแฟ สุดท้ายแล้วลูกค้าก็จะยังมองว่าเราคือร้านกาแฟอยู่ดี สิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ คือสร้างอะไรที่มันเป็นหมวดใหม่ในตลาด เพราะฉะนั้นมันเลยต้องมีพื้นที่ของตัวเอง มีแบรนด์ของตัวเอง เพื่อให้คนเข้าใจได้ชัดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่” กฤต กล่าว
หากดูเรื่องของ Positioning ของแบรนด์ BEANS ถูกวางตัวเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ที่เน้นคุณภาพของเมล็ดกาแฟ การคั่ว และรสชาติของกาแฟเป็นหลัก ขณะที่ BIBI ต้องการเล่าเรื่องที่แตกต่างออกไป คือการผสมผสานระหว่างผลไม้สดกับคาเฟอีน พร้อมภาพลักษณ์ที่ดูสนุก สดใส และเข้าถึงง่ายกว่า
อีกหนึ่งวิธีคิดที่น่าสนใจของ BIBI คือการมองตลาดเครื่องดื่มจาก “ช่วงเวลาการดื่ม” เพราะโดยทั่วไปแล้ว กาแฟมักถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มแก้วแรกของวัน หลายคนมีพฤติกรรมที่ค่อนข้างชัดเจน คือเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟหนึ่งแก้ว
สำหรับ BIBI ผู้ก่อตั้งไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังแข่งขันกับร้านกาแฟโดยตรง ในทางกลับกัน แบรนด์กลับวางตำแหน่งของตัวเองไว้ในอีกช่วงเวลาหนึ่งของวัน นั่นคือช่วง ระหว่างวัน หรือช่วงบ่ายที่ผู้บริโภคมักอยากดื่มอะไรเพิ่มอีกหนึ่งแก้ว
“ถ้าพูดกันตรง ๆ เราไม่ได้มองว่าเรากำลังแข่งกับกาแฟ เพราะกาแฟมันเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนต้องกินทุกวันอยู่แล้ว โดยเฉพาะตอนเช้า สิ่งที่เราพยายามทำคือการเข้าไปอยู่ในอีกช่วงเวลาหนึ่งของวันมากกว่า หลังจากที่คุณดื่มกาแฟไปแล้ว ช่วงบ่ายคุณอาจจะอยากดื่มอะไรอีกสักแก้วหนึ่ง ซึ่งบางคนเลือกชาไข่มุก บางคนเลือกโซดา หรือบางคนเลือกเครื่องดื่มหวาน ๆ เราอยากให้หนึ่งในตัวเลือกนั้นเป็นเครื่องดื่มของเรา”
กฤต เสริมว่า “ถ้ามองในหมวด Cold-Pressed with Caffeine แบบนี้ ผมคิดว่ายังไม่มีใครทำจริงจังในตลาดไทย ซึ่งถ้ามองในภาพกว้าง คู่แข่งของเราก็อาจจะเป็นเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่คนเลือกดื่มในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างชาไทย มัทฉะ หรือเครื่องดื่มหวานต่าง ๆ ที่คนดื่มตอนบ่าย ๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองตลาดให้กว้างกว่านั้น ไม่ใช่แค่มองว่าเราเป็นร้านน้ำผลไม้”

ต้อง Healthy + Experience
แม้แกนหลักของ BIBI จะอยู่ที่แนวคิดเรื่องสุขภาพ แต่ผู้ก่อตั้งก็ยอมรับว่าการทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในตลาดเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูง เพราะในความเป็นจริงผู้บริโภคจำนวนมากยังคงเลือกเครื่องดื่มจาก “ความสนุก” และ “ประสบการณ์” ที่ได้รับจากแบรนด์
ดังนั้นแนวคิดของ BIBI จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ได้พยายามผสมระหว่าง Healthy กับ Experience เข้าด้วยกัน แบรนด์เลือกใช้ผลไม้สดทำเป็น Cold Press ไม่เติมน้ำตาลหรือไซรัปเพิ่ม ความหวานทั้งหมดมาจากผลไม้จริง
“ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เราอยากทำเครื่องดื่มที่มันดีต่อสุขภาพจริง ๆ เพราะผมรู้สึกว่าตลาดในเมืองไทยบริโภคน้ำตาลค่อนข้างเยอะเราเลยตั้งใจว่าเครื่องดื่มของเราจะไม่เติมน้ำตาล ไม่เติมไซรัป ความหวานทั้งหมดจะมาจากผลไม้จริง บางเมนูเรายังใส่ขิง หรือใส่พริกขี้หนูเข้าไปด้วย อย่างเมนู Heat Wave ที่ให้ความเผ็ดนิด ๆ เพราะเราอยากให้รสชาติของวัตถุดิบมันชัด รวมถึงมีการระบุจำนวนแคลอรี่ในทุกเมนู”
อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งเชื่อว่า “โปรดักต์ดีอย่างเดียวอาจยังไม่พอ” สิ่งที่แบรนด์ต้องสร้างควบคู่กันคือ ประสบการณ์ของลูกค้าในร้าน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการตั้งชื่อเมนูให้มีความสนุก อย่างเมนูขายดีของร้านที่ชื่อว่า “My Ex” หรือที่เรียกว่า “แฟนเก่า” ซึ่งบางครั้งกลายเป็นบทสนทนาระหว่างลูกค้ากับพนักงานในร้าน
“จริง ๆ เรื่องชื่อเมนูเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราคิดค่อนข้างเยอะ เพราะเราอยากให้ประสบการณ์ในร้านมันสนุก อย่างเมนู My Ex เวลาลูกค้ามาสั่ง บางทีมันก็กลายเป็นโมเมนต์ที่สนุก เช่นลูกค้าพูดว่าอยากกินแฟนเก่า มันกลายเป็น conversation starter ระหว่างลูกค้ากับพนักงานได้ เราอยากให้การมาซื้อเครื่องดื่มมันไม่ใช่แค่สั่งแล้วจบ อยากให้มี moment บางอย่างเกิดขึ้นระหว่างลูกค้ากับร้าน”
แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรมของร้านที่เรียกพนักงานว่า “My BABE” แทนคำว่า Barista รวมถึงการเทรนทีมงานให้พูดคุยกับลูกค้าเหมือนการคุยกับเพื่อน มากกว่าการรับออร์เดอร์แบบเป็นทางการ

ปัจจุบันมีประมาณ 20 เมนู ราคาเริ่มต้น 95 บาท ไปจนถึง 175 บาท เปิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยอดขายต่อวันอยู่ที่ 100 แก้ว โดยข้อมูลที่น่าสนใจคือ หนึ่งแก้วของ BIBI ใช้เวลาทำประมาณ 2 นาทีเท่านั้น Bill Sida เล่าถึง Operation และระบบการทำงานว่าร้านให้ความสำคัญกับ “เวลา” ของลูกค้า ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เราเลยคิดเรื่อง Operation ของร้านก่อนเลยว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าไม่ต้องรอนาน ทุกเช้าก่อนร้านเปิด พนักงานจะเข้ามาเตรียมผลไม้สดและทำเป็น Fruit Base เอาไว้ก่อน เช่น สับปะรด ส้ม มะพร้าว หรือผลไม้ต่าง ๆ พอลูกค้ามาสั่ง เราก็แค่เท Fruit Base แล้วประกอบเครื่องดื่ม ทำให้หนึ่งแก้วใช้เวลาทำประมาณ 2 นาทีเท่านั้น ข้อดีคือมันเร็วมาก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นความท้าทายเหมือนกัน เพราะเวลาทำเร็ว หน้าร้านจะดูโล่ง บางทีลูกค้าเห็นร้านโล่งก็จะรู้สึกว่า ร้านนี้ขายดีหรือเปล่า เพราะในความรู้สึกของคนทั่วไป ร้านที่ดูน่าเข้าอาจจะต้องมีคนยืนรออยู่บ้างดังนั้นมันเลยกลายเป็นอีกโจทย์หนึ่งของแบรนด์เช่นกัน

ความท้าทายของ First Mover ที่ต้อง Educate ตลาด
แม้การเป็น First Mover จะเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถสร้างหมวดธุรกิจใหม่ในตลาดได้ อีกด้านหนึ่งก็มาพร้อมกับความท้าทายไม่น้อย เพราะเมื่อสินค้ายังเป็นสิ่งใหม่ ผู้บริโภคจำนวนมากอาจยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
สิ่งที่ BIBI ต้องเผชิญตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน คือการที่ลูกค้าหลายคนเดินเข้ามาแล้วเข้าใจว่าเป็นเพียง “ร้านน้ำผลไม้” ทั่วไปขณะที่สิ่งที่แบรนด์พยายามนำเสนอจริง ๆ คือเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานผลไม้สดเข้ากับคาเฟอีน จึงทำให้หนึ่งในโจทย์สำคัญของแบรนด์คือต้อง Educate ตลาด ตั้งแต่การอธิบายเมนู การเล่าเรื่องคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ไปจนถึงการทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเครื่องดื่มประเภทนี้แตกต่างจากน้ำผลไม้ทั่วไปอย่างไร
นอกจากการสื่อสารในร้านแล้ว แบรนด์ยังพยายามเชื่อมโยงตัวเองกับคอมมูนิตี้ด้านสุขภาพ เช่น การทำกิจกรรมร่วมกับฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย หรือกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง คอร์สพิลาทิส พิคเคิลบอล และครอสฟิต เพื่อให้เครื่องดื่มของแบรนด์เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
แม้วันนี้แบรนด์จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และการสร้างการรับรู้ในตลาดยังต้องใช้เวลา แต่สำหรับผู้ก่อตั้ง การเดินอยู่ในเส้นทางของ First Mover ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับตั้งแต่แรก “การเป็น First Mover มันเหมือนกับการถางทางให้ตลาด มันไม่ใช่ธุรกิจที่ลูกค้ารู้อยู่แล้วว่าขายอะไร แค่บอกว่าเราขายอะไรแล้วคนจะมาซื้อเลย เราต้องค่อย ๆ อธิบาย ค่อย ๆ สื่อสาร และค่อย ๆ ทำให้คนเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่จริง ๆ”

บทเรียนจาก BEANS ที่นำมาปรับใช้
แม้ BIBI จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะทีมผู้ก่อตั้งมีประสบการณ์จากการทำแบรนด์กาแฟ BEANS Coffee Roaster มาก่อน บทเรียนจากแบรนด์เดิมจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ถูกนำมาปรับใช้ โดยเฉพาะในเรื่องของ การเตรียมระบบหลังบ้านและการวางรากฐานของธุรกิจ
เพราะการเติบโตของ BEANS ในช่วงแรกเกิดขึ้นจากโมเดลที่ค่อย ๆ ขยายตัวทีละขั้น “แบรนด์ก่อนหน้านี้มันโตในอีกโมเดลหนึ่ง คือเราเริ่มจากโลเคชันแรกซึ่งเป็นพื้นที่ออฟฟิศของเราเอง ตอนนั้นขายวันละสิบแก้ว แล้วค่อย ๆ โตขึ้นมา มันมีช่วงเวลาที่เราได้ build แบรนด์ทีละขั้น สำหรับแบรนด์นี้มันต่างออกไป เพราะเราเปิดในห้างตั้งแต่วันแรก ซึ่งมันมี visibility สูงกว่า ลูกค้าเข้ามามากกว่าเพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมระบบหลังบ้านให้พร้อมมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่อง operation”
อีกบทเรียนสำคัญที่ผู้ก่อตั้งพูดถึงเสมอ คือเรื่องของ “โปรดักต์” ธุรกิจเครื่องดื่มก็ยังเป็นธุรกิจที่ขายสินค้า หากสินค้าไม่ดี ธุรกิจก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว “ผมพูดมาตลอดว่าเราเป็นธุรกิจที่ขายของ และเราต้องขายของดี แนวคิดนี้เราก็นำมาใช้กับแบรนด์นี้เหมือนกัน คือทำให้สินค้ามีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา และยังคงคุณภาพที่ดี เพื่อให้แบรนด์สามารถเติบโตและอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของธุรกิจน้ำผลไม้ก็มีความแตกต่างจากร้านกาแฟอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของวัตถุดิบ หากเป็นร้านกาแฟ วัตถุดิบหลักอย่างเมล็ดกาแฟสามารถเก็บได้นานหลายเดือนแต่ BIBI เป็นธุรกิจที่ใช้ผลไม้สดเป็นวัตถุดิบหลัก การบริหารสต็อกและซัพพลายเชนจึงกลายเป็นโจทย์ที่สำคัญมาก ทำให้ไม่สามารถเปิดร้านแล้วทำแบบเดียวกับร้านกาแฟได้ เพราะถ้าจัดการเรื่องวัตถุดิบไม่ดี จะเฟลทันที เพราะฉะนั้นตั้งแต่เริ่มต้นจึงต้องคิดเรื่องวัตถุดิบและซัพพลายเชนไว้ก่อนเลย
อีกมุมหนึ่ง ผู้ก่อตั้งยังมองว่าการสร้างแบรนด์ในตลาดเครื่องดื่มที่แข่งขันสูง จำเป็นต้องหาสมดุลระหว่าง การอยู่ในเทรนด์ กับ การยืนระยะของธุรกิจ “เราอยากอยู่ในเทรนด์ เพื่อให้คนรู้จัก แต่เราไม่อยากอยู่รอดเพราะเทรนด์ ถ้าวันหนึ่งมันเป็นกระแส คนก็อาจจะเข้ามาลอง แต่ถ้าอีกวันหนึ่งเทรนด์หายไปแล้วแบรนด์อยู่ไม่ได้ แบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเป็น เราอยากเป็นเครื่องดื่มที่คนสามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวัน ดื่มได้บ่อย ดีต่อสุขภาพ และราคาเข้าถึงได้”
วันนี้แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี สิ่งที่แบรนด์ยึดมั่นมาเสมอคือการไม่เข้าสู่การแข่งขันด้านราคา เพราะในมุมของกฤตมองว่าการพยายามขายถูกอย่างเดียวอาจนำไปสู่ Price War ที่สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์จริง
“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าธุรกิจจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าต้องแข่งกันด้วยการขายถูกอย่างเดียว ทุกคนพยายามลดราคา คำถามคือมันจะถูกไปได้ถึงเมื่อไร เราไม่เคยสื่อสารว่า ‘กาแฟของเราถูก’ เพราะถ้าเริ่มพูดคำว่าถูก มันจะนำไปสู่การแข่งขันด้านราคา แล้วสุดท้ายมันจะกลายเป็น Price War ซึ่งไม่มีใครได้ประโยชน์จากเกมนั้น”

แน่นอนว่าธุรกิจเครื่องดื่มไม่ใช่ธุรกิจที่ง่าย แม้แต่แบรนด์ที่มีประสบการณ์ในตลาดมาก่อนก็ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ลูกค้าเองก็ถูก educate ให้ลองของใหม่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเกมของ BIBI จึงไม่ใช่การเปิดแบรนด์แล้วทำการตลาดแรง ๆ ให้ยอดขายขึ้นทันที เพราะท้ายที่สุดหัวใจของการสร้างแบรนด์ให้ยืนระยะได้ในระยะยาวคือต้องกลับไปที่เรื่องพื้นฐานของธุรกิจที่ต้องทำให้ดีอย่างต่อเนื่อง
“การยืนระยะของแบรนด์ มันกลับไปอยู่ที่เรื่องพื้นฐานมาก ๆ คือเรื่องของโปรดักต์ ความต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า consistency ของทั้งสินค้าและบริการ เราต้องทำให้คุณภาพของโปรดักต์และบริการมันเสถียรอยู่เสมอ และต้องสื่อสารกับลูกค้าเป็นระยะ ๆ ว่าแบรนด์ยังอยู่ เรายังทำอะไรอยู่บ้าง และกำลังพัฒนาอะไรอยู่ รวมถึงต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ยังส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้เขาอยู่ตลอด และมีการ deliver สิ่งใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าและตลาดอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับ BIBI ปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง เตรียมเปิด Pop-up Store ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว และสาขาที่ One Bangkok เมื่อถามถึงแผนอนาคตว่ามีโอกาสทำแบรนด์ใหม่อีกไหมก็มีความเป็นไปได้ โดยแย้มว่าขยับไปทำอย่างอื่นบ้างที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม อาจจะเป็นอาหารเต็มรูปแบบก็ได้ ทั้งหมดก็ต้องค่อย ๆ ดูกันไป