ในอดีต การสะสมพอยท์บัตรเครดิตมักผูกกับภาพของการรอคอย ที่ผู้บริโภคต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อสะสมพอยท์ก้อนใหญ่สำหรับแลกของรางวัลชิ้นหนึ่ง อีกเคสคือพอยท์หมดอายุไปโดยไม่ถูกใช้งาน แต่ในวันนี้ ข้อมูลจาก POINTX ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มขยับจาก “การเก็บ” ไปสู่ “การใช้” และให้คุณค่ากับพอยท์ในฐานะ “มูลค่าที่ใช้ได้จริง” ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สะท้อนผ่าน 5 เทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยแกนกลางคือการที่ผู้บริโภคต้องการ “ความคุ้มค่าแบบทันที” มากกว่าการรอผลตอบแทนระยะยาวเพียงครั้งเดียว
ยุคแห่ง Micro-moment: แลกน้อย แต่แลกนะ พฤติกรรมเปลี่ยนจากการรอของรางวัลชิ้นใหญ่ มาเป็นการใช้พอยท์เพื่อลดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลระบุว่า 43% ของพอยท์ถูกใช้ในรูปแบบ Cashback หรือจ่ายบิลบัตรเครดิต ขณะที่อีก 29% ถูกใช้แลก e-Coupon เช่น กาแฟ หรือส่วนลดซูเปอร์มาร์เก็ต สะท้อนว่าพอยท์กลายเป็น “ส่วนลดทันที” ที่ถูกหยิบมาใช้ในทุกวัน
เมื่อการใช้พอยท์เกิดขึ้นถี่ขึ้น ความคาดหวังของผู้บริโภคจึงขยับไปสู่ “ความสะดวกแบบเรียลไทม์” ที่ไม่ต่างจากการใช้เงินสดหรือ Mobile Banking เกิดเป็น “พอยท์กินได้” และ “สแกนจ่าย” คือเรื่องปกติ จาดพฤติกรรม Mobile-First ทำให้การใช้พอยท์ต้องรวดเร็วและไร้รอยต่อ ส่งผลให้ยอดการใช้พอยท์ผ่าน QR Code (Scan to Pay) เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 123% เพราะผู้บริโภคสามารถใช้พอยท์แทนเงินสดได้ทันทีหน้าร้าน ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการแลกหรือแปลงค่าเพิ่มเติม
เมื่อพอยท์ถูกดึงเข้ามาอยู่ใน “โมเมนต์การจ่ายเงินจริง” ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดแค่ฝั่งผู้ใช้ แต่ยังส่งต่อไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยรวมนำมาสู่ วงจร “ยิ่งแลก ยิ่งใช้” (The Behavioral Loop) ข้อมูลชี้ชัดว่า ลูกค้าที่มีการแลกพอยท์สม่ำเสมอ มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงกว่ากลุ่มที่ไม่แลกถึง 40% เกิดเป็นวงจรพฤติกรรม “ใช้ – แลก – กลับมาใช้” ที่ทำให้พอยท์กลายเป็นเครื่องมือสร้าง Engagement และกระตุ้นSpending ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเมื่อพฤติกรรมการใช้พอยท์เริ่มขยายจากค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ไปสู่การใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงขึ้น หนึ่งในหมวดที่เปลี่ยนชัดคือ การท่องเที่ยว นำมาสู่ อิสระในการเดินทาง: “อยากเที่ยว ต้องได้เที่ยวชาตินี้” โมเดล Point + Pay เข้ามาเปลี่ยนข้อจำกัดเดิมของการแลกพอยท์เพื่อเดินทาง จากที่ต้องรอพอยท์ครบหรือรอที่นั่ง กลายเป็นการใช้พอยท์เท่าที่มี และจ่ายส่วนต่างเพิ่มได้ทันที ทำให้การใช้พอยท์เพื่อท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง ไม่ต้องรอสะสมข้ามปีอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นก็ทำให้พฤติกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ใช้บัตรเครดิตอีกต่อไป การขยายตัวสู่กลุ่มบัตรเดบิต และ Wealth กลุ่มบัตรเดบิตเริ่มเปลี่ยนจากการใช้เพื่อกดเงินสด มาเป็นการใช้จ่ายเพื่อสะสมพอยท์ แม้จะจ่ายเพียง 50 บาท สามารถเปลี่ยนเป็นมูลค่ากลับคืนมาได้ ขณะที่กลุ่ม Wealth ซึ่งเคยมีพอยท์สะสมจำนวนมากแต่ “ไม่ได้ใช้” ก็เริ่มหันมาบริหารพอยท์มากขึ้น เมื่อแพลตฟอร์มช่วยรวมพอยท์และทำให้ใช้งานง่ายเหมือนเงินสด
จึงจะเห็นว่า ทั้ง 5 เทรนด์นี้กำลังผลักดันให้พอยท์เปลี่ยนสถานะจาก “Reward” ไปสู่ “Digital Currency” อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การสแกนจ่ายหน้าร้าน หรือการใช้ร่วมกับเงินสดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
นั่นทำให้ PointX วางกลยุทธ์สู่การเป็น “The Ultimate Connectivity Platform” โดยมุ่งเชื่อมโยงทุกมูลค่าเข้าด้วยกันผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Value ที่เปลี่ยนพอยท์ให้ใช้แทนเงินสดได้จริง Choices ที่ขยายการใช้งานผ่าน Ecosystem ทั้งในกลุ่ม SCBX และพาร์ทเนอร์ และ Flexibility ที่ทำให้พอยท์ “พร้อมใช้ทุกที่ ทุกเวลา” ผ่านฟีเจอร์อย่าง Point + Pay และการสแกนจ่าย QR Code ซึ่งช่วยแก้ Pain Point สำคัญของพอยท์ที่กระจัดกระจายและไม่ได้ถูกใช้งานในอดีต
สิ่งที่ทำให้ PointX แตกต่างจาก Loyalty Platform อื่น คือการเลือกเป็น Open Platform แทนระบบปิด โดยเปิดให้เกิดการโอนพอยท์เข้า–ออก (Point In & Point Out) ได้อย่างอิสระ ผู้ใช้สามารถรวมพอยท์จากหลายแหล่งเพื่อเพิ่มมูลค่า หรือโอนไปใช้ในบริบทอื่นได้ทันที พร้อมจุดเด่นสำคัญอย่างการสแกนจ่ายได้ทุกที่ การรวมพอยท์จากบัตรเดบิต และการเชื่อมต่อ XTravel ที่ทำให้การใช้พอยท์เพื่อการเดินทางไม่มีข้อจำกัดแบบเดิม
ในมุมของพาร์ทเนอร์ การเข้าร่วมกับ PointX จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มช่องทางแลกพอยท์ แต่คือการเข้าถึง Ecosystem ขนาดใหญ่ที่มีลูกค้ากว่า 17 ล้านราย พร้อมทั้งพฤติกรรม “ยิ่งแลก ยิ่งใช้” ที่ช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายจริงถึง 40% รวมถึงการลดข้อจำกัดของ Loyalty เดิมที่เป็น Fixed Reward ไปสู่การให้อิสระในการเลือก ซึ่งช่วยยกระดับ Customer Experience และสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว
เมื่อเชื่อมต่อกับพันธมิตรที่ครอบคลุมทั้งสายการบิน ค้าปลีก พลังงาน อาหาร บันเทิง และเทคโนโลยี รวมถึงบริการภายในกลุ่ม SCBX ทั้ง CardX, SCB Wealth, InnovestX และ SCB Protect จะเห็นได้ชัดว่า PointX ไม่ได้สร้างระบบปิดของตัวเอง แต่กำลังวางตัวเป็น “Connectivity Platform” ที่เข้าไปอยู่ในทุกTouchpoint ของผู้บริโภค ผ่านกลยุทธ์ Point In & Point Out ที่ทำให้พอยท์จากหลายแหล่งสามารถรวมและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
1. พันธมิตรภายในกลุ่ม SCBX (Internal) เป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่เชื่อมต่อพอยท์เข้ากับแพลตฟอร์มเพื่อให้ลูกค้าสะสมและบริหารจัดการพอยท์ได้ในที่เดียว ประกอบด้วย SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) และ SCB Wealth, CardX (บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล), InnovestX (แพลตฟอร์มการลงทุน) และ SCB Protect (บริการด้านประกันภัย)
2. พันธมิตรภายนอก (External Partners) POINTX มีพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยดังนี้
- การเดินทางและสายการบิน: Expedia (พันธมิตรหลักสำหรับ XTravel), Bangkok Airways, AirAsia, Qatar Airways (Privilege Club) และ Royal Orchid Plus (การบินไทย)
- ค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ต: 7-Eleven, Tops, Lotus's, Boots, M Card (เดอะมอลล์ กรุ๊ป), The 1 (เซ็นทรัล), Amaze และกลุ่มสยามพิวรรธน์ (OneSiam)
- พลังงานและน้ำมัน: ครอบคลุมแบรนด์หลักเกือบทั้งหมด ได้แก่ Bangchak, Blue Card (PTT), PT, Shell และ Susco,
- อาหารและบริการส่งอาหาร: McDonald’s, Burger King, Grab, LINE MAN และ Robinhood
- สุขภาพและความงาม: Watsons, GoWabi, Let's Relax, Absolute Health และ E-Dandee
- ความบันเทิง: SF Cinema และ Major Cineplex
- เทคโนโลยีและอุปกรณ์: Apple, iStudio และ Samsung
- ช้อปปิ้งออนไลน์: Lazada และ Shopee
- โทรคมนาคม: AIS Points, True Points และ NT
แน่นอนว่า POINTX จะมีพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีกในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเป็นแพลตฟอร์มเปิดที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์
ดังนั้น POINTX จึงไม่ได้เป็นเพียง Loyalty Platform แต่เป็น “ตัวกลางของมูลค่า” ที่ทำให้พอยท์ของทุกแบรนด์ไม่สูญเปล่า ไม่กระจัดกระจาย และที่สำคัญ ถูกนำมาใช้จริงในทุกวัน เพราะในวันที่ผู้บริโภคมองพอยท์เป็นเงิน ความสามารถในการทำให้มูลค่านั้นไหลเวียนได้ คือหัวใจของการเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตผู้บริโภคอย่างแท้จริง