พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ทำให้การแข่งขันในธุรกิจอาหารเปลี่ยนรูปแบบไปค่อนข้างมาก และไม่ได้วัดกันแค่เรื่องคุณภาพของสินค้าหรือรสชาติที่ดีอีกต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือความสามารถของแบรนด์ในการ “ปรับตัว” ให้ทันกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป และต้องสามารถเข้าไปอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด
ในมุมของตลาดเครื่องปรุงรสไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม “น้ำพริกเผา” ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดพร้อมกับแนวคิดใหม่ๆ ที่เจาะลึกด้านความต้องการมากขึ้น ด้วยฟังก์ชัน รูปแบบการใช้งาน และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์น้ำพริกเผากลายเป็นสนามแข่งขันที่วัดกันด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายมิติ ดังนั้น แบรนด์ที่จะสามารถอยู่ในเกมการแข่งขันได้ระยะยาว จึงต้องเป็นแบรนด์ที่ “ขยับตัวได้ทัน” กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
“ฉั่วฮะเส็ง” คือตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ระดับตำนาน ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงรักษาจุดแข็งของการเป็นผู้นำตลาดน้ำพริกเผาได้อย่างต่อเนื่อง จากการปรับตัวในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ การขยายช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ไปจนถึงการนำข้อมูลและเทคโนโลยี มาใช้เป็นแกนในการขับเคลื่อนองค์กร
หนึ่งในความสำเร็จที่สามารถสะท้อนถึงการวางกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อยกระดับแบรนด์ให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดที่เปลี่ยนไป และได้รับการยืนยันผ่านการผลสำรวจวิจัย 2026 Thailand’s Most Admired Brand โดย “ฉั่วฮะเส็ง” คือแบรนด์ที่อยู่ในอันดับ 1 หมวดสินค้าบริโภค กลุ่มน้ำพริกเผาจากผลสำรวจครั้งล่าสุด สะท้อนภาพความเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นและยอมรับมาอย่างยาวนาน

คุณกุลฤทัย พรหมบันดาลกุล ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มงานการตลาด บริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดเครื่องปรุงรสในกลุ่มน้ำพริกเผาของไทยปัจจุบันยังเป็นสิ่งจำเป็นและมีบทบาทสำคัญทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจจึงยังเป็นกลุ่มสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตมาพร้อมการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน มีทั้งผู้เล่นรายเดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วและแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามา โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น
“ปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่เรื่องราคา แต่อยู่ที่การแข่งขันด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต ความสม่ำเสมอของรสชาติ และสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว ในมุมของฉั่วฮะเส็งมีโอกาสได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการมาโดยตลอด จนมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย แต่วันนี้เรายังคงพัฒนาสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รักษามาตรฐานเพื่อให้เชฟมืออาชีพเชื่อถือ ควบคู่ไปกับการปรับตัวและทดลองสินค้าใหม่ๆ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ วันนี้นอกจากเรื่องรสชาติดีเรายังต้องเน้นเรื่องความสะดวก และการสร้างมาตรฐานต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญ”
เมื่อโจทย์เปลี่ยน วิธีคิดจึงต้องเปลี่ยนตาม ฉั่วฮะเส็งไม่ได้มอง “น้ำพริกเผา” เป็นเพียงสินค้าในครัวอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นการขยายบทบาทของน้ำพริกเผาให้เป็นเรื่องของ “รสชาติ” ที่สามารถเข้าไปอยู่ในหลากหลายช่วงเวลาของการบริโภค ตั้งแต่การปรุงอาหารไปจนถึงการเป็นส่วนประกอบในเมนูใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น
ภาพของการพัฒนาสินค้าของฉั่วฮะเส็งในระยะหลังจึงสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบสูตรสำเร็จที่ช่วยลดขั้นตอนการทำอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้เป็น Topping และส่วนผสมในเมนูฟิวชัน ทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติที่เป็น DNA ของแบรนด์ไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

คุณกุลฤทัย กล่าวเสริมว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉั่วฮะเส็งวางแผนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นใน 3 เรื่องหลัก ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงนึกถึงแบรนด์อยู่เสมอ ประกอบด้วย
เรื่องแรก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่สามารถต่อยอดได้หลากหลายบริบท และเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคได้ลึกขึ้นในทุกโอกาส เนื่องจากฉั่วฮะเส็งเป็นแบรนด์ที่ทำตลาดมานานกว่า 75 ปี ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวให้เข้ากับคนยุคใหม่ เจนใหม่ ทั้งด้านความสะดวกและคุณภาพของสินค้า
เรื่องที่ 2 การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้แบรนด์เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น จากเดิมที่แข็งแรงในตลาด B2B โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหาร ฉั่วฮะเส็งได้ขยับเข้าสู่ตลาด B2C อย่างเต็มตัว ผ่านทั้งโมเดิร์นเทรดและอีคอมเมิร์ซ ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางได้โดยตรงมากขึ้น
เรื่องที่ 3 การจัดการภายในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและพัฒนาระบบ Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“เป้าหมายของสิ่งที่ทำมา คือการทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงมาตรฐานคุณภาพและความสม่ำเสมอของรสชาติที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด เพราะคือรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์เราอย่างต่อเนื่อง”
หัวใจสำคัญของการพัฒนาในมิติต่างๆ ถูกขับเคลื่อนด้วย Data และการทำความเข้าใจผู้บริโภคในเชิงลึก ตั้งแต่การมองเทรนด์ข้ามอุตสาหกรรม ไปจนถึงการใช้ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกการพัฒนาสินค้ามีความแม่นยำ และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการวางรากฐานระบบทั้งหมดตั้งแต่ Supply Chain ไปถึงเรื่องสต๊อกเพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสากล รวมถึงเรื่องของ Digital Marketing การทำตลาดในแพลตฟอร์มใหม่ๆ และการนำ AI มาปรับใช้กับการทำงานเพื่อเดินหน้าต่อไป
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญเพื่อสร้างความเป็นแบรนด์ร่วมสมัย คือรูปแบบการสื่อสารที่ฉั่วฮะเส็งมุ่งเน้นการใช้สื่อดิจิทัลเป็นแกนหลัก เพื่อให้แบรนด์เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้นในทุก Touchpoint โดยยังคงรักษาความแข็งแรงใน “โลกของอาหารจริง” ผ่านการทำงานร่วมกับเชฟรายการอาหารและพาร์ตเนอร์ในวงการ ช่วยตอกย้ำความน่าเชื่อถือในฐานะแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังความอร่อย ขณะเดียวกันยังขยายการรับรู้ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ผ่าน Influencer และ Content Creator ที่เข้าถึงง่ายและหลากหลายมากขึ้น

คุณกุลฤทัย ยังมองว่า การเข้าร่วมงาน THAIFEX ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของฉั่วฮะเส็งในการขับเคลื่อนแบรนด์ทั้งในมิติของ Business Expansion และ Brand Positioning งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงสินค้าแต่เป็น “Strategic Platform” ที่ทุกฝ่ายในองค์กรมีส่วนร่วม ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์เพื่อนำเสนอศักยภาพของแบรนด์ในภาพรวม ทั้งในฐานะผู้ผลิตที่มีมาตรฐานระดับสากล และในฐานะตัวแทนของรสชาติอาหารไทยสู่ตลาดโลก
ขณะเดียวกัน THAIFEX ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการเก็บ “Insight” จากทั้งคู่ค้าและผู้บริโภคจริง โดยเฉพาะในช่วงวันที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม เป็นช่วงที่แบรนด์สามารถเข้าถึง End Consumer ได้โดยตรง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ บทบาทของ THAIFEX จึงไม่ได้จบแค่การสร้างโอกาสทางการขาย แต่คือเวทีสร้างภาพลักษณ์ ขยายตลาด และเป็นแหล่งข้อมูล เชิงลึกที่ช่วยขับเคลื่อนแบรนด์ในระยะยาว
“เรายังให้ความสำคัญกับการฟังเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voice) ผ่านการทำ Social Listening และการเปิดรับ User-generated Content ทำให้ผู้บริโภคเป็น Influencer ตัวจริงของแบรนด์ กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยสร้าง Engagement แต่ยังเป็นแหล่ง Insight สำคัญในการต่อยอดพัฒนาสินค้าและแคมเปญใหม่ๆ ส่งผลให้การสื่อสารของฉั่วฮะเส็งไม่ได้เป็นเพียงการส่งสารจากแบรนด์ไปยังผู้บริโภค แต่เป็นการสร้างบทสนทนาและความสัมพันธ์ระยะยาวที่ทำให้แบรนด์ยังคงมีความหมายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง”

การรักษาความเป็นผู้นำและการอยู่ใน Top of Mind Brand ของฉั่วฮะเส็งไม่ได้ยึดโยงอยู่กับความแข็งแกร่งในอดีต แต่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer-centric) ในการขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจอย่างแท้จริงโดยใช้ข้อมูลและการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการวางแผนธุรกิจ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับสากลเข้ามายกระดับองค์กร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“การเปลี่ยนผ่านจาก Family Business สู่ Professional Organization ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัว (Agility) และทำให้ทั้งองค์กรสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณกุลฤทัย กล่าว
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเป็นผู้นำในวันนี้ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่ง แต่คือการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้แบรนด์ยังคงตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในทุกยุคสมัย พร้อมต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นแบรนด์อาหารไทยที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระดับโลกอย่างยั่งยืน