ในโลกของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ วัตถุดิบพื้นฐานอย่าง “เนย” กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับเมนูอาหารให้มีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ และเบเกอรี่ในสังคมยุคใหม่ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาทำอาหารและเบเกอรี่ทานเองมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเนยในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง คือ “อลาวรี่” (Allowrie) ภายใต้การทำตลาดของ KCG Corporation ที่ได้นำเนยอลาวรี่เข้าสู่ตลาดเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2501 โดย KCG เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ของประเทศไทย ทั้งในฐานะผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารแบบครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพจากทั่วโลก
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่าในช่วงปี 2562-2567 ตลาดเนยในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4-5% ต่อปี โดยเฉพาะในช่วงปี 2566-2567 ขยายตัวอย่างชัดเจนและเติบโตเกือบ 10% สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพมากขึ้น และจากรายงานของ NielsenIQ ระบุว่า อลาวรี่เป็นผู้นำตลาดด้วยยอดขายและส่วนแบ่งตลาดเนยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C)
โดยหนึ่งใน KPI ที่สะท้อนความสำเร็จของอลาวรี่ได้ดี คือการได้รับรางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award (ยอดขายอันดับ 1) ในหมวดเนย และในวาระเดียวกันกับการได้รับรางวัลอันดับ 1 ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มเนย ในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและยอมรับมากที่สุด จากผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งล่าสุด สะท้อนถึงระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน
คำถามที่น่าสนใจ สิ่งใดคือเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ “อลาวรี่” ที่วันนี้ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดไทยมาได้ยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ วันนี้จะมาถอดกลยุทธ์ให้ดูกัน
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้อลาวรี่สามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นที่ความพยายามในการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ภายใต้แนวคิดที่ไม่ได้มองว่า “เนย” เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เนยเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การบริโภคมาหลายยุคสมัย โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คนเมืองต้องการอาหารที่สะดวกและรวดเร็ว เช่น แซนด์วิช หรือขนมปังเพื่อทานคู่กาแฟในมื้อเช้า ขณะเดียวกันเทรนด์ Home Cooking และ Home Baking ก็เติบโตในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน
จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพมากขึ้น และพร้อมจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าอาหารจานโปรดพร้อมประสบการณ์ที่ดีกว่า KCG จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเนยก้อนแบบดั้งเดิมไปจนถึงเนยชนิดนุ่มที่สามารถปาดได้ทันทีหลังออกจากตู้เย็น รวมถึงสินค้าเฉพาะทางอย่างเนยผสมเห็ดทรัฟเฟิล และเนยเพื่อสุขภาพที่ใช้ไขมันดีเป็นส่วนประกอบ
การสร้าง Product Variety ที่หลากหลายบนชั้นวางสินค้าในโมเดิร์นเทรดของ KCG ทำให้แบรนด์อลาวรี่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายเซกเมนต์ได้พร้อมกัน
จุดเปลี่ยนสำคัญของ KCG คือการยกระดับบทบาทจากการเป็น “ผู้ขายวัตถุดิบ” ไปสู่การเป็น “Solution Provider” ในตลาด B2B ครอบคลุมผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจเบเกอรี่ โดย KCG ทำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ โดยมีเนยอลาวรี่เป็นหนึ่งใน Hero Product พร้อมการซัพพอร์ตจาก Excellence Center ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากทีมเชฟและนักวิจัย (R&D) ทำหน้าที่พัฒนาโซลูชันที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นสูตรหรือเมนูใหม่ๆ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้า ไปจนถึงการปรับแต่งวัตถุดิบให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของลูกค้า
โดย KCG สร้างโมเดลการทำงานลักษณะนี้มานานกว่า 14 ปี และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์อลาวรี่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคู่ค้าในอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ได้อย่างต่อเนื่อง สร้างความไว้วางใจที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่งพร้อมการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

คุณดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้อลาวรี่รักษาความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างยั่งยืน คือการสร้างจุดยืนในการเป็น “Solution Provider” เพื่อเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีให้กับคู่ค้า โดยใช้ความได้เปรียบจากฐานข้อมูลเทรนด์อาหารทั่วโลกและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเข้ามาช่วยแก้ Pain Point ให้กับลูกค้า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีข้อมูล Customer Insight ที่ลึกซึ้ง เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภค ทำให้เราไม่ต้องยัดเยียดสิ่งที่ต้องการขายเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสร้างมาตรฐานด้านคุณภาพที่สม่ำเสมอ และการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนที่คนรุ่นใหม่มองหา เพื่อนำแบรนด์ไทยก้าวไปสู่การเป็น Regional Brand ในระดับอาเซียนอย่างเต็มตัว”
เมื่อลงลึกในรายละเอียดจะพบว่า กว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา KCG เดินหน้าสร้างความเป็นผู้นำตลาดให้กับแบรนด์อลาวรี่มาโดยตลอด มุ่งเน้นทำตลาดด้วยผลิตภัณฑ์เนยและชีสคุณภาพ พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
Premiumization การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ด้วยคุณภาพระดับโลก การันตีด้วยรางวัลด้านคุณภาพและรสชาติที่ยอดเยี่ยมอย่าง Superior Taste Award จาก International Taste Institute และการใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากประเทศออสเตรเลีย
Utilization การทำให้ชีสและเนยกลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารในชีวิตประจำวัน ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย และสามารถต่อยอดเป็นเมนูได้หลากหลายในรูปแบบต่างๆ อาทิ เนยแท่ง เนยกระปุก เนยถ้วย เนยห่อขนาดเล็ก บัตเตอร์สควีซ ชีสสไลซ์ ชีสสควีซ ชีสเส้น และไตรแองเกิ้ลสแน็คชีส เป็นต้น
Expansion การขยายตลาดครอบคลุมทุกช่องทาง เช่น การกระจายสินค้าไปยัง 77 จังหวัดทั่วประเทศ การนำเสนอผลิตภัณฑ์เข้าสู่ร้านอาหารระดับ Fine Dining คาเฟ่ระดับพรีเมียม และโรงแรมหรู รวมถึงการเข้าถึงเชฟระดับแนวหน้า เพื่อเป็นตัวเลือกด้วยคุณภาพที่ได้รับการรับรองและรางวัลระดับโลก
อลาวรี่ ยังมีการสื่อสารและกิจกรรมการตลาดผ่านแคมเปญ “ยกระดับ...ทุกรสชาติ” เพื่อต่อยอดการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงโดยการร่วมมือกับเชฟชั้นนำอย่าง เชฟวิลแมน ลีออง, เชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง และเชฟพลอย- ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ ในการสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษจากเนยและชีสอลาวรี่ พร้อมมีแคมเปญโปรโมชัน สินค้าราคาพิเศษ และ “Kanga Luca Bag Collection 2” กระเป๋าเก็บความเย็นดีไซน์พิเศษเพื่อมอบให้กับลูกค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

คุณดำรงชัย กล่าวเสริมถึงวิสัยทัศน์เชิงรุก เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อน KCG ก้าวสู่ระดับสากล โดยโฟกัสใน 3 เรื่องหลัก คือ Growth Strategy วางเป้าหมายขยายตลาดสู่อาเซียนอย่างเป็นระบบ Operation Excellence การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยการลงทุนกว่า 350 ล้านบาท สำหรับ Logistic Park และระบบ Cold Chain เพื่อคงคุณภาพสินค้าตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงมือผู้รับ และ Sustainability การดำเนินธุรกิจรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยตั้งเป้า Net Zero ในปี 2050
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและคู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันรายได้ของ KCG มาจากกลุ่มธุรกิจ B2C 50% กลุ่มธุรกิจ B2B 45% และการส่งออกประมาณ 5% นี่คือรากฐานของ Ecosystem ทางธุรกิจที่แข็งแรงของ KCG
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอลาวรี่จะครองความเป็นผู้นำตลาดเนยในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่เป้าหมายของอลาวรี่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงตลาดในประเทศ เพราะเป้าหมายใหญ่ของ KCG ในวันนี้คือการขับเคลื่อนองค์กรเชิงรุกไปสู่ตลาดระดับอาเซียน โดยมี “อลาวรี่” เป็นทัพหน้าในการขยายตลาดในครั้งนี้
ความสำเร็จของ “อลาวรี่” ในวันนี้ จึงไม่ได้เกิดจากการเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมายาวนานเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการผสานกลยุทธ์ที่หลากหลาย ทั้งการเข้าใจผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการยกระดับบทบาทที่เสมือนการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้กับคู่ค้าของอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ ส่งผลให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง
การได้รับรางวัล Market Leader Brand Award จาก 2026 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันความเป็นผู้นำของอลาวรี่ในตลาดเนยไทยและสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ในประเทศไทยอย่างแท้จริง